ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 554 น้ำใจคน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 554 น้ำใจคน
ตอนที่ 554 น้ำใจคน
ดวงตาของลูเมี่ยนจับจ้องอยู่ที่ไพ่อาร์คาน่าเล็กใบนั้น ก่อนจะเห็นว่าหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้อง มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
อีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ ใบหน้าซีดเซียว ผมสีน้ำตาลบางส่วนตั้งชัน บางส่วนห้อยระย้า ราวกับเพิ่งลุกจากเตียงนอน
ด้วยเหตุผลบางประการ ลูเมี่ยนรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้แผ่กลิ่นอายของความขัดแย้งในตัวเอง ทั้งเลื่อนลอยและสงวนท่าที ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายความกดดันอันยากจะพรรณนา เมื่อถูกเขาจ้องมอง ก็ราวกับถูกห้วงลึกแห่งนรกจับจ้องเช่นกัน
“อัศวินดาบ?” ลูเมี่ยนเอ่ยปากถาม
ชายผู้นั้นพยักหน้าแผ่วเบา แล้วกล่าวว่า
“เจ็ดไม้ คุณต้องการความช่วยเหลือในสิ่งใด?”
“คุณทราบได้อย่างไรว่าผมคือ ‘เจ็ดไม้’?” ลูเมี่ยนเอ่ยถาม ด้วยในจดหมายเขามิได้กล่าวถึงโค้ดเนมของตนเองอย่างชัดแจ้ง เพียงแต่บอกว่าตามคำชี้แนะของมาดามเมจิกเชี่ยน ให้มาขอความช่วยเหลือจากอัศวินดาบ
อัศวินดาบเอ่ยปากในจังหวะเชื่องช้า ประหนึ่งกำลังข่มกลั้นบางสิ่งบางอย่างอยู่
“มาดามเฮอร์มิทแจ้งกับผมล่วงหน้าไว้แล้วว่า ‘เจ็ดไม้’ ผู้สังกัดมาดามเมจิกเชี่ยน จะเดินทางมายังเฟเนพ็อตในเร็ววันนี้ และอาจต้องการความช่วยเหลือจากผมในด้านข่าวกรองหรือด้านอื่นๆ”
มาดามเมจิกเชี่ยนถึงกับจงใจติดต่อมาดามเฮอร์มิท เกี่ยวกับเรื่องของเราเชียวหรือ…ลูเมี่ยนพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง
“ผมอยากรบกวนให้คุณช่วยตามหาบุคคลสองคน ขอบเขตการค้นหาคือเมืองท่าซานตาและย่านทะเลโดยรอบ โดยพยายามอย่าให้กลุ่มอิทธิพลใดรู้ตัว” ลูเมี่ยนเอ่ยขอ
“รายละเอียด” อัศวินดาบกล่าวอย่างตระหนี่ถ้อยคำ
ลูเมี่ยนจึงเล่าข้อมูลเกี่ยวกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้ และนอร์ฟีอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายว่า
“ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ บางทีอาจกลายเป็นศพไปแล้ว…”
ขณะที่เอ่ยวาจา ลูเมี่ยนก็ล้วงเอา ‘ภาพร่าง’ ที่คล้ายภาพถ่ายสองใบออกมา ส่งให้อัศวินดาบ
ภาพสองใบนี้เกิดจากความรู้ในสมุดบันทึกเวทมนตร์ของโอลัวร์ ผนวกกับความชำนาญด้านอาคมพิธีกรรมของตน สกัดรูปโฉมของบาร์ทเนอร์กับนอร์ฟีออกมาจากห้วงความทรงจำโดยตรง ให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากล้องถ่ายภาพเลยทีเดียว
ทว่าสิ่งสำคัญและยากลำบากที่สุดของอาคมพิธีกรรมประเภทนี้ คือการเลือกเป้าหมายของคำวิงวอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ผู้วิเศษที่สังกัดองค์กรทางการมักใช้วิธีนี้เป็นประจำ เนื่องจากพวกเขามีองค์เทพเป็นของตัวเอง ส่วนผู้วิเศษเถื่อนนั้นแทบไม่มีใครกล้าเสี่ยงวิงวอนต่อสิ่งอันตรายเพื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ลูเมี่ยนสังกัดชุมนุมทาโรต์ จึงนับเป็นผู้วิเศษกึ่งทางการ ไม่เพียงสามารถขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลได้เท่านั้น แต่ยังสามารถยืมพลังของมาดามเมจิกเชี่ยนได้อีกด้วย
อัศวินดาบรับภาพร่างทั้งสองใบที่ดูราวกับภาพถ่าย พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“ผมจะช่วยคุณตามหาพวกเขาโดยเร็ว”
เขามิได้เรียกร้องค่าตอบแทน ทั้งยังมิได้ตั้งเงื่อนไขใดๆ
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
การมีองค์กรสังกัดช่างดีเสียจริง!
แน่นอนว่า การช่วยเหลือภายในองค์กรเช่นนี้ มักแปรเปลี่ยนเป็นบุญคุณ ซึ่งวันหน้าย่อมต้องตอบแทนไม่มากก็น้อย สำหรับบางคนแล้ว พวกเขาขอเลือกที่จะตีราคาอย่างตรงไปตรงมา ดีกว่าต้องติดค้างบุญคุณผู้อื่น
ทว่าลูเมี่ยนหาได้คิดเล็กคิดน้อยไม่ เพราะแค่การที่อัศวินดาบยอมมาพบและรับปากช่วยเหลือ ก็นับว่ามีองค์ประกอบของการเกื้อกูลกันในแง่น้ำใจแล้ว
เด็กหนุ่มคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“คุณติดภารกิจใดในเฟเนพ็อตหรือไม่ ต้องการให้ผมช่วยเหลือสิ่งใดบ้างหรือไม่?”
อัศวินดาบนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า
“ภารกิจในเฟเนพ็อตใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว แต่หลังจากนี้ผมต้องเดินทางไปทวีปใต้ บางที อาจต้องขอความช่วยเหลือจากคุณบ้าง”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนตอบรับทันที
เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้างจึงถามต่อว่า
“มาดามเฮอร์มิทก็รับผิดชอบเรื่องเกี่ยวกับทวีปใต้ด้วยหรือ?”
หากเป็นเช่นนั้น งานของเธอไม่รัดตัวเกินไปหน่อยหรือ?
ตามที่มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวไว้ เจ้าของไพ่อาร์คาน่าใหญ่ท่านนี้ รับผิดชอบหลักๆ เกี่ยวกับเรื่องทางทะเล และองค์กรลับที่นับถือปราชญ์เร้นลับ ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับทวีปใต้มากนัก
อัศวินดาบตอบด้วยน้ำเสียงที่กดข่มความรู้สึกบางอย่างไว้
“เรื่องส่วนตัวของผมเอง มิได้เกี่ยวข้องกับมาดามเฮอร์มิทแต่อย่างใด”
“เข้าใจแล้ว” ลูเมี่ยนแสดงความเข้าอกเข้าใจ เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง ก็มีภารกิจมากมายที่มิได้รับคำสั่งจากมาดามเมจิกเชี่ยน แม้กระทั่งการติดตามสมาชิกหลักของวันเอพริลฟูลที่เมืองท่าซานตาในครั้งนี้ หากมิได้เกี่ยวพันถึงราชันสวรรค์ผู้นั้น ก็คงนับเป็นการกระทำส่วนตัวของเขาเช่นกัน
อัศวินดาบนิ่งเงียบไปสองวินาที ก่อนจะเอ่ยเสริมว่า
“อีกอย่าง ผมเพียงสังกัดมาดามเฮอร์มิทเป็นการชั่วคราวเท่านั้น”
อะไรคือการสังกัดชั่วคราว? ภายภาคหน้ายังสามารถย้ายไปอยู่ใต้สังกัดของไพ่อาร์คาน่าใหญ่ใบอื่นได้อีกหรือ? ลูเมี่ยนรู้สึกงุนงงกับคำพูดนี้ยิ่งนัก
อัศวินดาบมิได้อธิบายใดๆ ร่างของเขาพลันเลือนหายไปในชั่วพริบตา ราวกับภาพลวงตา
ลูเมี่ยนผู้มิได้เปิดใช้เนตรวิญญาณ จึงไม่อาจจับเส้นทางการจากไปของอีกฝ่ายได้ทัน
ไม่เหมือนการเทเลพอร์ต ทั้งยังไม่มีความรู้สึกว่าเขาละลายเข้าไปในเงามืด…เด็กหนุ่มลองวิเคราะห์เบื้องต้น ก่อนจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นเสื้อแขนสั้นคอกลมสีน้ำตาลอมเขียว กับกางเกงขายาวหลวมสีน้ำตาลอ่อน อันเป็นชุดที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองท่าซานตา
เมื่อออกจากห้องนอนใหญ่ ลูเมี่ยนก็โยนต่างหูคำลวงให้แก่ลูกาโน พลางกล่าวว่า
“นายไปหาวาเลรีเพื่อรับบัตรประจำตัวชุดใหม่ได้แล้ว อย่าลืมใช้รูปลักษณ์ที่เคยไปพบเขาในครั้งก่อนด้วยล่ะ”
“ผมจำได้แม่น” ลูกาโนรับต่างหูคำลวงไว้
เขากำลังจะปลอมตัวตรงนี้เลย แต่ลูเมี่ยนห้ามปรามเสียก่อน
“เมื่อออกจากห้องแล้ว ให้ไปหาที่ลับตาคนแล้วค่อยใช้มัน เมื่อกลับมา ก็อย่าลืมคืนรูปลักษณ์เดิมก่อนเข้าโรงแรม”
นี่มัน…เท่ากับว่าเราจะได้ครอบครองสมบัติวิเศษชิ้นนี้ตามลำพังเป็นระยะเวลาหนึ่ง? นายไม่กลัวว่าฉันจะหอบมันหนีไปหรือ? เจ้าสิ่งนี้ไม่เพียงมาพร้อมพลังวิเศษและอรรถประโยชน์อันหลากหลาย ทั้งยังมีมูลค่ามหาศาลอีกด้วย! ลูกาโนไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง หยิบต่างหูคำลวงพร้อมกับถุงผ้าที่บรรจุเสื้อผ้าปลอมตัว แล้วก้าวออกจากห้องไป
ลูเมี่ยนเห็นร่างของลูกาโนหายลับไปที่ประตู จึงยิ้มพลางหยิบหมวกสานสีเหลืองทอง แล้วกล่าวกับลุดวิก
“ฉันวางอาหารไว้บนโต๊ะในห้องนอนของนายแล้ว อย่าได้ออกไปเพ่นพ่านที่ไหนก่อนฉันจะกลับล่ะ”
“ตกลง” ลุดวิกรับคำ แววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
จะมีผู้ใดฉวยโอกาสยามผู้ปกครองจากไป แอบย่องมาจู่โจมเด็กน้อยผู้นี้ไหมนะ?
ขณะก้าวผ่านบริเวณเก้าอี้นวม ลูเมี่ยนก็สวมหมวกสานสีเหลืองทองลงบนศีรษะของลุดวิก
ในคราเดียวกัน เด็กหนุ่มสวมหมวกสักหลาดปีกกลมอันเป็นที่นิยมในแถบนี้ แล้วค่อยๆ ก้าวออกจากห้องชุด
เขามิได้กังวลแม้แต่น้อย ว่าลุดวิกผู้ต้องอยู่ตามลำพังในโรงแรมจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทว่ากลับเป็นผู้ที่อาจเข้าใกล้เด็กน้อยผู้นี้ต่างหาก ที่จะตกอยู่ในห้วงอันตราย
ครั้นย่างก้าวเข้าสู่โถงทางเดิน ลูเมี่ยนแตะหมวกบนศีรษะแผ่วเบา ก่อนเรียกใช้พลังพันธสัญญา ‘แปรเงา’
ในพริบตา ร่างของเด็กหนุ่มจางหายกลายเป็นเงาบางเบา ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาทอดยาวจากผนังทั้งสองด้าน
ท่ามกลางโลกอันมืดมิดราวกับคลุมด้วยผ้าโปร่งบาง ลูเมี่ยนสูดกลิ่นน้ำหอมอำพันเทาที่เขาจงใจทิ้งไว้บนต่างหู ‘คำลวง’ แล้วออกติดตามร่องรอยของลูกาโน
มิใช่การตรวจสอบความถูกต้องของคำแปลอีกต่อไป หากแต่เป็นการรอคอยการโจมตีที่อาจมาเยือน
เมื่อนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ได้ชูธงประกาศการสืบสวนพิธีบูชาทะเล พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์อันแข็งกร้าวและหัวรุนแรง สมาคมประมงและชาวบ้านมิโลย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะตอบโต้อย่างฉับพลัน ด้วยวิธีการอันรุนแรงดุจดังอสนีบาต เพื่อกำจัดผู้มาเยือนต่างถิ่นรายนี้ ไปพร้อมๆ กับข่มขวัญเหล่าผู้คนและขั้วอำนาจที่แอบซุ่มซ่อนรอโอกาส
ในสถานการณ์ดังกล่าว ลูเมี่ยน ลูกาโน และลุดวิก ล้วนตกอยู่ในห้วงอันตราย
เด็กหนุ่มจงใจปล่อยให้ลูกาโนออกไปพบวาเลรี เพื่อขอบัตรประจำตัวตามลำพัง ด้วยประสงค์จะดูว่าฆวน·โอโรกับพรรคพวกคอยจับตามองสหายของตนอยู่หรือไม่ และจะฉวยโอกาสนี้โจมตีลูกาโนหรือเปล่า
ด้วยเหตุนี้ หากเกิดเหตุการณ์ดังคาด ลูเมี่ยนย่อมสามารถช่วยเหลือลูกาโนได้ทันท่วงที อีกทั้งยังสบโอกาสจับกุมหรือสังหารผู้วิเศษแห่งสมาคมประมงได้สักสองสามคน เพื่อแสดงแสนยานุภาพและความเด็ดเดี่ยวของนักผจญภัยคนดัง ให้ปรากฏแก่สายตาผู้ที่กำลังจับตาดูอยู่ จะได้เพิ่มพูนความมั่นใจ กระตุ้นให้พวกเขากล้าลงมือกระทำการบางอย่าง
แน่นอน ไม่เสมอไปว่าสมาคมประมงกับชาวบ้านมิโลจะต้องลงมือในเร็ววันนี้ พวกเขาอาจแสร้งอ่อนแอเพื่อให้ศัตรูที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดตายใจ เริ่มโผล่ออกมาทีละคนสองคน จนกระทั่งถึงคราวกวาดล้างครั้งใหญ่
ลูเมี่ยนติดตามลูกาโนมาจนถึงบ่อนการพนันใต้ดินของวาเลรี เห็นเขาจ่ายเงิน 50 ทองลิโซเป็นค่าจ้างส่วนที่เหลือ แล้วรับบัตรประจำตัวของคนท้องถิ่นมาสองชุด
ไร้วี่แววการโจมตี…เป็นเพราะสมาคมประมงกำลังล่อเหยื่ออยู่ หรือว่าพวกเขามองตัวจริงของลูกาโนที่ใช้ ‘คำลวง’ ไม่ออก? ลูเมี่ยนล่องลอยอยู่ในเงามืด ครุ่นคิดถึงสาเหตุที่เป็นไปได้
ลูกาโนมิกล้าเอ้อระเหยอยู่บนท้องถนนนานนัก ด้วยตระหนักดีว่าเจ้านายของตนได้ก่อความบาดหมางต่อผู้คนของสมาคมประมงเอาไว้ ตนก็อาจตกเป็นเป้าแห่งความแค้นของพวกที่ไม่กล้าแตะต้องเจ้านาย จนถูกลากเข้าซอกหลืบแล้วซ้อมเสียยับเยิน
ณ ช่องว่างระหว่างตึกสองหลังใกล้โรงแรมโซโลว์ เขารีบคืนรูปลักษณ์เดิม ถอดต่างหู ‘คำลวง’ ออก แล้วสวมชุดสูทสีดำตัวเก่ง
จนถึงเมื่อสักครู่ เขาเพิ่งจะกล้าถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเลี้ยวเข้าถนนอไควนัส มุ่งหน้ากลับสู่ประตูโรงแรมโซโลว์
สองฟากถนนมีคนจรจัดสามสี่คน ต่างมีสภาพเกียจคร้านราวกับถูกแสงตะวันแผดเผาจนเกือบหลับใหล
ลูเมี่ยนตระหนักดีว่า เมื่อเทียบกับราชอาณาจักรโลเอ็นและสาธารณรัฐอินทิส ปัญหาคนจรจัดในเฟเนพ็อตมิได้รุนแรงนัก ทั้งนี้เพราะแผ่นดินของอาณาจักรอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า อีกทั้งเมล็ดพันธุ์และปศุสัตว์ที่ผ่านการปรับปรุงโดยศาสนจักร ต่างก็ล้วนเจริญงอกงามได้ดีเป็นพิเศษ ทำให้ทั่วทั้งเฟเนพ็อตอยู่ในภาวะอาหารล้นเหลือ
ณ ดินแดนแห่งนี้ ราคาธัญพืชถูกกว่าอินทิสและราชอาณาจักรอื่นๆ ราวร้อยละสิบห้าถึงยี่สิบ — ก่อนที่ราชอาณาจักรโลเอ็นจะยกเลิก ‘พระราชบัญญัติธัญพืช’ และเริ่มนำเข้าธัญพืชจำนวนมหาศาลจากเฟเนพ็อต ราคาขนมปังดำที่มีน้ำหนักเท่ากันในโลเอ็น จะแพงกว่าเฟเนพ็อตเกือบสองเท่าตัว
ในสภาวะอันอุดมสมบูรณ์ด้วยผลิตผลเช่นนี้ แม้จะมีชาวนา คนเลี้ยงสัตว์ หรือชาวเมืองที่ล้มละลายจากการรวมที่ดิน หนี้นอกระบบ หรือปัจจัยด้านอื่น จนกลายเป็นคนไร้บ้าน แต่พวกเขาก็ยังสามารถรับอาหารฟรีจำนวนหนึ่งได้จากทั้งศาสนจักรพระแม่ธรณี นิกายอุดมสมบูรณ์ หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรการกุศลต่างๆ แม้อาจไม่อิ่มท้อง แต่ก็ไม่ถึงกับอดตาย สามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเพื่อแสวงหางานใหม่ได้
ขณะที่ลูกาโนใกล้จะถึงโรงแรมโซโลว์ ลูเมี่ยนผู้เร้นกายในเงามืด พลันสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากล
หลังจากคนจรจัดสามคนริมถนนเปลี่ยนอิริยาบถเหมือนทุกที พวกเขากลับแสดงอาการแข็งทื่อที่ยากจะอธิบาย
ในพริบตาต่อมา ลูเมี่ยนเห็นคนจรจัดเหล่านั้นผุดลุกขึ้น ด้วยท่วงท่าบิดเบี้ยวดุจหุ่นไม้ที่ข้อต่อขึ้นสนิม ต่างล้วงอาวุธปืนออกมาคนละกระบอก เล็งไปยังลูกาโนจากสามทิศทาง
ปัง! ปัง! ปัง!
ทุกคนเหลือกตาขาวผิดปกติ แล้วเหนี่ยวไกปืนพร้อมกัน ไม่เปิดโอกาสให้ลูกาโนหลบหลีกแม้แต่น้อย
……………………………………………………..