ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 555 ‘สารบบสัตว์ประหลาด’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 555 ‘สารบบสัตว์ประหลาด’
ตอนที่ 555 ‘สารบบสัตว์ประหลาด’
ลูกาโนเพิ่งจะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อ ปากกระบอกปืนของคนจรจัดทั้งสามได้เล็งมาที่ตนแล้ว
ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของนักล่าเงินรางวัล เขามิอาจมัวรีรอแยกแยะว่าศัตรูตั้งใจจะยิงไปทางใด ได้แต่รีบกระทืบฝ่าเท้าเต็มแรง เพื่อพุ่งตัวไปด้านหน้าในแนวทแยง
ปังปัง! เขาหลบพ้นกระสุนสองนัดได้อย่างหวุดหวิด แต่นัดที่เหลือนั้น ด้วยระยะที่ใกล้เกินไป อีกทั้งยังโดนดักทางหนีไว้หมด จึงแทบไม่มีโอกาสหลบพ้นได้เลย
ทว่าลูกาโน ผู้ลอยอยู่กลางอากาศ ได้กระทำการอันประหลาด
เขากลับยืดตัวออกแทนที่จะขดตัวป้องกันจุดอ่อน เพียงแค่ใช้ฝ่ามือคอยปกป้องหน้าอกไว้เท่านั้น
ปัง!
กระสุนนัดดังกล่าว กระแทกเข้าที่ชายโครงด้านขวาของเขา จนโลหิตสีสันสดใสสาดกระเซ็น
ตุบ! ลูกาโนร่วงลงสู่พื้นริมถนน แล้วก็รีบกลิ้งตัวไปข้างหน้า พยายามหลบหลีกการยิงนัดถัดๆ ไป
ขณะเดียวกับที่เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า จากเงามืดริมทาง ร่างของลูเมี่ยนพลันทะยานออกมาราวกับติดปีก ซัดกำปั้นใส่คนจรจัดรายหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเหนี่ยวไกปืนไปหมาดๆ
เสียงทุ้มหนักดังขึ้น คนจรจัดผู้นั้นตาเหลือกค้าง ล้มพับลงไปสิ้นสติ
ลูเมี่ยนผละกลับเข้าสู่เงามืดในพริบตา เคลื่อนกายอย่างว่องไวไปยังด้านหลังของคนจรจัดอีกคน
โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ยิงนัดที่สอง หมัดหนึ่งก็ชกใส่ท้ายทอยของเขาเสียแล้ว
พร้อมกับการล้มคว่ำของคนจรจัดผู้นั้น ลูกาโนประสบความสำเร็จในการหลบกระสุนนัดที่สอง ซึ่งถูกยิงจากปืนของผู้โจมตีคนสุดท้าย
ทันใดนั้น ผู้คนที่สัญจรไปมา รวมถึงหญิงชราที่กำลังสนทนากันอยู่ริมถนน ต่างก็วิ่งหนีกระเจิดกระเจิง รีบร้อนหาที่กำบังอย่างตื่นตระหนก ทำให้บริเวณโดยรอบว่างเปล่าในพริบตา
เงามืดพลิ้วไหว ลูเมี่ยนก้าวออกจากความมืดข้างๆ ผู้โจมตีคนสุดท้าย ยื่นฝ่ามือขวาออกไปเบื้องหน้า จับคว้าลำคอของอีกฝ่ายไว้แนบแน่น
แทบจะในเวลาเดียวกัน ปากของผู้โจมตีก็อ้าออกโดยอัตโนมัติ พ่นเงาดำยาวเรียวออกมา
มันคือแมลงขนาดเท่านิ้วมือ ผิวกายมีขนแข็งคล้ายหนวดพลิ้วไหวอยู่รอบตัว
มันพุ่งตรงไปยังลำคอของลูเมี่ยนด้วยความเร็วสูง
“ฮึ่ม!”
จากจมูกของลูเมี่ยน แสงสีขาวอ่อนสองสายวาบขึ้นแล้วหายไปในพริบตา แมลงสีดำรูปร่างพิสดารพลันหมดสิ้นเรี่ยวแรง อ่อนระทวยร่วงหล่นลงสู่ฝ่ามือซ้ายที่เด็กหนุ่มยกขึ้นมารับไว้
ดังคาด…ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกประหลาดใจนัก ขณะปล่อยมือขวาจากลำคอของคนจรจัด
ตาขาวของคนจรจัดกลับเป็นปกติอีกครั้ง โดยที่มือยังกำปืนไว้แน่น
เขารีบถอยหลังด้วยความงุนงง จนกระทั่งชนเข้ากับกำแพง แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง
ลูเมี่ยนไม่สนใจเขาอีก อาศัยเงามืดเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ย้ายตำแหน่งไปหาอีกหนึ่งคนจรจัดที่นอนสลบไสลอยู่ จนกระทั่งสังเกตเห็นรอยแผลเล็กๆ ที่ปราศจากเลือด ปรากฏอยู่แถวๆ ท้ายทอยของชายผู้นั้น
อีกหนึ่งแมลงรูปร่างยาวเรียว ตัวเต็มไปด้วยขนแข็งสีดำ พุ่งทะยานออกมา พยายามจะหลบหนี แต่ถูกฝ่ามือของลูเมี่ยนที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีแดงเข้มจนเกือบขาวคว้าเอาไว้ได้ทัน มันดิ้นรนอยู่สักสองสามหน ก็ส่งกลิ่นหอมของความสุกงอมออกมา
ต่อมาทันที ลูเมี่ยนใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน จัดการกับสัตว์ประหลาดสีดำที่กำลังไชออกจากร่างของคนจรจัดอีกคน
ในระหว่างนั้น ลูกาโนนั่งยองๆ อยู่ริมถนน ฝ่ามือซ้ายเปล่งประกายแสงสว่างใสบริสุทธิ์ กดลงบนบาดแผลจากกระสุนปืนตรงชายโครงด้านขวา
บาดแผลอันน่าสยดสยองนั่น ส่งกลิ่นไหม้จางๆ พร้อมกับหดตัวในทันที หยุดการไหลทะลักของเลือด
จากนั้น ลูกาโนชักมีดสั้นออกมา เคลื่อนไหวอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ‘แคะ’ กระสุนสีเหลืองทองออกจากบาดแผล
เมื่อจัดการเสร็จ ฝ่ามือซ้ายของเขาก็เปล่งประกายอีกครั้ง กดลงบนบาดแผลเดิม
บาดแผลเริ่มขยับ ประสานตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เหลือขนาดเพียงหนึ่งในห้าของเดิม
ที่แท้ ลูกาโนจงใจยืดตัวก่อนหน้านี้ ก็เพื่อให้กระสุนฝังอยู่ในตำแหน่งที่ตนจัดการได้สะดวกนั่นเอง!
ขณะที่เขาหยิบผ้าพันแผลออกมา เตรียมจะพันบาดแผลส่วนที่เหลือ ลูเมี่ยนก็เดินมาหยุดตรงหน้า ยื่นฝ่ามือขวาอันว่างเปล่าออกมา
ลูกาโนเข้าใจความหมายของนายจ้างทันที รีบคืนต่างหู ‘คำลวง’ ให้อีกฝ่าย พลางกล่าวอย่างโล่งอกว่า
“โชคดีที่ผมเป็น ‘แพทย์’ ขอแค่ไม่ถึงกับตายคาที่ บาดแผลจากกระสุนปืนก็มิใช่ปัญหาใหญ่”
ลูเมี่ยนสวมต่างหู ‘คำลวง’ สีเงินขาวโดยไม่พูดไม่จา แล้วก้มตัวลง กดและลูบบนบาดแผลของลูกาโนแผ่วเบา เพื่อย้ายมันไปยังหลังมือขวาของอีกฝ่าย
ด้วยตำแหน่งและโครงสร้างที่แตกต่างกัน อีกทั้งการรักษาเบื้องต้นของลูกาโน บาดแผลนั้นจึงเหลือเพียงรอยถลอกเล็กๆ ราวกับถูกผนังหยาบขูดเท่านั้น
“…” ลูกาโนมองดูบาดแผลที่แทบไม่จำเป็นต้องพันผ้า แล้วก็ตกอยู่ในความเงียบอันยาวนาน
ลูเมี่ยนจึงยิ้มพลางกล่าว
“ไม่งั้นฉันจะให้นายพก ‘คำลวง’ ติดตัวเอาไว้ทำไม?”
“…” ลูกาโนอ้าปากค้าง ตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบๆ แล้วสั่งการตรงๆ
“เก็บปืนทั้งสามกระบอกของพวกคนจรจัดเอาไว้ รอให้ตำรวจมาถึง แล้วเล่าให้พวกเขาฟังว่านายถูกโจมตี”
“หลังจากให้ปากคำเสร็จสิ้น หากไม่มีธุระอื่นใด ก็จงพาลุดวิกไปยังหน้าประตูนิกายอุดมสมบูรณ์ ให้พวกเธอช่วยอำนวยความยุติธรรม รักษาความสงบเรียบร้อยของเมืองท่าซานตา”
“ต…ตกลง” ลูกาโนรีบลุกขึ้นยืนอย่างเร่งร้อน
เขาเพิ่งก้าวไปสองก้าวในทิศทางของคนจรจัดซึ่งยังคงมีสีหน้างุนงง ก็พลันฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงหันกายกลับมาครึ่งตัวแล้วเอ่ยปากถาม
“แล้วนายล่ะ จะไปที่ใด?”
ในความเร่งรีบ เขาลืมใช้คำพูดสุภาพไป
ลูเมี่ยนยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ตอบ
การที่ฉันส่งพวกนายไปยังนิกายอุดมสมบูรณ์ มีค่าเท่ากับการบอกให้พวกเธอรู้ว่า ฉันต้องการทำสิ่งใด เป็นการแจ้งให้ทราบเท่านั้น!
ลูเมี่ยนก้าวเดินตรงไปยังโรงแรมโซโลว์ โดยที่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม พื้นดินเริ่มลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีแดงเข้ม เผาไหม้ดวงเลือดของลูกาโนที่หยดลงมา
ระหว่างทาง ลูเมี่ยนกล่าวเสียงต่ำ
“เทอร์มีโพลอส แกรู้จักแมลงพวกนี้ไหม?”
เมื่อกลับมาถึงห้องชุดบนชั้น 5 ลูเมี่ยนเห็นลุดวิกเดินเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะแบมือซ้ายออก เผยให้เห็นแมลงสีดำสามตัว หนึ่งยังมีชีวิต สองตัวถูกเผา แล้วเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง
“นายรู้จักพวกมันไหม?”
ลุดวิกพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเอ่ยวาจาด้วยความเร็วดั่งสายลม
“แมลงดำบาร์ตินส์ สัตว์จากดาวเคราะห์เฮอร์เวียน 3 อุดมด้วยโปรตีนนานาชนิด ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยพลังงาน พวกมันชื่นชอบการแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางกระดูกสันหลัง ยึดกุมระบบประสาท บงการให้ผู้คนกระทำการอันเป็นคุณแก่ตน”
“แมลงดำบาร์ตินส์ทั้งสามตัวนี้ หยุดวิวัฒนาการมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เมื่อใดที่มันเข้าควบคุมระบบประสาท จะปรากฏร่องรอยอย่างชัดแจ้ง อาทิ การเคลื่อนไหวแข็งทื่อ และดวงตาเหลือกขาว”
“แมลงดำบาร์ตินส์มิได้สังหารเจ้าของร่างโดยตรง ทว่าเมื่อวางไข่แล้ว ตัวอ่อนจะดูดซับพลังงานจากเจ้าของร่าง นำพาความตายมาสู่ผู้เคราะห์ร้ายโดยอ้อม”
“ในยุคโบราณกาล บรรพบุรุษของพวกมันหลายตัวได้รับพร แม้ลูกหลานรุ่นหลังจะมิได้ครอบครองพรเหล่านั้นอีก แต่โครงสร้างร่างกายที่แปรเปลี่ยนเพื่อรองรับพลังพร ได้ถูกถ่ายทอดสู่พวกมันด้วย ผ่านการวิวัฒนาการอันยาวนาน จึงก่อเกิดเผ่าพันธุ์พิเศษที่ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติเหนือธรรมชาติอันน้อยนิด”
“คุณจะมองว่าพวกมันคือสัตว์โลกวิญญาณพิสดารก็ได้ หรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เสื่อมถอยก็ได้”
เมื่อร่ายยาวจบ ลุดวิกจ้องมองลูเมี่ยนด้วยแววตาคาดหวัง แล้วจึงเอ่ยว่า
“ผมตอบเสร็จแล้ว”
“ขอกินมันได้ไหม?”
ดันรู้จักเสียด้วย…เนื้อหาฟังดูสมจริงมาก มีโอกาสเป็นเรื่องจริงสูงทีเดียว…แมลงดำบาร์ตินส์ ดาวเคราะห์เฮอร์เวียน 3 …พวกนี้คืออะไร? ดาวต่างแดนที่โอลัวร์เคยกล่าวถึงหรือ? ลูเมี่ยนฟังจนจบด้วยอาการตะลึงงัน
สำหรับความปรารถนาของลุดวิกที่อยากกินมัน เด็กหนุ่มไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย
แม้แต่หนูเป็นๆ เขาก็เคยกินมาแล้ว!
ลูเมี่ยนจ้องหน้าลุดวิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นแมลงดำบาร์ตินส์ทั้งสามตัวในมือให้
ลุดวิกมิอาจปิดบังความปีติยินดี รีบยัดแมลงดำที่ย่างจนไหม้สองตัวเข้าปากทันที สัมผัสได้ถึงรสชาติอันแสนวิเศษของน้ำเหนียวข้นที่แตกกระจายในโพรงปาก
เขาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ภายในร่างกายราวกับมีคลื่นพลังประหลาดแผ่ซ่าน
ลูเมี่ยนขมวดคิ้วมองดูด้วยความงุนงง มิได้ห้ามปราม
หลังจากใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ จนพบว่า ใต้ผิวหนังของลุดวิกมีบางสิ่งแฝงอยู่ กอปรกับพฤติกรรมประจำวันของเขา รวมถึงท่าทีของศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้ ลูเมี่ยนจึงพอคาดเดาได้ว่า เด็กชายผู้นี้คือสัตว์ประหลาดที่สวมคราบมนุษย์ ซึ่งถูกศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้ผนึกไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ในภารกิจที่ไม่สะดวกจะส่งนักบวชไปลงมือ
อีกทั้งเส้นทาง ‘นักอ่าน’ ที่ศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้ครอบครองอยู่นั้น สามารถเล่นแร่แปรธาตุ ‘กายปัญญา’ ได้ในเชิงลึก เมื่อลุดวิกถูกผนึก จิตใจย่อมบอบช้ำ กลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา จึงเป็นที่เข้าใจได้
ครั้นผ่านไปราวยี่สิบสามสิบวินาที ลุดวิกลืมตาขึ้น แล้วผลุดวิ่งไปทางโต๊ะอาหาร คว้ามีดเหล็กเล็กๆ มาเล่มหนึ่ง นำแมลงดำบาร์ตินส์ตัวสุดท้ายมาวางบนผ้าปูโต๊ะ แล้วชำแหละมันอย่างชำนาญ แยกเอาเยื่อหุ้มสีดำออกมาหลายแผ่น
จากนั้น ลุดวิกรินไวน์มันซานใส่แก้ว นำเยื่อหุ้มเหล่านั้น พร้อมด้วยเปลือกนอกของแมลงดำบาร์ตินส์ใส่ลงไป แล้วเติมน้ำสีดำที่บีบออกมาจากลำตัวแมลงลงไปด้วย
ลูเมี่ยนเห็นไวน์สีทองอ่อนในแก้วแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีฟองฟู่ผุดขึ้นมาอย่างหนาแน่น
เมื่อฟองสงบลง ลุดวิกยกแก้ว ‘ค็อกเทล’ แปลกประหลาดนี้ขึ้นมา
จวบจนบัดนี้ ดูเหมือนเด็กชายจะเพิ่งนึกถึงการมีอยู่ของลูเมี่ยน จึงเอ่ยวาจาด้วยริมฝีปากสั่นระริก
“ผ…ผมขอดื่มได้ไหม?”
กายปัญญาถูกผนึกไว้จริงๆ …ลูเมี่ยนยิ้มพลางถอนหายใจ
“ดื่มเถอะ”
อึกๆๆ ลุดวิกดื่มไวน์สีแดงเข้มจนเกือบดำจนหมด แล้วหันมาทางลูเมี่ยนด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ
“น้ำจากแมลงดำบาร์ตินส์ที่ผ่านการปรุงแต่งแล้ว สามารถเสริมสร้างร่างกายของผู้ที่ดื่มครั้งแรกได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมอบพลังวิเศษสำหรับทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูง เป็นอัมพาตได้ภายในสองชั่วโมง อา…แต่ต้องอาศัยการสัมผัสเท่านั้น”
นี่คือ…การนำแมลงดำบาร์ตินส์มาสร้างเป็นสิ่งคล้ายยันต์หรือ? ทั้งยังให้ผลถาวร และมอบพลังวิเศษชั่วคราวอีก…ลูเมี่ยนรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง พลางสังเกตเห็นว่า ลุดวิกดูเปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ เด็กคนนี้ไม่เคยแสดงความสามารถในการปรุงอาหารมาก่อน!
ลูเมี่ยนมิได้ซักไซ้ไล่เลียง เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นายพาลูกาโนไปที่หน้าประตูนิกายอุดมสมบูรณ์ แล้วดูให้แน่ใจว่า เขาเล่าเรื่องการถูกโจมตีให้โนเอเลียฟังอย่างครบถ้วน”
“ตกลง” ลุดวิกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตอบรับอย่างฉับไว
…………
ครั้นลุดวิกกับลูกาโนมาถึงนิกายอุดมสมบูรณ์ ณ เขตท่าเรือ
ลูเมี่ยนสวมหมวกสานสีทองเหลือง ย่างกรายสู่ลานกว้างที่มีรูปปั้นคลื่นทะเลตั้งตระหง่าน เหลือบมองไปทางตึกสีเทาดำที่แขวนป้าย ‘สมาคมประมงท่าเรือซานตา’
อาคารโบราณทรงปราสาทสูงสี่ห้าชั้นนี้ กล่าวกันว่ามีประวัติยาวนานนับพันปี ภายหลังถูกทำลายลง ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อหลายร้อยปีก่อน
สายตาของลูเมี่ยนกวาดมองสัญลักษณ์อันซับซ้อนบนผนัง ซึ่งประกอบด้วย ‘ตะขอเหล็ก’ และ ‘แหจับปลา’ อยู่หลายรอบ ก่อนจะกดหมวกสานบนศีรษะแผ่วเบา แล้วก้าวเดินตรงไปยังสมาคมประมง
……………………………………………………..