ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 557 จุดประสงค์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 557 จุดประสงค์
ตอนที่ 557 จุดประสงค์
………………..
เร็วปานนี้? ลูเมี่ยนมิอาจคาดคิดว่า เพียงชั่วข้ามคืน การสืบสวนของ ‘อัศวินดาบ’ ก็บังเกิดผล
เด็กหนุ่มเอนกายตามสัญชาตญาณ ทอดสายตาไปยังกระจกบานใหญ่เบื้องหน้า
‘อัศวินดาบ’ ผู้นั้น เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง ใบหน้าขาวซีด ปรากฏกายอยู่ตรงนั้นแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้
“เพียงเบาะแส?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดถ้อยคำของอีกฝ่าย กลั่นกรองใจความสำคัญ
‘อัศวินดาบ’ ทอดสายตาอันแฝงไว้ด้วยความกดดัน แฝงไว้ด้วยความยับยั้งชั่งใจอย่างยิ่งมาทางลูเมี่ยน ก่อนเอ่ยวาจา
“วันที่สองหลังจากมาถึงเมืองท่าซานตา พวกเขาได้แวะไปยังบริษัทให้เช่าเรือบารันซาเต สอบถามว่าการเช่าเรือออกไปตกปลาในทะเลนั้น ต้องใช้ทองลิโซเท่าใด หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย”
เมื่อได้ยินคำตอบจาก ‘อัศวินดาบ’ ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านห้วงคำนึงของลูเมี่ยนทันที
ช่างโรแมนติกเสียจริง สมกับเป็นการรวมตัวกันระหว่าง ชาวอินทิสหนึ่งคนครึ่ง กับชาวเฟเนพ็อตครึ่งคน ถึงได้เลือกออกเดทด้วยการออกทะเลไปตกปลา!
ถ้านอร์ฟีมิได้เป็นบุตรีของ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ และที่นี่มิใช่เมืองท่าซานตา การแสวงหาความโรแมนติกอาจเป็นจุดประสงค์อันแท้จริงที่พวกเขาเช่าเรือ ทว่า น่าเสียดายที่โลกแห่งความจริงไม่มีคำว่า ‘ถ้า’…ลูเมี่ยนถอนหายใจด้วยความรู้สึกหวนคิด ก่อนจะไตร่ตรองอย่างเอาจริงเอาจัง ถึงสาเหตุที่นอร์ฟีกับบาร์ทเนอร์เช่าเรือออกไป
ในเมืองท่าซานตามีชาวประมงอาศัยอยู่ไม่น้อยก็จริง แต่มิใช่ทุกคนจะมีเรือหาปลาเป็นของตนเอง ในกรณีของชาวประมงชั้นล่าง พวกเขาต้องเลือกระหว่าง การรับจ้าง ขึ้นเรือไปช่วยงาน เพื่อรับค่าตอบแทนเป็นเงินตราที่แน่นอน รวมถึงผลผลิตทางทะเลส่วนหนึ่ง หรือร่วมหุ้นกันหลายคน ซื้อหรือเช่าเรือประมงที่สามารถออกทะเลได้ ซึ่งนี่คือแหล่งรายได้หลักของบริษัทให้เช่าเรือบารันซาเต ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวกึ่งตกปลาทะเลของชนชั้นกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างถิ่น แท้จริงแล้วมีไม่มากนัก เพราะเมืองท่าซานตามิได้โด่งดังด้านการท่องเที่ยว
ขณะลูเมี่ยนเข้าสู่ภวังค์แห่งการครุ่นคิด ‘อัศวินดาบ’ ก็เอ่ยวาจาต่อ
“สตรีนามว่านอร์ฟีเป็นฝ่ายริเริ่มสอบถามราคา ส่วนบุรุษนามบาร์ทเนอร์ก็ให้ความร่วมมือตลอดทั้งกระบวนการ มิได้แสดงท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด”
บาร์ทเนอร์คงมิได้คิดจริงๆ หรอกใช่ไหม ว่าการออกทะเลตกปลาครั้งนี้คือการออกเดต? สำหรับชาวอินทิสแล้ว กิจกรรมนี้ฟังดูน่าตื่นเต้นจนยากจะห้ามใจไหว…เช่าเรือออกทะเล…นอร์ฟีต้องการทำสิ่งใดกันแน่? ระหว่างพิธีบูชาทะเล จะสกัดกั้นเรือพิเศษที่บรรทุก ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ซึ่งเตรียมจะเข้ารับตำแหน่ง หรือว่าจะบรรทุกดินปืนเต็มลำ พุ่งชนตรงๆ เพื่อปลิดชีพ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ และ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ ไปพร้อมกัน? หรือจะแอบติดตามไป เพื่อฉวยโอกาสลงมือในช่วงสำคัญ? ความคิดของลูเมี่ยนพลุ่งพล่าน เกิดการคาดเดานานัปการ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
จากบรรดาข้อมูลเกี่ยวกับพิธีบูชาทะเล ซึ่งเขารวบรวมมาจากหลากหลายแหล่งข่าว ทั้งหมดล้วนกล่าวถึงข้อมูลหนึ่ง
ขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุดของพิธีบูชาทะเล คือการประกอบพิธีกรรมในน่านน้ำพิเศษนอกท่าเรือ ผู้ที่มิได้ร่วมเดินทางไปย่อมไม่ทราบรายละเอียดของพิธีกรรม อีกทั้งยังไม่ทราบว่าน่านน้ำดังกล่าวอยู่ ณ แห่งหนใด
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ สมองของลูเมี่ยนก็แวบแสงประกายความคิด ก่อเกิดการคาดเดาใหม่
“แม่ของนอร์ฟีคือ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ ผู้หลบหนีจากเมืองท่าซานตา เธอย่อมเคยไปยังน่านน้ำพิเศษนั้น และอาจนำมาเล่าให้ลูกสาวฟัง”
“จุดประสงค์ในการเช่าเรือของนอร์ฟี คือการไปยังน่านน้ำพิเศษนั่นหรือ?”
“ที่นั่นมีสิ่งใดกันแน่?”
“พิธีกรรมอันเป็นแก่นสำคัญของพิธีบูชาทะเล จะต้องจัดในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น…กำลังจะบอกว่าที่นั่นซุกซ่อนสิ่งของบางอย่าง หรือสิ่งมีชีวิตบางชนิด หรือพลังอำนาจบางประการ อันเป็นแก่นแท้ของพิธีบูชาทะเล เพื่อยืมอำนาจพิเศษจากสิ่งนั้น?”
“นอร์ฟีต้องการครอบครองสิ่งนั้นเป็นของตน เพื่อก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ อย่างถาวร หรือว่าต้องการทำลายล้างสิ่งนั้นให้สิ้นซาก เพื่อยุติประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งการคัดเลือก ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ กับ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ ทำหมันพิธีบูชาทะเลของเมืองท่าซานตา?”
“หากสามารถนำสิ่งนั้นมาครอบครองได้โดยง่ายดาย บรรดากรรมการสมาคมประมงคงทำไปนานแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่คือความเห็นแก่ตัว ไม่มีทางทิ้งของดีไว้ให้ลูกสาวของ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ เว้นแต่ว่า ‘สาวใช้แห่งทะเล’ ผู้นั้นหลังจากละทิ้งเมืองท่าซานตาไปแล้ว บังเอิญได้พานพบโชคชะตาวาสนาครั้งใหม่ ได้ล่วงรู้วิธีเข้าถึง วิธีได้มา และวิธีหลีกเลี่ยงอันตราย…”
“เมื่อเทียบกับการครอบครอง การทำลายล้างอาจเป็นเรื่องง่ายกว่า…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนค่อยๆ เงยศีรษะขึ้น
อย่าบอกนะว่าจุดประสงค์ของสมาชิกแกนนำ ‘วันเอพริลฟูล’ ในการก่อเรื่องเล่นพิเรนทร์ คือการลักขโมยสิ่งนั้น หรือคุณสมบัติพิเศษทั้งหมดของมัน?
พวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่สำคัญยิ่ง
‘อัศวินดาบ’ เงียบมองลูเมี่ยน ไม่ขัดจังหวะความคิดของเด็กหนุ่ม ราวกับที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ
ครู่หนึ่งผ่านไป ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กๆ
“คุณทำอย่างไรถึงสืบหาเส้นทางการเคลื่อนไหวของนอร์ฟีกับบาร์ทเนอร์ได้ภายในเวลาอันสั้น?”
‘อัศวินดาบ’ ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“รับข้อมูลจากโลกวิญญาณ แล้วตรวจสอบในพื้นที่จริง”
“หลังจากพวกเขาออกจากบริษัทให้เช่าเรือบารันซาเต ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ถูกปกปิดหรือทำลายจนหมดสิ้น ไม่อาจสืบค้นได้อีก”
“มันก็ฟังดูเหมือนหลักการทั่วๆ ไปของศาสตร์การทำนายไม่ใช่หรือ? ไม่สิ…ถ้าพวกเขาคิดจะทำแบบนั้น ทำไมถึงไม่ทำตั้งแต่ก่อนจะเข้าร้านให้เช่าเรือ? ทำไมถึงค่อยทำหลังออกจากร้าน?”
“พฤติกรรมของพวกเขาขัดแย้งกับหลักเหตุและผลเกินไป สู้ไม่ทำเลยยังจะดีเสียกว่า หรือถ้าทำก็ต้องทำทั้งกระบวนการ เว้นแต่ว่าทั้งสองจะเป็นมือใหม่หัดเดิน กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าต้องประกอบพิธีต้านทานการทำนาย ก็หลังจากเมื่อสอบถามราคาเช่าเรือเสร็จสิ้นแล้ว…”
“อา…คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่าก็คือ ธุรกิจเช่าเรือสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมประมงและการค้าทางทะเล ทำให้สนิทชิดเชื้อกับคนของสมาคมประมง เมื่อนอร์ฟีกับบาร์ทเนอร์ สองผู้มาเยือนจากต่างถิ่น สอบถามราคาเช่าเรือ ย่อมเป็นที่สะดุดตา จนสุดท้ายก็ถูกเปิดโปงตัวตน และถูกบีบให้ ‘หายตัว’ ไปอย่างไร้ร่องรอย…”
“อย่าบอกนะว่า กระดาษโน้ตที่แจ้งกับเราว่านอร์ฟีคือลูกของสาวใช้แห่งทะเล ส่งมาโดยเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งของบริษัทเช่าเรือบารันซาเต?” ความคิดของลูเมี่ยนค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น
เด็กหนุ่มจ้องมอง ‘อัศวินดาบ’ พลางลังเลว่าจะขอให้อีกฝ่ายสืบต่อไปอย่างไรดี
ทันใดนั้น ‘อัศวินดาบ’ ก็เอ่ยปากขึ้นเอง
“ผมจะสืบสวนบริษัทให้เช่าเรือเพิ่มเติม”
“ขอบคุณครับ” ลูเมี่ยนกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
ในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มเห็นร่างของ ‘อัศวินดาบ’ ค่อยๆ จางลง จนกระทั่งเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
กลายเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทวิญญาณ? เขาคือ ‘วิญญาณอาฆาต’? คราวนี้ลูเมี่ยนสังเกตเห็นรายละเอียดมากขึ้น
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่า ‘อัศวินดาบ’ อาจเป็นคนของ ‘ฝ่ายระงับตัณหา’ จากศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ และการเดินทางไปยังทวีปใต้ของเขา อาจมีจุดประสงค์เพื่อปราบปราม ‘ฝ่ายปล่อยตัณหา’ แห่งโรงเรียนกุหลาบ
เด็กหนุ่มมิได้ครุ่นคิดมากไปกว่านั้น เพียงถอดเสื้อผ้าออก สวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายที่ซักจนสีซีดขาว แล้วทอดกายลงบนเตียง
…………
ยามราตรีอันดึกดื่นในกรุงทรีอาร์ ฟรังก้าสวมเสื้อคลุมหนาทำจากผ้าสักหลาด กับกางเกงขายาวที่รัดรูปกระชับเข้ากับเรียวขา สวมรองเท้าบูต ย่างก้าวไปตามแสงไฟถนนที่ดับๆ ติดๆ
แม้เธอจะมิได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง และจงใจใช้ความมืดกับเงาบดบังโฉมหน้า แต่ก็ยังมีพวกขี้เมาไม่น้อย ที่เพียงเห็นเงาด้านหลังหรือด้านข้างของเธอ ก็พากันกรูเข้ามาทักทายหรือสอบถามราคา ราวกับแมลงเล็กๆ ที่บินตอมโคมไฟถนนในค่ำคืนฤดูร้อน
ผัวะ!
ผมหางม้าของฟรังก้าสะบัดแผ่วเบา ขณะที่เธอเตะใส่สีข้างของขี้เมาคนหนึ่งที่รบเร้าไม่เลิก ส่งเขาลอยละลิ่วออกไป
ขี้เมาผู้นั้นร้องครวญครางอย่างเป็นทุกข์ ก่อนจะอาเจียนเรี่ยราดเต็มพื้น
ฟรังก้าเบ้ปากด้วยความรังเกียจ พร่ำพึมกับตัวเองอย่างไร้สุ้มเสียงว่า
“‘สุขสม’ นี่ช่างยุ่งยากจริงๆ ยามกลางวันยังพอทน เพียงแต่มีพวกหลงตัวเองบ้างที่มาจีบ แต่ยามออกนอกเคหาในราตรีกาล ความอัปรีย์ก็แฝงอยู่ทุกหนแห่ง แม้แต่คนที่แสร้งทำเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือนางงาม ก็เพียงเพื่อหาโอกาสเกี้ยวพาราสีในภายหลัง…”
“พวกชั่วช้าเหล่านี้ล้วนมาพร้อม ‘ความสุขและความคาดหวังในจินตนาการ’ แต่สุดท้ายกลับได้รับเพียงการถูกทุบตี ได้รับเพียงความเจ็บปวดเป็นของตอบแทน อา…นี่ก็นับเป็นรูปแบบอย่างง่ายของการที่ ‘สุขสม’ นำมาซึ่ง ‘ทุกข์ระทม’ หรือ?”
การที่ฟรังก้ามิได้เร้นกายในเงามืด แต่เลือกเดินดุ่มใต้แสงไฟ ก็เพื่อจะลองสัมผัสประสบการณ์ตรง เผื่อจะพบหนทางในการย่อยโอสถ
เดินต่อไปอีกครู่ ฟรังก้าก็แทรกกายเข้าสู่เงาสีดำ จนมาถึงห้องร้างที่เธอเคยพบปะกับ ‘007’
สหายผู้นั้นแจ้งว่า เขาได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับห้องฝังศพโบราณข้าง ‘ถ้ำเห็ดบ้า’ ในสุสานใต้ดินชั้น 4 แล้ว ผ่านทางเอกสารของศาสนจักรและบันทึกของเทศบาล แต่ไม่สะดวกที่จะพูดคุยในกลุ่มโทรเลข ด้วยแม้จะมีสัมพันธ์ที่ดีเพียงใดก็ต้องระแวดระวังไว้บ้าง ดังนั้น เขาจึงนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวางในจุดนัดพบ เพื่อให้ฟรังก้ามารับด้วยตนเอง
ฟรังก้าค้นหาเพียงครู่เดียว ก็พบกระดาษบางๆ สองแผ่นที่พับไว้อย่างเรียบร้อย
หญิงสาวคลี่กระดาษออกทันที แล้วรีบกวาดสายตาอ่าน — ด้วยพลังของ ‘นักลอบสังหาร’ ไม่ว่าจะมืดมิดเพียงใดก็ไม่อาจขัดขวางเธอจากการอ่านตัวอักษรได้
“ห้องฝังศพโบราณที่พวกคุณพบ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ เป็นของตระกูลขุนนางใหญ่แห่งจักรวรรดิทูดอร์ในยุคที่สี่”
“ผมยังไม่พบข้อมูลว่า ห้องฝังศพนี้เป็นของสมาชิกผู้ใดในตระกูลทามาร่า แต่ผมได้พบเรื่องประหลาดหนึ่ง”
“มิใช่เพียงสุสานใต้ดินชั้น 4 ที่มีห้องฝังศพของตระกูลทามาร่าอยู่หลายห้อง กระทั่งชั้น 3 ก็มีเช่นกัน อาทิ ‘ห้องฝังศพหนามและกำแพงโล่’ ‘ห้องฝังศพผู้เที่ยงธรรม’ เป็นต้น ทำไมถึงไม่รวมไว้ด้วยกันนะ…”
อ่านมาถึงตรงนี้ ดวงตาของฟรังก้าพลันหยุดนิ่ง
‘ห้องฝังศพหนามและกำแพงโล่’ มิใช่ห้องที่จินนาใช้ขวดน้ำตาทำภารกิจสำเร็จหรอกหรือ?
ภารกิจที่พวกเธอใช้เป็นข้ออ้าง มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลทามาร่า และห้องฝังศพที่ได้มาซึ่ง ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ก็เป็นของตระกูลทามาร่าเช่นกัน!
นี่มันบังเอิญเกินไปไหม?
หรือว่ามันคือกฎเกณฑ์บางอย่างของศาสตร์เร้นลับ?
หลังจากสงบอารมณ์ลงแล้ว ฟรังก้าก็เริ่มอ่านเนื้อหาส่วนถัดไป
“…เกี่ยวกับตระกูลทามาร่า ตำแหน่งของผมยังไม่อาจเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึกได้ คุณคงต้องหาหนทางเอาเองแล้ว”
อา…ฟรังก้าพยักหน้าแผ่วเบา ตัดสินใจแล้วว่าจะรายงานเรื่องราวทั้งหมดนี้ ให้มาดามจัดจ์เมนต์ทราบ โดยหวังว่าจะได้รับข้อมูลและคำแนะนำสักอย่างสองอย่างจาก ‘ชุมนุมทาโรต์’
…………
ยามรุ่งอรุณ ณ เมืองท่าซานตา ถนนอไควนัส
ภายในตึกฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับโรงแรมโซโลว์ ลูเมี่ยนผู้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องหนึ่ง ในมือถือบัตรประจำตัวใหม่ที่วาเลรีทำให้ สายตาทอดมองไปยังห้องชุดที่ตน ลูกาโน และลุดวิกพักอาศัยอยู่ รวมถึงถนนเบื้องล่าง
ยามนี้ เด็กหนุ่มตั้งใจจะรับบทเป็นนักล่าเงินรางวัลธรรมดาๆ คนหนึ่ง ผู้กำลังทำภารกิจลับ แอบสอดแนมนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี
ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างโฉ่งฉ่างในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกหูไวตาไวในเมืองท่าซานตาคงล่วงรู้กันทั่วแล้วว่า มีนักผจญภัยคนดังรายหนึ่งต้องการสืบสวนพิธีบูชาทะเล ในจำนวนนี้ย่อมรวมถึง ‘กวีเร่ร่อน’ และแกนนำคนสำคัญของ ‘วันเอพริลฟูล’ เป็นแน่!
……………………………………………………..