ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 561 ‘ภาษาหมู่ดาว’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 561 ‘ภาษาหมู่ดาว’
ตอนที่ 561 ‘ภาษาหมู่ดาว’
ลาโต้·กียาโรพยายามปิดปากแน่น แต่ไม่อาจสำเร็จ
เขาดิ้นรนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยวาจาตอบ
“เขาคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา ก่อนจะได้รับตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมชาวประมง เคยได้รับเกียรติเป็นรองผู้ช่วยพิธีกรรม เคยขึ้นเรือบูชาทะเลถึงสิบเอ็ดครา ได้รับพรอันล้นเหลือ และสร้างสายสัมพันธ์อันมั่นคงกับมหาสมุทร”
“เขาเหาะเหินเดินอากาศได้ หากไม่หวั่นเกรงต่อการสูญเสียพลังชีวิตมหาศาล ก็อาจสวมรอยเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ได้ชั่วคราว ควบคุมน่านน้ำแห่งนี้ได้ อีกทั้งยังครอบครองพลังวิเศษอื่นๆ แต่แทบไม่เคยแสดงออกมาให้ประจักษ์ พวกเราเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ ความล้มเหลวของพิธีบูชาทะเลเมื่อปีก่อน ส่งผลให้พลังของเขาเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด”
ลาโต้หยุดชั่วครู่ ก่อนจะ ‘แบ่งปัน’ ต่อโดยไม่อาจควบคุมตนเองได้
“แท้จริงแล้ว พวกเราคือนักดาราศาสตร์ ผู้ชำนาญการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของหมู่ดาว และคำนวณกฎเกณฑ์อันแฝงเร้นในนั้น”
“คุณคงทราบดีว่า วันประกอบพิธีบูชาทะเลมิได้ถูกกำหนดตายตัว อาจเป็นวันใดก็ได้ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ด้วยเหตุว่า การจะก้าวเข้าสู่มิติพิเศษ อันเชื่อมต่อกับมหาสมุทรนั้น จำเป็นต้องรอให้หมู่ดาราเรียงตัวในตำแหน่งเฉพาะ เพื่อเปิดประตูสู่ห้วงมิติ”
“ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เช่นนี้ย่อมผันแปรไปในแต่ละปี จึงต้องอาศัยนักดาราศาสตร์ผู้แตกฉานในวิชา คอยสังเกตและคำนวณล่วงหน้า”
พวกกรรมการบริหารของสมาคมชาวประมง ล้วนเป็นนักดาราศาสตร์หรอกหรือ? ช่างฟังดูชวนขันและพิลึกพิลั่นจริงๆ …ลูเมี่ยนมิได้ขัดจังหวะคำบอกเล่าของลาโต้·กียาโร
นักดาราศาสตร์ผู้นี้ ยังคงสารภาพด้วยตัวเองต่อไป
“ประการที่สอง พวกเราคือมนุษย์ผู้เทิดทูนบูชามหาสมุทรและนภาดาว สามารถรับรู้วิวรณ์และคำชี้นำแห่งโชคชะตา ผ่านการเปลี่ยนแปลงของน้ำขึ้นน้ำลง คลื่นลมในท้องทะเล และวิถีโคจรของหมู่ดาว ด้วยเหตุนี้ จึงหลีกเลี่ยงภยันตรายได้เสมอ และแทบไม่เคยตัดสินใจผิดพลาด บ่อยครั้งที่เราเรียกวิวรณ์และคำชี้นำเหล่านี้ว่า ‘ภาษาหมู่ดาว’”
‘ภาษาหมู่ดาว’…ฟังดูอันตรายเสียจริง พวกแกรู้ได้ยังไงว่ามิใช่ตัวอันตรายเหมือนเทอร์มีโพลอสหรือลุดวิก ที่กำลังส่งสัญญาณหลอกล่อพวกแกอยู่? ลูเมี่ยนต้องข่มกลั้นความอยากส่ายหน้าและถอนหายใจอย่างสุดกำลัง
“ประการที่สาม พวกเราคือบุตรหลานแห่งมหาสมุทรและนภาดาว ทั้งยังเป็นนักบวชผู้ประกอบพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น”
“พวกเราสามารถปล่อยรังสีจากห้วงดารา ทำลายโครงสร้างร่างกายของศัตรูโดยตรง หากไม่ได้รับการรักษาด้วยพลังวิเศษที่เหมาะสม เหยื่อจะเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมานโดยไม่อาจหวนคืน”
“อีกทั้ง พวกเรายังสามารถสร้างปรากฏการณ์ดุจแม่เหล็กอันทรงพลัง ซึ่งเมื่อผสานกับพลังแห่งปฐพี จะก่อเกิดภาพลวงตากึ่งจริงกึ่งฝัน เราเรียกมันว่า ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’” สีหน้าของลาโต้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ทีละนิด
หากมองในแง่ศาสตร์เร้นลับ พลังวิเศษของ ‘บุตรแห่งทะเล’ นั้นเกี่ยวข้องกับปฐพีและนภา แต่อ้างอิงจากความรู้ที่โอลัวร์สอน มันคือแรงโน้มถ่วง รังสี และแม่เหล็กไฟฟ้าสินะ? อีกทั้งด้วยแรงโน้มถ่วงและแม่เหล็กไฟฟ้า จึงมีความสามารถด้านมายาและมิติบ้างเล็กน้อย? เห…พวกแกเป็น ‘บุตรแห่งทะเล’ มิใช่หรือ ไม่ใช่ ‘บุตรแห่งดวงดาว’ สักหน่อย ทำไมถึงมีพลังเกี่ยวกับทะเลน้อยนักล่ะ? ลูเมี่ยนพยายามเทียบเคียงคำบอกเล่าของลาโต้·กียาโร กับความรู้ที่ตนคุ้นเคย เพื่อทำความเข้าใจ พลางรำพันเงียบอยู่ในใจ
ลาโต้สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยว่า
“พวกเรายังเป็นต้นหนแห่งมหาสมุทรและท้องนภา ไม่ว่าในสถานการณ์ใด เราสามารถค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องได้เสมอ โดยอาศัยฤทธานุภาพแห่งทะเลและการชี้นำจากหมู่ดารา อีกทั้งยังสามารถใช้พลังนี้ช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย
หากปราศจากการนำทางของพวกเรา แม้จะเป็นวันที่ถูกต้อง เรือก็ไม่อาจแล่นเข้าสู่น่านน้ำพิเศษนั้นได้ นี่คือสาเหตุที่นอร์ฟีจำต้องกลับมายังท่าเรือซานตาก่อนออกเดินทาง แม้เธอจะล่วงรู้พิกัดและเส้นทางสู่สถานที่ประกอบพิธีบูชาทะเลจากมารดา แต่หากมิได้ออกเดินทางจากท่าเรือซานตา เธอก็จะไม่มีวันไปถึงจุดหมาย”
“สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรที่ขึ้นจากห้วงลึกสู่ผืนดิน ก็อาศัยพลังด้านนี้ของพวกเรา จึงสามารถฝ่าม่านหมอก วังวน และพายุโหมกระหน่ำ โดยไม่หลงทาง และไม่ถูกความมืดกลืนกิน”
ต้นหน…ลูเมี่ยนพลันนึกถึงฝูงปลาประหลาดที่ควบคุมคลื่นได้ ซึ่งเขาเคยพบระหว่างเดินทางบน ‘สกุณาโบยบิน’ — ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’
พวกมันยังมีอีกชื่อว่า ‘ต้นหนมรณะ’!
“คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับปลาประหลาดที่เรียกว่า ‘ต้นหนมรณะ’ หรือไม่?” ลูเมี่ยนขัดจังหวะการบอกเล่าของลาโต้·กียาโร
ลาโต้ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
“รู้จักสิ พวกมันก็เป็นสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรเช่นกัน พวกเราต่างสงสัยว่า มันคือร่างที่กลายพันธุ์จาก ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ที่กลับคืนสู่ห้วงมหาสมุทร”
ลาโต้กลืนน้ำลายก่อนจะกล่าวต่อ
“พวกมันคงยังคงผสานเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร จึงยังคงมีลูกหลานสืบทอดสายพันธุ์ แต่ทว่า พลังของรุ่นหลังนั้นด้อยกว่าบรรพบุรุษ”
“หากเป็นเมื่อก่อน พวกมันจะตีกรอบตัวเองอยู่เพียงในน่านน้ำแห่งนั้น แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บางครั้งพวกมันก็ว่ายออกไปแล้วกลับมา และหลังจากพิธีบูชาทะเลล้มเหลวเมื่อปีที่แล้ว เหตุการณ์ในทำนองเดียวกันก็ยิ่งเกิดบ่อยครั้งขึ้น”
ความล้มเหลวของพิธีกรรมทำให้ ‘ต้นหนมรณะ’ ออกมาเพ่นพ่านบ่อยขึ้น? เหล่า ‘ต้นหนมรณะ’ นำพาเรือและลูกเรือไปยังน่านน้ำพิเศษแห่งนั่น? ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนได้ถูก ‘มหาสมุทร’ กลืนกินเข้าไป? คำถามมากมายผุดขึ้นในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน แต่เขาทราบดีว่าลาโต้·กียาโรคงไม่อาจให้คำตอบแก่ตนได้
ลาโต้หวนกลับสู่ ‘ประเด็นหลัก’
“พวกเรายังสามารถควบคุมคลื่น และมีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลงได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังห่างชั้นกับฆวน·โอโรมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’”
นี่สิถึงจะสมกับเป็น ‘บุตรแห่งทะเล’ ตัวจริง แกคิดว่าการฝังร่างฉันในห้วงมหาสมุทร จะง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ? ลูเมี่ยนเอ่ยถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกสองสามประการ ก่อนจะยกเท้าขวาที่พาดอยู่บนหัวเข่าซ้ายลง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อน
เด็กหนุ่มพยักหน้าให้กับ ‘อัศวินดาบ’ ที่สิงอยู่ในดวงตาของลาโต้ แล้วจึงกล่าวกับลาโต้·กียาโร
“ข้อเรียกร้องสุดท้าย ปล่อยตัวนอร์ฟีและบาร์ทเนอร์ซะ”
เมื่อกล่าวจบ ลูเมี่ยนก็เดินตรงไปทางหน้าต่างห้องนอน
ในขณะเดียวกัน ‘อัศวินดาบ’ ที่เข้าสิงร่างลาโต้·กียาโรก็อันตรธานหายไป กรรมการบริหารสมาคมประมงรายนี้จึงได้สิทธิ์การควบคุมร่างกายกลับคืนมา
เขาจ้องมองแผ่นหลังของลูเมี่ยน ด้วยความรู้สึกสับสน หวาดกลัว และไม่อาจควบคุมตนเองได้ จึงเอ่ยวาจาออกมาว่า
“ผมนึกว่าคุณจะสังหารผมหลังจากเค้นข้อมูลเสร็จ…”
นี่ไม่เท่ากับเป็นการเปิดเผยว่า หลุยส์·แบรีมีผู้ช่วยลับๆ ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดเป็นจำนวนมาก ซ้ำยังได้รับการหนุนหลังจากขั้วอำนาจลึกลับหรอกหรือ? แถมยังเป็นการเปิดเผยพลังวิเศษของผู้ช่วยจำนวนหนึ่งคนด้วย
ลูเมี่ยนมิได้เหลียวหลัง ยังคงก้าวเดินต่อไป
ระหว่างทาง เด็กหนุ่มกดหมวกสานสีทองบนศีรษะ พลางยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ยว่า
“สำหรับพวกคุณ มันอาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับผม มันหาได้สลักสำคัญไม่”
ขณะที่ลาโต้·กียาโรเตรียมจะกล่าวบางสิ่ง เขาก็เห็นร่างของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี พลันเปลี่ยนเป็นสีดำและบางเบาลง แปรสภาพเป็นเงาดำล้วน ก่อนจะเลือนลับไปในแห่งหนที่แสงจันทร์สีแดงเรื่อมิอาจส่องถึง
ลาโต้จ้องมองความมืดมิดนั้นครู่หนึ่ง แล้วจึงดึงคอเสื้อคลุมนอนของตน หมุนกายออกจากห้องนอนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดินด้วยตนเอง เพื่อปล่อยนอร์ฟีและบาร์ทเนอร์ให้เป็นอิสระ
ฝั่งตรงข้ามอาคารที่เขาพำนักอยู่
ณ เบื้องล่างแนวต้นไม้ริมทางเดินอันเขียวขจี
ลูเมี่ยนยืนพิงเสาโคมไฟถนนสีดำอย่างผ่อนคลาย เหม่อมองบานหน้าต่างกระจกที่มีแสงไฟส่องสว่างออกมา
‘อัศวินดาบ’ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว ปรากฏกายขึ้นด้านหลังเยื้องๆ กับเขา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“คุณจะไม่สังหารเขาจริงหรือ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบ
“หากผมสังหารเขา แล้วใครเล่าจะไปบอกฆวน·โอโรว่าผมมีผู้ช่วยที่เก่งกาจ มีอำนาจอันยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังอยู่?”
จะให้โยนไพ่ทาโรต์ใส่ร่างของลาโต้·กียาโรไปตรงๆ ก็คงไม่ได้กระมัง?
อีกทั้ง ปัญหาอยู่ที่ว่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี คือไพ่อาร์คาน่าเล็กแห่งชุมนุมทาโรต์
‘อัศวินดาบ’ ได้ฟังคำตอบของลูเมี่ยนแล้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือนหายเข้าสู่ความมืด
ไม่นานนัก บาร์ทเนอร์ก็ออกมาจากคฤหาสน์ประจำตระกูลของลาโต้·กียาโร พร้อมด้วยนอร์ฟี พลางหอบดาบเรเพียร์ไว้ในอ้อมแขน และถือปืนลูกโม่ไว้ในมือ
เมื่อพวกเขาเห็นลูเมี่ยน สีหน้าก็เจือด้วยความละอายใจ ย่างก้าวช้าลงขณะเข้าใกล้
“ขอบพระคุณที่ช่วยพวกเราไว้” นอร์ฟีผู้สวมเสื้อเชิ้ตสตรีกับกางเกงขายาวสีน้ำตาล ใบหน้าน่ารัก กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
ส่วนบาร์ทเนอร์เอ่ยว่า
“ผมทราบถึงความตั้งใจของนอร์ฟีเป็นอย่างดี มิได้ถูกเธอหลอกลวงแต่อย่างใด ผมเพียงแต่เห็นใจชะตากรรมอันน่าเศร้าของพวกเธอ ผู้เป็นลูกหลานของท้องทะเล และหวังจะช่วยยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้”
ลูเมี่ยนเหลียวมองนอร์ฟี
“จะมีชะตากรรมอันน่าเศร้าแบบใดรออยู่?”
จากเท่าที่เห็น คณะกรรมการสมาคมประมงดูจะใช้ชีวิตสุขสบายกันดี
นอร์ฟีนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“สาวใช้แห่งทะเลทุกคน บุตรแห่งทะเลทั้งหลาย ท้ายที่สุดแล้วล้วนต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาดกิ้งก่ากึ่งมนุษย์ บ้างเร็ว บ้างช้า แม่ของฉันเสียชีวิตด้วยเหตุสองประการ หนึ่ง ท่านถูกลอบโจมตีโดยมือสังหารที่สมาคมประมงจ้างมา สอง ท่านปรารถนาจะสิ้นลมในร่างมนุษย์ จึงมิเพียงปฏิเสธการรักษา หากแต่ยังทำร้ายตัวเองด้วย”
เช่นนั้นแล้ว สัตว์ประหลาดกิ้งก่ากึ่งมนุษย์ในบ้านของรูวิโอ·ปาโก ก็ควรเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วไปในครอบครัวลูกหลานทะเลแห่งเมืองท่าซานตา เหตุใดถึงต้องปกปิดเป็นความลับด้วยล่ะ? ลูเมี่ยนเอียงศีรษะมองบาร์ทเนอร์ ยิ้มพลางถามว่า
“คุณรู้หรือไม่ว่า นอร์ฟีจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดกิ้งก่า?”
“รู้” บาร์ทเนอร์กล่าว แสดงท่าทีว่าตนมิได้รังเกียจแต่อย่างใด
ในขณะนั้น นอร์ฟีก็ถามต่อว่า
“แล้วคุณรู้หรือ ว่าสัตว์ประหลาดกิ้งก่ามีหน้าตาเป็นเช่นไร?”
ขณะเอ่ยวาจา นักผจญภัยสตรีเจ้าของรูปโฉมงามพอประมาณผู้นี้ ดวงตาพลันเปลี่ยนเป็นทรงตั้ง เกล็ดแวววาวนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนผิวกาย ผิวหนังแปรเปลี่ยนคล้ายงู
บาร์ทเนอร์ตกใจสุดขีด อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ลูเมี่ยนถามนอร์ฟีต่อไปว่า
“เหตุใดคุณจึงไม่เช่าเรือจากท่าเรือใกล้เคียง หาลูกเรือให้แล่นมา แต่กลับต้องจ้างบริษัทเช่าเรือจากท่าเรือซานตาด้วย?”
นอร์ฟีเก็บเกล็ดมายาคืนสู่ร่างเดิม ด้วยท่าทางเสียใจและกระดากอายเล็กน้อย เธอกล่าวว่า
“ในท่าเรือซานตา มักมีผู้คนเช่าเรือออกไปตกปลาและชมทิวทัศน์อยู่เนืองๆ มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ…”
ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“เธอรู้ไหมว่าพิธีบูชาทะเลปีที่แล้วล้มเหลว?”
นอร์ฟีกับบาร์ทเนอร์ต่างนิ่งเงียบ ราวกับนักเรียนที่ถูกตำหนิ
ครู่ต่อมา นอร์ฟีถามด้วยความตกใจระคนสงสัย
“พิธีบูชาทะเลปีที่แล้วล้มเหลวหรือ?”
ลูเมี่ยนมิได้ตอบในทันที ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า
“พวกคุณคิดจะยุติพิธีบูชาทะเลกันแค่สองคน? ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?”
นอร์ฟีเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตอบว่า
“ขอแค่ฉันได้เข้าไปในน่านน้ำนั่น แล้วหาพระราชวังให้พบ ก็มีวิธีที่จะทำลายมัน เพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้”
“พระราชวัง?” ลูเมี่ยนขยับคิ้วเล็กน้อย
นอร์ฟีพยักหน้า แล้วกล่าวว่า
“เมื่อครั้งที่แม่ของฉันถูกมหาสมุทรเข้าสิง ท่านได้เห็นพระราชวังประหลาดหลังหนึ่ง ผ่านพลังวิญญาณและสายสัมพันธ์ระหว่างกัน”
“มันอยู่ใต้ท้องทะเลในน่านน้ำนั่น มันคือวังมหาสมุทร!”
……………………………………………………..