ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 562 แผนการที่เปลี่ยนไป
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 562 แผนการที่เปลี่ยนไป
ตอนที่ 562 แผนการที่เปลี่ยนไป
วังมหาสมุทร? ลูเมี่ยนไม่คาดคิดเลยว่า ตนจะได้รับข้อมูลที่แม้แต่ลาโต้·กียาโรก็ไม่ทราบจากนอร์ฟี
เด็กหนุ่มไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“พระราชวังมีลักษณะอย่างไร?”
เป็นสมบัติตกค้างจากโบราณกาล หรือเป็นที่สถิตของวิญญาณธรรมชาติสักองค์?
พิธีบูชาทะเลอาศัยประโยชน์จากพลังที่อยู่ภายในวังเองหรือ?
นอร์ฟีส่ายหน้า
“แม่ของฉันก็ไม่สามารถบรรยายได้อย่างละเอียด เพียงแต่เล่าว่า พระราชวังนั่นแตกต่างจากสิ่งก่อสร้างทั้งปวงบนผืนแผ่นดิน มีรูปทรงประหลาด เส้นสายลื่นไหล สะท้อนประกายโลหะ ทั้งหลังเป็นสีเทาเงิน”
ลูเมี่ยนพยายามวาดภาพพระราชวังในห้วงความคิดตามคำบรรยายของนอร์ฟี แต่ด้วยรายละเอียดที่ขาดหาย จึงจินตนาการได้เพียงสีสันคร่าวๆ เท่านั้น
เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยว่า
“หากนั่นเป็นวังมหาสมุทรจริงดังว่า คิดหรือว่าลำพังพวกคุณเพียงสองคน จะสามารถทำลายมันลงได้?”
“พวกคุณพ่ายแพ้แม้กระทั่งลาโต้·กียาโรกับพรรคพวก แล้วจะเอาอะไรไปฝ่าด่านบุตรแห่งทะเล จะใช้วิธีใดหลบเลี่ยงความเกรี้ยวกราดของมหาสมุทร?”
นอร์ฟีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบ
“ฉันมีวิธีอยู่”
เธอมิได้สาธยายรายละเอียด
วิธีการแบบใดกัน จึงจะทำให้ ‘บุตรแห่งทะเล’ อย่างเธอ ผู้มีพลังไม่ถึงลำดับ 7 สามารถทำลายวังมหาสมุทรได้? อีกฝ่ายคือตัวตนที่สามารถปั่นป่วนท้องทะเลได้ด้วยคลื่นทะเลและพายุอันบ้าคลั่งเชียวนะ…ขณะลูเมี่ยนครุ่นคิด ก็พลันผุดข้อสันนิษฐานใหม่
ความมั่นใจของนอร์ฟีเช่นนี้ คงมีบ่อเกิดจากพันธมิตรที่กำลังซ่อนตัวอยู่ ไม่มีทางที่เธอจะกลับมายังเมืองท่าซานตาโดยไม่เตรียมการล่วงหน้าอยู่แล้ว
บาร์ทเนอร์·คอนเต้ ผู้ซึ่งถอยห่างจากนอร์ฟีไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว เพิ่งจะแขวนดาบเรเพียร์กลับที่เอว พร้อมกับซ่อนปืนลูกโม่ไว้
เมื่อตระหนักถึงสายตาของลูเมี่ยน เขาจึงยิ้มแหยๆ พลางกล่าวว่า
“ผมแค่ช่วยบังคับเรืออย่างเดียว คุณอาจไม่ทราบ แต่ผมเคยเป็นผู้ช่วยกัปตันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักผจญภัย”
นัยแฝงจากคำพูดของเขาคือ ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดถึงวิธีการของนอร์ฟี อันที่จริง ตัวผมไม่ได้ใส่ใจนักว่าเธอจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงแค่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้บ้าง ก็นับว่าได้ทำหน้าที่ของคู่รักแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเขามีพื้นเพไม่ธรรมดา เครื่องแต่งกายและกิริยาท่าทางล้วนสง่างามอย่างมีชาติตระกูล…แต่ก่อน เราเคยเข้าใจว่าเขาหลงใหลในเรื่องราวการผจญภัยของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ จึงหนีออกจากบ้านมาเป็นนักผจญภัยทางทะเล แต่ดูเหมือนว่าแท้จริงแล้ว เขาถูกครอบครัวส่งมาเป็นผู้ช่วยกัปตันเรือสักลำเพื่อสั่งสมประสบการณ์ แต่พอทำงานไปได้สักพัก กลับลาออกมาเป็นนักผจญภัยเสียได้…ลูเมี่ยนไม่รู้จะประเมินอารมณ์โรแมนติกของบาร์ทเนอร์อย่างไรดี จึงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง จึงค่อยเอ่ยปาก
“คุณรู้มาก่อนไหมว่ามันอันตราย?”
บาร์ทเนอร์กระแอมเบาๆ ก่อนตอบว่า
“ผมคิดว่าพวก ‘บุตรแห่งทะเล’ คงไม่แข็งแกร่งนัก เพราะเคยซ้อมดวลกับนอร์ฟีมาก่อน”
ลูเมี่ยนจ้องมองบาร์ทเนอร์อยู่สองอึดใจ ก่อนจะละสายตากลับมายังนอร์ฟี
“หลังจากนี้ พวกคุณคิดจะทำอะไรต่อ?”
เด็กหนุ่มมิได้ถามตรงๆ ว่าเธอมีพันธมิตรซุกซ่อนอยู่หรือไม่ แต่เลือกใช้คำอ้อมค้อมเพื่อลดความระแวดระวังของนอร์ฟีลง โดยหวังจะได้รับเบาะแสบางอย่างจากคำตอบ
นอร์ฟีเม้มริมฝีปาก จึงค่อยตอบ
“พวกเราถูกสมาคมประมงตรวจพบและจับตามองแล้ว ไม่อาจดำเนินการตามแผนเดิมได้อีกต่อไป ต่อจากนี้ ฉันตั้งใจว่าจะซ่อนตัวจนกว่าพิธีบูชาทะเลจะสิ้นสุดลง”
“ทำไมถึงไม่หนีออกไปตอนนี้เลยล่ะ?” บาร์ทเนอร์เอ่ยถาม ‘แทน’ ลูเมี่ยนด้วยความประหลาดใจ
เขาคิดว่าเมื่อเป้าหมายและตัวตนถูกเปิดเผย นอร์ฟีคงจะยอมล้มเลิกแผนการ แล้วรอคอยพิธีบูชาทะเลครั้งต่อไปเพื่อวางแผนใหม่
นอร์ฟีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“หากพิธีบูชาทะเลสำเร็จลุล่วง และฉันยังคงอยู่ในเมืองท่าซานตา บุตรแห่งทะเลผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์อย่างฉันก็ควรจะได้รับพรบางประการ…”
เธอเว้นวรรคชั่วครู่ ก่อนจะทอดสายตาลงสู่พื้น
“แม้ว่านั่นอาจทำให้ฉันกลายร่างเป็นกิ้งก่าเร็วขึ้น แต่มันก็จะเพิ่มพูนพลังให้ด้วยเช่นกัน…”
คำพูดของเธอแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าอันแผ่วบาง
บาร์ทเนอร์จ้องมองเธอด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้างแต่กลับไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกมา
ลูเมี่ยนยกมือขึ้นกดหมวกสานสีทองบนศีรษะ ก่อนเอ่ยวาจาอันโด่งดังจากนิยายชุดนักผจญภัยใหญ่ เพื่อแสดงความคิดเห็นสั้นๆ
“นี่คือพร แต่ก็เป็นคำสาปเช่นกัน”
นอร์ฟีเห็นหลุยส์·แบรีหมุนกายเตรียมจากไป จึงกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้จะแสดงความซาบซึ้งอย่างไรดี หากคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ขอเพียงแจ้งเข้ามาได้ทุกเมื่อ”
“หรือจะมาหาผมก็ได้” บาร์ทเนอร์เสริมขึ้น
เขาลังเลว่าตนควรอยู่กับนอร์ฟีต่อไป หรือจะออกจากเมืองท่าซานตาทันที
สายตาของลูเมี่ยนกวาดมองใบหน้าของคนทั้งสอง ทันใดนั้นก็คลี่ยิ้มพลางกล่าว
“พอดีเลย ผมมีงานที่ต้องรบกวนพวกคุณ”
นอร์ฟีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“สั่งมาได้เลย”
…………
หลังจากอำลานอร์ฟีกับบาร์ทเนอร์ ลูเมี่ยนก็กลับมายังโรงแรมโซโลว์ผ่านเงามืด
เด็กหนุ่มเพิ่งก้าวออกจากความมืดมิดในมุมห้องนอนใหญ่ ก็เห็น ‘อัศวินดาบ’ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ซึ่งมีแสงจันทร์สีแดงเรื่อลอดผ่านเข้ามาไม่มากนัก พลางมองมาโดยไม่พูดไม่จา
ทำไมเขาถึงชอบผลุบๆ โผล่ๆ ยังกับผีแบบนี้? มันคือจุดเด่นของ ‘วิญญาณอาฆาต’ หรือเป็นอิทธิพลจากโอสถกันแน่? ลูเมี่ยนรำพันเงียบงันสองสามประโยค ก่อนจะเอ่ยปากอย่างจริงใจ
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับ”
‘อัศวินดาบ’ มิได้ตอบรับคำขอบคุณ เพียงจ้องมองลูเมี่ยนพลางเอ่ย
“หลังจากควบคุมตัวลาโต้·กียาโรได้ ดูเหมือนคุณจะเปลี่ยนแผนที่วางไว้แต่แรก?”
ลูเมี่ยนยิ้มออกมาทันที
“ประสาทสัมผัสเฉียบคมจริงๆ แต่จุดเปลี่ยนในความคิดของผม อาจเร็วกว่าหรือช้ากว่าที่คุณกล่าวมาเล็กน้อย”
หลังจากตอบด้วยวาจาอันคลุมเครือดุจดังนักทำนาย เด็กหนุ่มก็ยิ้มพลางอธิบายเสริม
“มีผู้ใดบ้างที่สามารถดำเนินการตามแผนเดิมได้ทั้งหมด โดยไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยจนถึงบทสุดท้าย? นั่นมิใช่ลักษณะของ ‘นักวางแผน’ หากแต่เป็นผู้รอบรู้สรรพสิ่ง”
“ในการวางแผน คนเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าที รวมถึงแก้ไขทิศทางกับรายละเอียดอยู่เสมอ โดยอิงจากผลสะท้อนที่ได้รับ อิงจากข่าวกรองใหม่ และอิงจากการแปรผันของสถานการณ์ แต่ต้องรักษาเป้าหมายอันแท้จริงไว้อย่างมั่นคง”
ด้วยเหตุนี้ การปกปิดจุดประสงค์ที่แท้จริงจึงสำคัญยิ่ง
เปรียบดั่งเส้นทางระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดหมายปลายทาง ซึ่งอาจมีมากมายนับไม่ถ้วน ทว่าจุดหมายปลายทางมักมีเพียงหนึ่งเดียว จึงง่ายดายที่ผู้อื่นจะดักซุ่มและวางกับดักรออยู่
‘อัศวินดาบ’ รับฟังอย่างเงียบงัน มิได้เอ่ยวาจาใดอีก แล้วหายวับไปจากริมหน้าต่างอย่างไร้เสียงไร้ร่องรอย
ลูเมี่ยนชำระกายด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ก่อนล้มตัวลงนอน หลับใหลยาวจนถึงยามอรุณรุ่งเวลาหกนาฬิกา
หลังอิ่มหนำสำราญด้วยอาหารเช้าที่โรงแรมจัดหา เด็กหนุ่มสั่งการให้ลูกาโนพาลุดวิกออกไปจับจ่ายขนมเบาๆ ริมถนน
เมื่อร่างของพวกเขาถูกบดบังด้วยบานประตูที่ปิดสนิท ลูเมี่ยนย่างกรายกลับสู่ห้องนอนใหญ่อันมืดสลัวด้วยม่านที่ยังคงทอดตัวปิดกั้น
เด็กหนุ่มดึงเก้าอี้พนักพิงที่แนบติดกับโต๊ะอ่านหนังสือออกมา แล้วทรุดกายลงนั่ง
ผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครทราบ เขาพลันสังเกตเห็นประกายระยิบระยับวาววาม ปรากฏขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันมืดสลัว
เพียงพริบตาเดียว เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับร่างลอยขึ้นสู่อากาศ ไร้ซึ่งผืนดินให้ยืนหยัด และปราศจากพนักพิงค้ำจุนแผ่นหลัง
ลูเมี่ยนจ้องมองความว่างเปล่าอันมืดมิด จ้องมองฉากหลังดุจดวงดาราด้วยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เบื้องหน้าเขาปรากฏร่างของฆวน·โอโร ประธานสมาคมประมง ในอาภรณ์ทางการ พยุงกายด้วยไม้เท้า ค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามาแต่ไกล
เขามิได้แสดงอาการประหลาดใจแต่อย่างใด ราวกับได้คาดการณ์การมาเยือนของฆวน·โอโรไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองลดน้อยลง ฆวน·โอโรก็เอ่ยวาจาด้วยภาษาอินทิส ริ้วรอยบนใบหน้าสั่นไหวเล็กน้อย
“หมู่บ้านมิโลเคยถูกทำลายมาแล้วหนหนึ่ง สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรที่ขึ้นมาบนแผ่นดิน ก็เคยถูกกวาดล้างเช่นกัน แต่วันนี้ พวกเรายังคงยืนหยัดอยู่บนดินแดนแห่งนี้ได้”
“ตราบใดที่มหาสมุทรยังคงอยู่ ตราบใดที่นภาดาวยังประดับฟ้า ตราบใดที่เมืองท่าซานตายังมิได้กลายเป็นดินแดนแห่งความตาย พวกเราจะไม่ยอมสยบ ไม่ว่าจะเผชิญกับภัยพิบัติใหญ่หลวงเพียงใด แม้ต้องสูญเสียทายาททั้งมวล เราก็ยังสามารถก้าวออกมาจากห้วงลึกแห่งทะเลอีกครา สร้างหมู่บ้านมิโลขึ้นใหม่ และฟื้นฟูพิธีบูชาทะเลให้กลับคืนมา”
“สัจธรรมข้อนี้ ทั้งนักบวชแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณี ตลอดจนนักรบและแม่ชีของพวกเขา ล้วนสามารถยืนยันได้”
“หาก ‘บุตรแห่งทะเล’ อย่างพวกเราถูกบีบคั้นจนถึงขอบเหว เราย่อมมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะลากศัตรูดิ่งลงสู่นรกไปพร้อมกัน ด้วยเราต่างเชื่อมั่นในความไม่ดับสูญของจิตวิญญาณ เชื่อมั่นว่าหมู่บ้านของเราสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ และจะไม่มีวันสูญสิ้นไปจากโลก”
ที่พูดพล่ามมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อแจ้งแก่เราว่า สมาคมประมงกับบุตรแห่งทะเลแห่งหมู่บ้านมิโล มิได้หวั่นเกรงคำขู่ใดๆ ทั้งยังมีพลังและความกล้าหาญเพียงพอที่จะลากศัตรูผู้แข็งแกร่งลงนรกไปพร้อมกัน อีกทั้งสายเลือดแห่งการสืบทอดจะไม่มีวันขาดสะบั้น และจะก้าวออกจากห้วงลึกแห่งมหาสมุทรอีกครา? เสมือนเป็นคำเตือนถึงเรา มิให้กระทำการเกินเลยเถิด มิฉะนั้นพวกเขาก็พร้อมที่จะแผลงฤทธิ์อย่างสุดฝีมือ แม้ต้องตายไปด้วยกันก็ตาม…ลูเมี่ยนเข้าใจความหมายแฝงในถ้อยคำของฆวน·โอโร แต่มิได้ตอบโต้ เพียงเงียบมองชายชราผู้นั้น รอคอยให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ
ดวงตาสีครามดั่งทะเลของฆวน·โอโร สะท้อนร่างของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี เจ้าของเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียว
ฝ่ายแรกกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“คุณกับบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังของคุณ แท้จริงแล้วประสงค์สิ่งใด ต้องการครอบครองสิ่งใด?”
“ทางเราจะไม่ยอมให้พิธีบูชาทะเลถูกก่อกวนอีก และจะไม่มีวันละทิ้งสิ่งที่เคยสร้างขึ้นบนเมืองท่าซานตาแห่งนี้”
เมื่อพบว่านักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี มิเพียงแต่ตัวเขาเองจะทรงพลัง แต่ยังมีอำนาจลึกลับซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งผู้ช่วยก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ จึงรู้สึกว่านี่คือกระดูกชิ้นแข็ง หากจะฝืนกัดให้แหลก อาจทำให้ฟันของตนหักคาปากเป็นแน่ ดังนั้นจึงมาเจรจา หวังแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางส่วนเพื่อให้อีกฝ่ายถอนทัพกลับไป? เมื่อครู่นี้เป็นการแสดงจุดยืนและศักยภาพ เพื่อมิให้เราเรียกร้องราคาอย่างไร้เหตุผล จนทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางถอย กลายเป็นโศกนาฏกรรมนองเลือดขึ้นมา? ลูเมี่ยนมิได้เผยท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย เพียงเหลียวซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยว่า
หลังจากฆวน·โอโรนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เก้าอี้พนักพิงที่ลูเมี่ยนนั่งอยู่เมื่อสักครู่ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา มิหนำซ้ำ อิริยาบถของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนกลับไปเป็นท่านั่งตามเดิม
ลูเมี่ยนจ้องมองฆวน·โอโร ประธานสมาคมประมง แล้วเอ่ยวาจาอย่างสงบนิ่ง
“หากผมกล่าวว่า ทางนี้ไม่เคยคิดจะทำลายพิธีบูชาทะเล คุณจะเชื่อหรือไม่?”
“ไม่เคยคิดจะทำลายพิธีบูชาทะเล…” ฆวน·โอโร ผู้มีริ้วรอยลึกบนใบหน้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางทวนคำพูดนั้น
ลูเมี่ยนกล่าวต่อ
“ขอเพียงพวกคุณยอมปล่อยผู้บริสุทธิ์ไป อย่างเช่นผู้ว่าการแห่งทะเลตัวปลอมนั่น เราสองฝ่ายก็ใช่ว่าจะร่วมมือกันไม่ได้”
“ร่วมมือกัน?” ฆวน·โอโรเผยสีหน้าประหลาดใจอย่างมิอาจปิดบัง พลางเหลียวมองนักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งทันทีที่มาถึงเมืองท่าซานตา ก็เริ่มแทรกแซงกิจการของสมาคมประมงอย่างหนักหน่วง บุกเข้าคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเล ระเบิดอาคารหลักของสมาคมประมง และเกือบจะสังหารหลานชายของตน เขาจึงเกิดความสงสัยว่า บางที โสตประสาทของตัวเองคงจะเสื่อมสภาพเฉกเช่นคนชราทั่วไปเสียแล้ว
รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างนุ่มนวล แล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ จุดเปลวไฟสีแดงฉานขึ้นมา พลางกล่าวว่า
“ถูกต้อง ร่วมมือกัน”
……………………………………………………..