ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 564 บทบาทของแต่ละคน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 564 บทบาทของแต่ละคน
ตอนที่ 564 บทบาทของแต่ละคน
ยามเมื่อสายตาของฆวน·โอโรทอดมองไปยังดวงวิญญาณที่คล้ายคลึงกับอีรู สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไป
แม้ว่าพวกเขาจะพลาดโอกาสอันเหมาะสมที่สุดในการสื่อวิญญาณไปแล้ว แต่ภายในวันแรก พวกเขาก็ได้ทราบว่ามีผู้ใดเสียชีวิตบ้าง อีกทั้งยังค้นพบวัตถุที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางแทนแต่ละคน จึงลองอัญเชิญวิญญาณผ่านพลังของ ‘ปีศาจน้อย’ ดู ทว่าดวงวิญญาณของผู้ตายกลับไม่ปรากฏตัวแม้แต่คนเดียว ทำให้พวกเขาปักใจเชื่อว่า ดวงวิญญาณของผู้ที่ทำให้มหาสมุทรโกรธแค้น คงถูกกลืนกินไปหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นจึงไม่พยายามอัญเชิญอีก
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี การอัญเชิญวิญญาณกลับประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาด!
ยิ่งไปกว่านั้น อีรูดูเหมือนไม่ได้จมน้ำตาย แต่กลับถูกยิงเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ดูไม่เหมือนผลสะท้อนกลับ อันเกิดจากความล้มเหลวของพิธีบูชาทะเลเลยสักนิด!
ชาเนมเอ่ยถามดวงวิญญาณที่คล้ายคลึงกับอีรูด้วยภาษาเฮอร์มิส แต่เป้าหมายกลับอยู่ในสภาพมึนงง จดจำสิ่งใดไม่ได้เลย แม้แต่โฉมหน้าก็ยังพร่าเลือน ถูกกลืนกลายไปกับสภาพแวดล้อมเป็นอันมาก
ชาเนมยุติพิธีกรรม แล้วหันไปใช้เสื้อผ้าที่ซาร่าสวมใส่มาหลายปี เพื่ออัญเชิญวิญญาณของผู้ตายอีกราย
ครานี้ ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นเลย
ชาเนมไม่พยายามอีก เขาดับเทียน ยกเลิก ‘กำแพงวิญญาณ’ แล้วกล่าวกับฆวน·โอโรด้วยภาษาที่ราบสูงว่า
“ปัญหาดูจะชัดเจนขึ้นแล้ว”
ฆวน·โอโรไม่ตอบสนอง เพียงแต่เบือนหน้าไปมองหลานชายแฟร์น็องเดซครู่หนึ่ง
“พาพวกเขาออกไป ส่งกลับบ้าน อย่าลืมกำชับให้ทุกคนปิดปากด้วย”
“ครับ” แม้แฟร์น็องเดซจะสงสัยใคร่รู้ถึงการคาดการณ์ของชาเนม รวมถึงเหตุการณ์ในลำดับถัดไป แต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของปู่ ทำได้เพียงกุลีกุจอพาลูกเรือที่รอดชีวิตออกจากห้องรับแขกเล็ก แล้วปิดประตูลง
เวลาผ่านไปอีกหลายสิบวินาที ฆวน·โอโรจึงหันไปมองชาเนม เจ้าของใบหน้าไร้เอกลักษณ์
“ความหมายของคุณคือ อีรูที่ตายในพิธีบูชาทะเลคนนั้นคือตัวปลอม?”
ชาเนมยิ้มน้อยๆ พลางย้อนถาม
“ผู้ล่วงลับคนอื่นๆ อาจถูกมหาสมุทรกลืนกินไปแล้ว แต่คงไม่ใช่เขา”
ไม่ต้องเอ่ยถึงปาฏิหาริย์ระดับฟื้นคืนชีพ ลำพังการจะพิสูจน์ว่าอีรูตัวปลอมถูกมหาสมุทรกลืนกินจริง ก็เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดยืนยันได้
เมื่อเห็นฆวน·โอโรจมดิ่งสู่ห้วงความเงียบ ชาเนมก็กล่าวต่อไป
“อีรูตัวจริงน่าจะถูกกลุ่มผู้ก่อกวนพิธี ลอบสังหารไปแล้วตั้งแต่หลายวันหรือหลายสัปดาห์ก่อนพิธีบูชาทะเล ไม่สิ อาจถูกลักพาตัวไปมากกว่า และถูกยิงเสียชีวิตหลังจากพิธีบูชาทะเลเสร็จสิ้นไปได้สักพัก ด้วยเหตุนี้ การ ‘สื่อวิญญาณ’ ของพวกคุณจึงล้มเหลวโดยปริยาย เพราะไม่สามารถอัญเชิญวิญญาณของคนเป็นมาหาได้ หลังจากลักพาตัว ใครบางคนได้สวมรอยเป็นเขา ใช้ตัวตนของอีรูดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้านมิโลสักระยะหนึ่ง แล้วขึ้นเรือ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ด้วยสถานะลูกเรือโดยไม่ถูกสงสัย เพื่อร่วมพิธีอภิเษกสมรสกับมหาสมุทร”
“อา…ญาติผู้ใหญ่ของอีรูคงเสียชีวิตไปหมดแล้ว ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ออกเรือน ไม่มีลูก และไม่ได้อาศัยอยู่กับพี่น้องใช่หรือไม่?”
ดวงตาของฆวน·โอโรเป็นประกายวาววับขณะกล่าว
“ใกล้เคียงทีเดียว ย่าเฒ่าของตระกูลเขาสิ้นอายุขัยไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน บิดามารดาล้วนเป็น ‘บุตรแห่งทะเล’ ที่แยกออกมาสร้างครอบครัวกันเอง ไม่นานหลังจากที่อีรูบรรลุนิติภาวะ ทั้งสองก็ควบคุมพลังไม่อยู่ สูญสิ้นสติสัมปชัญญะ กลายเป็นสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรโดยสมบูรณ์ ทางเราจึงส่งพวกเขากลับคืนสู่ท้องทะเล”
“นึกแล้วเชียว พวกเขาเลือกลูกเรือที่ง่ายต่อการปลอมตัวที่สุด” ชาเนมกล่าวอย่างรู้สึกสะท้อนใจ
ฆวน·โอโรขมวดคิ้วขณะกล่าว
“แต่ทุกคนที่ขึ้นเรือพิธีจะต้องผ่านการตรวจสอบตามธรรมเนียมจากสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรอีกครั้ง เพื่อยืนยันความแท้จริง”
ชาเนมยิ้ม
“คุณก็บอกเองว่าเป็นการตรวจสอบตามธรรมเนียม ในโลกนี้มีการปลอมตัวมากมายที่ต้องอาศัยวิธีพิเศษ หรือการพิสูจน์อย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงจะตรวจพบ”
ฆวน·โอโรพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ชาเนมกล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงกึ่งอวดอ้าง
“คราวหน้า คุณควรเจาะเลือดทุกคนที่ขึ้นเรือ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับญาติสนิทในสายตระกูล เพื่อดูว่ามีสายเลือดตรงกันหรือไม่”
“คงมีแต่วิธีนี้” ฆวน·โอโรส่งเสียงรับในลำคอ
ตลอดหลายร้อยถึงพันปีที่ผ่านมา ทุกขั้นตอนของพิธีบูชาทะเลไม่เคยเกิดปัญหา พวกเขาจึงไม่เคยคิดที่จะปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้มาก่อน
ฆวน·โอโรเปลี่ยนเรื่องถาม
“กลุ่มคนที่จ้องทำลายพิธีกรรม เป้าหมายของพวกมันคืออะไร?”
“ทางเราก็ยังไม่ทราบเช่นกัน” ชาเนมยักไหล่พลางเหลือบมองไปทางหน้าต่างที่ม่านปิดอยู่
ทิศทางนั้นคือที่ตั้งคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’
ฆวน·โอโรเข้าใจทันทีว่า ชาเนมกำลังแนะนัยถึงเรื่องที่หลุยส์·แบรีเคยกล่าวไว้ จึงพยักหน้าแผ่วเบาพลางกล่าว
“รอให้พิธีบูชาทะเลปีนี้สำเร็จ ทางเราจะปล่อยมิเกลไป ให้เขาไปใช้ชีวิตที่โตเลย์ เมื่อถึงตอนนั้น ความล้มเหลวของพิธีกรรมปีที่แล้วก็ไม่ใช่ความลับที่ห้ามเปิดเผยอีกต่อไป พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องฆ่ามิเกล”
“มิเกล?” ชาเนมถามอย่างครุ่นคิด
“เขาคือ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ตัวปลอมคนนั้น เดิมทำงานในบริษัทประมง บรรพบุรุษของเขาก็เป็นคนหมู่บ้านมิโล” ฆวน·โอโรอธิบายรวบรัด
ชาเนมถอนสายตากลับ แย้มยิ้มขณะกล่าว
“เขาก็ได้ลิ้มรสชีวิตมาหนึ่งปีแล้ว แม้จะต้องหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกสิ่งย่อมมีราคาของมัน”
สหายของนักผจญภัยคนดังเว้นวรรคชั่วคราว ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“บรรพชนหมู่บ้านมิโลของคุณ แท้จริงแล้วเป็นสัตว์รับใช้ที่ออกมาจากห้วงลึกแห่งมหาสมุทร หรือว่าพวกเขาเคยเป็นชาวประมงธรรมดาที่วันหนึ่งได้รับวิวรณ์จากมหาสมุทร จนได้เรียนรู้วิธีเอาอกเอาใจมหาสมุทรและรับพรจากพระองค์กันล่ะ?”
ฆวน·โอโรนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปาก
“แม้แต่พวกเราเองก็ไม่แน่ใจ มีการคาดเดากันทั้งสองแบบ”
“หมู่บ้านมิโลเคยถูกศาสนจักรพระแม่ธรณีทำลายล้างมาก่อน ทำให้การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมหลายอย่างขาดสะบั้นลง พวกเราจึงไม่อาจล่วงรู้ถึงที่มาของบรรพชน”
“ตัวฉันเอนเอียงไปทางกรณีที่สอง เพราะพวกเราแตกต่างจากสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรโดยสิ้นเชิง บุตรที่เกิดมาล้วนมีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ในตอนแรก จนกระทั่งได้รับพลังจากมหาสมุทรมากขึ้น จึงอาจเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายกิ้งก่าได้ อีกทั้งพลังของพวกเราเสื่อมถอยได้ แต่พลังของพวกมันไม่มีวันเสื่อมถอย”
ชาเนมพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมก็คิดว่าคงเป็นกรณีที่สองมากกว่า”
เขาเปลี่ยนเรื่องถามว่า
“ร่องรอยของบรรพชนหมู่บ้านมิโลถูกลบเลือนไปหมดแล้วจริงหรือ? ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวใดหลงเหลืออยู่เลยหรือ?”
ฆวน·โอโรจ้องมองชาเนมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปาก
“ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่บ้างในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ผู้ว่าการแห่งทะเล แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์และลวดลายเท่านั้น ไร้ซึ่งความหมายที่แท้จริง ยากแก่การตีความให้กระจ่าง”
“หากพวกคุณอยากชม รอจนกว่าจะถึงพิธีเฝ้ายามดีกว่า เป็นทางคุณเองไม่ใช่หรือ ที่กังวลว่าความร่วมมือระหว่างเราจะถูกผู้อื่นล่วงรู้? หากไปที่คฤหาสน์ผู้ว่าการแห่งทะเลในยามนี้ ย่อมเสี่ยงต่อการเปิดเผยความลับ”
“ตกลง” ชาเนมถามถึงรายละเอียดอื่นๆ อีกเล็กน้อย ก่อนที่ร่างของเขาจะหดกลับเข้าไปในเงามืดตรงมุมผนัง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ฆวน·โอโรจ้องมองจุดที่สหายของนักผจญภัยคนดังอันตรธานไป แล้วค่อยๆ ถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันลึกลับ ประหนึ่งพายุร้ายกำลังก่อตัวรอบๆ เมืองท่าซานตา
…………
ณ ห้องนอนหลักของห้องชุดชั้น 5 โรงแรมโซโลว์
ชาเนมก้าวออกจากเงามืด สวมต่างหูสีเงินวาววับนามว่า ‘คำลวง’ ติดกับใบหูซ้าย ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นใสกระจ่างดั่งผืนทะเลสาบ เส้นผมย้อมสีเป็นสีเชือกป่าน แตกกิ่งก้านยาวระไหล่อย่างรวดเร็ว
ฟรังก้าโยนต่างหูหนีบคืนให้ลูเมี่ยน แม้เธอจะสวมอาภรณ์บุรุษ ก็ยังแผ่กระจายเสน่ห์อันน่าตื่นตะลึง
เธอล้วงหยิบยางรัดผมสีดำจากกระเป๋าเสื้อ รวบเรือนผมยาวๆ ให้เป็นหางม้าสูงพลิ้วไหว
“พบร่องรอยของ ‘กวีเร่ร่อน’ แล้ว!” นางมารสุขสมเอ่ยด้วยความปีติ
“เหตุใดจึงเป็น ‘กวีเร่ร่อน’ มิใช่อีกสองคน?” ลูเมี่ยนเอ่ยถาม ขณะนั่งบนเก้าอี้พนักพิงหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ เบื้องหลังคือม่านหน้าต่างที่ถูกรูดปิดสนิท
เด็กหนุ่มตั้งใจกลับไปทรีอาร์คราวนี้ เพื่อพาฟรังก้ามายังเมืองท่าซานตา ก็ด้วยเหตุผลหลักๆ สองประการ หนึ่ง เขารู้สึกว่าตนด้อยกว่านางมารสุขสมในแง่การทำนายและสื่อวิญญาณ จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการแทน โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองยาสารภาพ สอง เพื่อให้ฟรังก้าปลอมตัวเป็นอีกบุคลิกหนึ่งของเขา แยกขาดจากตัวตนของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี เพื่อตบตาผู้ที่แอบสอดส่องอยู่ในเงามืด ซ้ำยังอาจใช้ประโยชน์จากการตบตานี้ในอนาคต
หลังจากฟรังก้าสรุปผลการสื่อวิญญาณ รวมถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างคร่าวๆ เธอก็กล่าวว่า
“ผู้ที่จะปลอมตัวเป็นอีรูได้นั้น ประการแรกต้องมีพลังคล้ายกับ ‘ผู้ไร้หน้า’ อีกประการหนึ่งคือ ต้องเชี่ยวชาญการโจรกรรม เมื่อนานมาแล้ว ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’ เคยเล่าว่า ‘กวีเร่ร่อน’ คือ ‘นักชิงไฟ’ ลำดับ 6 บนเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ แน่นอนว่าปัจจุบันอาจสูงกว่านั้น”
“หากมิใช่เพราะทุกคนยืนยันว่า ‘โลกิ’ ไม่มีส่วนร่วมกับการเล่นพิเรนทร์ในพิธีบูชาทะเลเมื่อปีก่อน หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย เขาเหมาะแก่การปลอมตัวเป็นอีรูมากกว่าใคร แต่ในตอนนี้ ‘กวีเร่ร่อน’ มีความเป็นไปได้มากกว่า”
“ในฐานะผู้วิเศษลำดับกลางแห่งเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ เขาอาจครอบครองวัตถุคล้าย ‘คำลวง’ หรืออาจวิงวอนต่อราชันสวรรค์ผู้นั้น จนได้รับพรสำหรับเปลี่ยนรูปร่างและใบหน้า อีกทั้งยังเสริมด้วยศาสตร์เร้นลับที่ต้านทานการพยากรณ์และการทำนาย อา… ‘นักโจรกรรม’ เป็นหนึ่งในสามเส้นทางที่ได้รับอิทธิพลจากราชันสวรรค์ได้ง่ายที่สุด”
ลูเมี่ยนฟังอย่างเงียบงัน ก่อนค่อยๆ เผยรอยยิ้ม
“สำหรับบทบาทและหน้าที่ของ ‘กวีเร่ร่อน’ ในพิธีกรรมเมื่อปีก่อน ตอนนี้เราพอจะเห็นภาพชัดเจนแล้ว”
“เขารับหน้าที่ปลอมตัวเป็นลูกเรือ ขโมยแหวนพิธีการของจริง แล้วนำของปลอมไปสับเปลี่ยน จากนั้นจึงแกล้งกระโดดน้ำ แสร้งว่าตายปลอมเพื่อหลบหนี!”
ลูเมี่ยนหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อ
“ปัญหาในตอนนี้คือ ในการเล่นพิเรนทร์เมื่อปีก่อน ‘นังบ้า’ กับ ‘อุลตร้าแมน’ มีบทบาทอะไร และทำหน้าที่ใด? จากเท่าที่เห็นในตอนนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่หรือไม่ ก็แทบไม่ส่งผลต่อความล้มเหลวของพิธีบูชาทะเลเลย”
ฟรังก้าเม้มริมฝีปากแผ่วเบา เดินไปมาสองสามก้าวแล้วกล่าวว่า
“‘นังบ้า’ อาจมีหน้าที่รับคนและประสานงาน ตัวอย่างเช่น หลังจาก ‘กวีเร่ร่อน’ กระโดดลงทะเล เธออาจ ‘เทเลพอร์ต’ มารับตัวไป เพื่อป้องกันมิให้ถูกมหาสมุทรที่คลั่งแค้นกลืนกิน เรื่องเช่นนี้ หากมิใช่ ‘นักท่องเที่ยว’ ก็คงไม่มีใครทำได้แล้ว”
“ส่วน ‘อุลตร้าแมน’ ก็คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีบูชาทะเล รวมทั้งเป็นคนวางแผนการ? ไม่สิ ไม่มีทางมีบทบาทแค่นี้แน่ เขาจะต้องมีหน้าที่อื่นอยู่อีก…”
ลูเมี่ยนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ค่อยๆ ลูบคางพลางกล่าวว่า
“สำหรับบทบาทของ ‘นังบ้า’ ผมเห็นด้วยกับการคาดเดาของคุณ แต่จากข้อมูลในมือเราตอนนี้ หากไม่มี ‘บุตรแห่งทะเล’ ช่วยนำทาง และไม่แล่นเรือตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ก็จะไม่มีวันเข้าสู่น่านน้ำพิเศษนั่นได้เลย แล้ว ‘นังบ้า’ จะ ‘เทเลพอร์ต’ เข้าไปได้อย่างไร? หืม…หรือว่าเธอก็แฝงตัวอยู่บนเรือด้วย? หรือว่า ‘กวีเร่ร่อน’ พกอุปกรณ์บางชนิดสำหรับระบุตำแหน่งติดตัวไปด้วย? แน่นอน มันต้องไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ ไม่อย่างนั้นคงถูกตรวจค้นพบแล้ว”
“ส่วน ‘อุลตร้าแมน’ ผมสงสัยมาตลอดว่า เขาเป็นชาวเมืองท่าซานตาโดยกำเนิด และมีความรู้เกี่ยวกับพิธีบูชาทะเลอย่างลึกซึ้ง อาจเป็นคนต้นคิดแผนการเล่นพิเรนทร์เมื่อปีก่อนด้วยซ้ำ”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน
“สัญชาตญาณบอกกับผมว่า หากเราสืบจนรู้หน้าที่ของ ‘อุลตร้าแมน’ ที่นอกเหนือจากบทบาทผู้วางแผน ก็จะได้ทราบด้วยเช่นกันว่า เหตุใดกลุ่มวันเอพริลฟูลถึงต้องวางแผนขัดขวางพิธีบูชาทะเลเมื่อปีที่แล้ว!”
……………………………………………………..