ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 568 ลวดลายแห่ง ‘บรรพชน’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 568 ลวดลายแห่ง ‘บรรพชน’
ตอนที่ 568 ลวดลายแห่ง ‘บรรพชน’
ลูเมี่ยนเหลียวมองไปทางท่าเรือ ร่างของเขาพลันบางลง แล้วกลืนหายเข้าสู่เงามืดที่แสงจันทร์ไม่อาจสาดส่องถึง
เด็กหนุ่มเคลื่อนกายไปตามจุดอับแสง หลบเลี่ยงองครักษ์หน้าประตู ก่อนจะย่องเข้าสู่อาคารที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งศาสนาอย่างไร้สุ้มเสียง
ทว่าเมื่อผ่านห้องโถงเข้ามา เขาก็ต้องชะงักฝีก้าว
สายตาของเด็กหนุ่มกวาดไปเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ซ่อนตัวอยู่ในความมืดสลัวอันลึกล้ำ ราวกับม่านบางโปร่งแสง พวกมันมีศีรษะใหญ่ผิดปกติ ตาโปน ผิวหนังเหี่ยวย่นดุจคนชราวัยเจ็ดแปดสิบ ร่างเตี้ยเพียงหนึ่งเมตรกว่าๆ
นี่คือ ‘ปีศาจน้อย’ ที่ฆวน·โอโรเอ่ยถึง หนึ่งในสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทร
ยามนี้ เหล่า ‘ปีศาจน้อย’ กำลังใช้พลังอำพรางเข้าสู่เงามืด แบ่งกลุ่มสามถึงห้าตัว ออกลาดตระเวนตามซอกหลืบอันมืดมิดในคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ เพื่อมิให้ผู้ใดอาศัยความมืดแฝงตัวเข้ามาได้
ลูเมี่ยนเคยปะทะกับพวกมันมาก่อน จึงทราบดีว่า ‘ปีศาจน้อย’ เหล่านี้มิได้แข็งแกร่งอะไรนัก นอกจากพลังในการกลืนกายเข้ากับเงามืดแล้ว ก็มีเพียงวิชาสร้างภาพลวงตาจากเงา ตนสามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างง่ายดาย
ทว่าแม้จะเป็นเรื่องง่าย เด็กหนุ่มก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า การเผชิญหน้ากับกลุ่ม ‘ปีศาจน้อย’ จะไม่ก่อให้เกิดเสียงใดๆ จนไปดึงดูดความสนใจของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ภายในอาคาร
ลูเมี่ยนรวบรวมสมาธิ จ้องมองไปยังบริเวณที่ไร้ร่องรอยของเงามืด ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงเรื่อ เขาเห็นร่างนับไม่ถ้วนล่องลอยในห้วงอากาศ ผลุบๆ โผล่ๆ ราวกับภาพลวงตา
พวกมันคือฝูงปลาประหลาด ซึ่งมีเกล็ดสีเท้าเข้มดุจดังเกราะปกคลุมร่างกาย
ดวงตาของปลาเหล่านี้ก็โปนออกมาเช่นกัน ประหนึ่งก้อนเนื้อที่ฝังอยู่ทั้งสองฝั่งของลำตัว ในร่องระหว่างเกล็ดเกราะ ซุกซ่อนไว้ซึ่ง ‘เส้นใย’ บางเฉียบที่เปล่งประกายราวกับมวลหมู่แสงดาว
พวกมันว่ายวนเวียนอยู่กลางอากาศ กระจายตัวไปทั่วทุกพื้นที่ ปากของแต่ละตัวพ่นฟองอากาศออกมาเป็นระยะ ภายในฟองแฝงไว้ด้วยพายุที่มองไม่เห็น รวมถึงรอยแตกร้าวคมกริบดุจหนามแหลม
ฟองอากาศจำนวนมากแตกกระจาย ปลดปล่อย ‘หนามแหลม’ นับไม่ถ้วนที่ซุกซ่อนภายในพายุล่องหน โหมกระหน่ำไปทั่วทิศ วางกับดักอันตรายให้แก่ ‘แขก’ ที่อาจมาเยือนด้วยพลัง ‘เทเลพอร์ต’
ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างห้องโถงกับทางเดินต่างๆ เหล่าองครักษ์เดินตรวจตราเป็นกลุ่มละสามนาย เคลื่อนไหวอย่างไร้เสียง สีหน้าของแต่ละคนดูปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแผกแปลกไป ทว่าเพียงชั่วกะพริบตาเดียว ลูเมี่ยนก็เห็นสัตว์ร้ายสีดำที่ปกคลุมด้วยขนแข็งเส้นเล็กยาว โผล่ออกจากต้นคอและขอบปากของพวกเขา
แมลงดำบาร์ตินส์เหล่านั้น ตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหดกลับเข้าไปในร่างของเหล่าองครักษ์อีกครั้ง
บรรดารูปสลักสัตว์ทะเลที่ประดับผนัง ดวงตาของพวกมันราวกับมีชีวิตขึ้นมา กวาดมองไปทั่วทุกมุมด้วยจิตสำนึกของตัวเอง
“ไม่ผิดจากที่ฆวน·โอโรกล่าวไว้ ในอาคารนี้เต็มไปด้วยสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรสารพัดชนิด ยากแก่การแทรกซึมเข้าไปอย่างไร้เสียง” ลูเมี่ยนรำพึงในใจ ไม่รีบร้อนก้าวไปข้างหน้า ยังคงซ่อนตัวอยู่ในห้องโถง รอคอยโอกาสอย่างอดทน
เวลาผ่านไปไม่ถึงสองนาที เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังมาจากทางท่าเรือ
เปลวเพลิงสีแดงฉานพลันลุกโชนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องสว่างไปทั่วทุกบานหน้าต่างในละแวกนั้น ทำให้กระจกสั่นไหวเบาๆ
ไม่ว่าจะเป็น ‘ปีศาจน้อย’ ที่ลาดตระเวนในเงามืด ‘ปลาประหลาดเกราะเกล็ด’ ที่ยึดครองห้วงอากาศโดยรอบ แมลงดำบาร์ตินส์ที่ควบคุมเหล่าองครักษ์ หรือสิ่งมีชีวิตพิเศษที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของรูปสลัก ต่างก็ล้วนสะดุ้ง แล้วหันเหความสนใจไปยังหน้าต่างกระจกฝั่งที่ใกล้กับท่าเรือ
ลูเมี่ยนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
เสียงอึกทึกเมื่อสักครู่ คือระเบิดหน่วงเวลาที่เขาสร้างขึ้นเอง!
เด็กหนุ่มไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ รีบเคลื่อนกายผ่านเงามืดข้างๆ ‘ปีศาจน้อย’ ลัดผ่านเขตลาดตระเวนของ ‘ปลาประหลาดเกราะเกล็ด’
จากนั้น ก่อนที่สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรอื่นๆ จะทันสังเกตเห็น เขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องด้านในสุดของห้องโถงใหญ่ โดยอิงจากข้อมูลที่ฆวน·โอโรถ่ายทอดมาให้
รอยประทับสีดำบนบ่าขวาของเด็กหนุ่มเปล่งแสงสลัว จนร่างกายหายวับไปโผล่ที่หน้าประตูห้องเป้าหมาย จากนั้นก็รีบแปลงเป็นเงา แทรกกายผ่านช่องว่างประตูเข้าไปด้านใน
ทิวทัศน์เบื้องหน้าลูเมี่ยนคือ ลวดลายและสัญลักษณ์นับไม่ถ้วนที่สลักไว้ตามพื้น เพดาน และผนังห้อง ประหนึ่งเป็นการขยายภาพแหวนพิธีการที่ฆวน·โอโรวาด ให้ใหญ่ขึ้นจากเดิมหลายเท่า
นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
“ระหว่างพิธีเฝ้ายาม สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรบางชนิดจะเข้ามาในนี้ ย่อลวดลายจากทุกทิศทั้งบน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง แกะสลักลงบนแหวนดิบ แล้วอาบด้วยพลังงานพิเศษหรือ” ลูเมี่ยนรีบกวาดตามองไปรอบห้อง แล้วก้าวออกจากเงามืด เพื่อเปิดใช้รอยประทับสีดำบนหน้าอก
ทันใดนั้น ผิวผนังโดยรอบก็กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นแทบมองไม่เห็น ก่อนจะสงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว
ขวดเสกสรร!
ลูเมี่ยน ‘บรรจุ’ สองห้องที่เชื่อมต่อกันนี้เข้าไปใน ‘ขวดเสกสรร’ โดยกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงเป็น ‘มนุษย์ธรรมดา’
จากนั้น เด็กหนุ่มก็ซ่อนตัวอยู่ข้างประตู ซึ่งก็คือปากขวด ‘ขวดเสกสรร’ แล้วจงใจเหยียบย่ำเสียงดังหนักๆ
แทบจะในทันที สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรบางชนิดเริ่มรับรู้ถึงความเคลื่อนไหว
พวกมันนึกถึงเหตุระเบิดที่ท่าเรือ นึกถึงเปลวเพลิงที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า แล้วทันใดนั้นเอง พวกมันต่างก็ตระหนักได้ว่า ตนกับพวกพ้องได้ตกเป็นเหยื่อกลอุบายของผู้อื่น ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปเสียแล้ว!
พวกมันรีบเรียกหา ‘ปลาประหลาดเกราะเกล็ด’ ‘แมลงดำบาร์ตินส์’ ‘ปีศาจน้อย’ และสหายร่วมเผ่าพันธุ์อื่นๆ แล้วสั่งการให้บุกเข้าไปในห้องพิธีสร้างแหวน เพื่อสืบหาศัตรูที่อาจแฝงตัวเข้ามา
เหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรเปิดประตูห้อง พยายามบุกเข้าไปด้วยสารพัดวิธีการ แต่กลับพบว่าตัวเองย้อนกลับมายังตำแหน่งเดิมในห้องโถงใหญ่อย่างน่าประหลาด
‘ปลาประหลาดเกราะเกล็ด’ รู้ทันถึงต้นตอของปัญหา จึงเริ่มพ่นฟองอากาศที่บรรจุพายุล่องหน ใส่ทางเข้าออกของ ‘ขวดเสกสรร’
ทว่าตั้งแต่ก่อนที่พวกมันจะกรูกันเข้ามา หมายมั่นจะบุกเข้าห้องอย่างสุดกำลัง ลูเมี่ยนก็ได้แปลงกายเป็นเงา แนบชิดกับช่องว่างใต้บานประตูไม้ เพื่อลอบออกจาก ‘ขวดเสกสรร’ กลับสู่ห้องโถงใหญ่อย่างเงียบเชียบแล้ว
การกระทำเมื่อครู่ของเขา ก็เพื่อดึงความสนใจของเหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทร สร้างโอกาสให้ตนได้เปลี่ยนตำแหน่ง!
อุบายใดที่ใช้แล้วบังเกิดผล ก็สมควรใช้ซ้ำอีกหลายหน!
อีกทั้ง พวกมันคงไม่คิดว่าผู้บุกรุกจะใช้ลูกไม้เดิมๆ ถึงสองครั้งสองคราในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงมองว่าเป็นกลอุบายอื่นโดยสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อถึงครั้งที่สาม พวกมันจะเริ่มระแวงอุบายคล้ายๆ เดิม จนมองสิ่งใดก็ล้วนเห็นเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปเสียหมด ถึงตอนนั้น ลูเมี่ยนก็จะเริ่มกลอุบายแบบย้อนเกล็ด
อาศัยจังหวะที่เหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรต่างจดจ่อสมาธิอยู่กับ ‘ขวดเสกสรร’ ลูเมี่ยนค่อยๆ เคลื่อนกายอย่างไม่ตื่นตระหนก หลบเลี่ยงจุดที่ปีศาจน้อยกระจุกตัวกัน แล้วอ้อมผ่านกลุ่ม ‘ปลาประหลาดเกราะเกล็ด’ ไปยังมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ ก่อนจะใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ อีกครา
คราวนี้ จุดหมายของเขาคือบันไดทางลงสู่ห้องใต้ดิน
แม้แต่องครักษ์ประจำการแถวนั้น ก็ถูกดึงดูดไปยังห้องโถงใหญ่ด้วยเช่นกัน
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งจะวาดเค้าโครงตรงปากทางเข้าบันได ก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาดำในทันใด แล้วเลื้อยหายเข้าไปในความมืดมิดสู่ห้องใต้ดิน
ภายในนี้ไร้ซึ่งองครักษ์คุ้มกัน ไร้ซึ่งสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรคอยเฝ้าระวัง ราวกับเป็นเพียงสถานที่ซึ่งไม่สลักสำคัญ สำหรับให้ชาวบ้านมิโลได้แสดงความเคารพต่อบรรพชนเท่านั้น
ลูเมี่ยนในร่างสิ่งมีชีวิตเงา ย่อมมองเห็นในความมืดโดยปริยาย มิจำต้องจุดคบเพลิง ก็สามารถสำรวจห้องใต้ดินอันมืดมิดได้อย่างแจ่มชัด
เนื่องจากอาคารหลังนี้ตั้งอยู่ริมทะเล พื้นกับผนังที่ปูด้วยหินจึงชุ่มชื้นอยู่บ้าง แต่ด้วยอิทธิพลของพลังเหนือธรรมชาติที่แผ่ซ่านอยู่รอบตึก กลิ่นอับจึงไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น
ใจกลางห้องใต้ดินมีแท่นหินทรุดโทรมตั้งตระหง่านอยู่ ดูคล้ายกับแท่นบูชาบรรพชน รายล้อมด้วยร่องรอยความพังพินาศ เหลือทิ้งไว้เพียงลายเส้นที่ขาดหาย ส่วนโค้งเว้าอันไร้ต้นตอ และลวดลายบางส่วนที่มิอาจเห็นเค้าโครงเดิม
“สัญลักษณ์และลวดลายที่สมบูรณ์ อาจประกอบกันเป็นตราประจำตระกูลบรรพชนของหมู่บ้านมิโล…หรือไม่ก็ อาจเป็นลวดลายของบางสิ่งในศาสตร์เร้นลับ…” ลูเมี่ยนพินิจพิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยากที่จะประกอบภาพอันสมบูรณ์ในห้วงคำนึง
อย่างไรก็ดี เด็กหนุ่มยังไม่ลืมว่า ในเมื่อโนเอเลียแห่งนิกายอุดมสมบูรณ์ช่วยยืนกราน ว่าสัญลักษณ์กับลวดลายที่นี่สามารถเปิดเผยความจริงบางประการได้ ตนก็ควรได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
จะเป็นข้อมูลแบบใดกัน? ลูเมี่ยน ผู้ยังคงอยู่ในสภาวะสิ่งมีชีวิตเงา ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นในความมืด แล้วกวาดตามองไปรอบทิศ
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วพึมพำแผ่วเบาอย่างไร้สุ้มเสียง
“มิใช่ว่าศาสนจักรพระแม่ธรณี ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างอันล้นเหลือ จงใจทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เองหรอกหรือ?”
“กำลังจะบอกว่า พิธีบูชาทะเลก็สร้างผลประโยชน์บางประการต่อพวกเขา?”
ลูเมี่ยนทอดสายตาไปยังแท่นหินบูชาบรรพชน นึกย้อนถึงรายละเอียดพิธีสร้างแหวนที่ฆวน·โอโรเคยเล่าให้ฟัง
หลังจากสร้าง ‘แหวนจักรพรรดินีสมุทร’ เสร็จสิ้น มันจะถูกนำมาวางไว้ในนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพชน
“วางไว้บนซากแท่นบูชานี่น่ะหรือ?” ลูเมี่ยนย่างกรายเข้าใกล้แท่นหินสีเทาดำ จนพบว่าไม่มีฝุ่นผงจับตัวอยู่เลย เส้นสายที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนแท่น ล้วนชี้นำไปยังจุดว่างเปล่าตรงกึ่งกลาง
หัวใจของเด็กหนุ่มไหววูบกะทันหัน จึงลองล้วงเหรียญลูอิดอร์ออกมา วางลงบนจุดศูนย์กลางของแท่นบูชา
ทว่า มิมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น
ลูเมี่ยนไม่ยอมแพ้ จึงล้วงต่างหู ‘คำลวง’ สีเงินขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางลงบนพื้นผิวว่างเปล่าที่ไร้ลวดลายของแท่นหิน
ในชั่วพริบตาถัดมา ร่างทั้งร่างของลูเมี่ยนประหนึ่งถูกกระชากออกจากโลกความจริง
เด็กหนุ่มเห็นเส้นสาย เห็นส่วนโค้งมากมายผุดขึ้นจากส่วนลึกของแท่นหิน โดยที่ลวดลายเหล่านั้นไร้ตัวตนราวกับภาพลวงตา แต่กลับดำรงอยู่อย่างแท้จริง เชื่อมต่อกับร่องรอยที่หลงเหลืออยู่เดิม ประกอบกันเป็นภาพสองภาพ
ภาพหนึ่งเป็นประตูซ้อนทับกันหลายชั้น วาดด้วยเทคนิคลายเส้นอย่างเรียบง่าย อีกภาพหนึ่งเป็นจานกลมที่แบ่งพื้นผิวออกเป็นสิบสองช่องขนาดไม่เท่ากัน คล้ายหน้าปัดนาฬิกา ทว่ามีเพียงเข็มชี้เดียวเท่านั้น
ลูเมี่ยนจ้องมองอย่างเพ่งพินิจ รู้สึกราวกับมีบางสิ่งเกาะติดอยู่บนต่างหู ‘คำลวง’
เพียงพริบตา เส้นสายที่ปรากฏขึ้นจากซากแท่นหินก็เลือนรางลง ถอยกลับ แล้วหดหายไปยังตำแหน่งเดิม
ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาวะปกติดังเดิม
“ทั้งสองภาพที่เพิ่งปรากฏ คือสัญลักษณ์แทนบรรพชนแห่งหมู่บ้านมิโล? หรือเป็นความรู้ที่พวกเขาได้รับจากวิวรณ์แรก?” ลูเมี่ยนตระหนักถึงกระแสของสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทร ซึ่งกำลังหลั่งไหลมายังห้องใต้ดิน จึงพึมพำแผ่วเบาก่อนจะคว้าต่างหู ‘คำลวง’ แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ จากไปในทันที
…………
ณ ห้องนอนใหญ่ของห้องชุด โรงแรมโซโลว์
เมื่อร่างของลูเมี่ยนปรากฏ เขาก็รีบนั่งลง เริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยนทันที — เขาไม่มีเวลาตรวจสอบว่าต่างหู ‘คำลวง’ เกิดการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง ตั้งใจจะส่งมันไปพร้อมกับจดหมาย เพื่อให้อาร์คาน่าใหญ่ของตนพิจารณาเอาเอง
หลังจากบรรยายลวดลาย สัญลักษณ์ และโครงสร้างของแหวนพิธีการ รวมถึงสิ่งที่ได้พบเห็นในคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเลโดยละเอียด ลูเมี่ยนก็พับกระดาษจดหมายหลายแผ่นอย่างประณีต จัดเตรียมพิธีกรรม แล้วอัญเชิญผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ออกมา
จากนั้น เด็กหนุ่มรอคอยจดหมายตอบกลับด้วยความอดทน
……………………………………………………..