ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 574 หนักหน่วง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 574 หนักหน่วง
ตอนที่ 574 หนักหน่วง
ท่าทางและสีหน้ายามแสดงความรักจะไม่ใช่แบบนี้?
แม้จินนาจะเคยพบเห็นภาพทำนองนี้มาก่อน แต่ก็มิเคยศึกษาวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่า ผู้อื่นแสดงความรักกันเช่นไร ครั้นได้ยินคำพูดของอ็องโตนี เธอก็เลือกที่จะเชื่อถือ ‘ผู้ชม’ ทันที
อ็องโตนีกล่าวต่อไปว่า
“ภาษากายของลูกาโนแสดงออกถึงการต่อต้านอย่างชัดเจน ตอนนี้เขาดูผิดปกติอย่างมาก”
แม้จะแสดงการต่อต้าน ทว่าก็มิอาจสลัดหลุดพ้น อีกทั้งยังไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวอันรุนแรงแต่อย่างใด…ลูกาโนเป็นถึงผู้วิเศษลำดับ 8 ซ้ำยังเป็นประเภทที่ถูกเสริมสมรรถภาพทางกาย สถานการณ์เช่นนี้ย่อมผิดปกติอย่างยิ่ง…มีพลังวิเศษใดทำแบบนี้ได้บ้าง? จินนาเร่งทบทวนข้อมูลของเหล่าศัตรู ซึ่งอาจเผชิญหน้ากันได้ในครานี้
ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการรวบรวมของฟรังก้า ส่วนที่เหลือเป็นการเสริมจากมาดามจัดจ์เมนต์และมาดามเมจิกเชี่ยน
ในชั่วขณะที่ความคิดแล่นปราดเปรียวดั่งสายฟ้า จินนาก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
นักเชิดหุ่น!
“นักเชิดหุ่น ลำดับ 5 แห่งเส้นทางนักทำนาย!”
ตามคำบรรยายของฟรังก้าเกี่ยวกับ ‘นักเชิดหุ่น’ ผู้วิเศษประเภทนี้สามารถซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ควบคุมเป้าหมายให้กลายเป็นหุ่นเชิดไร้ตัวตนได้จากระยะไกล โดยไร้เสียงและร่องรอย
ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมจากมาดามเมจิกเชี่ยนมีดังนี้
“นักเชิดหุ่นควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของสิ่งมีชีวิต นักเชิดหุ่นผู้เชี่ยวชาญสามารถเริ่มควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของเป้าหมายได้ภายในเวลาเพียง 5 ถึง 10 วินาที ส่งผลให้ความคิดของเป้าหมายเชื่องช้า การเคลื่อนไหวติดขัด และร่างกายค่อยๆ แข็งทื่อ”
สภาวะของลูกาโนในขณะนี้ ตรงกับลักษณะต่างๆ ของผู้ที่ถูก ‘นักเชิดหุ่น’ เริ่มควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ อย่างยิ่ง!
จินนารีบลดเสียงลงต่ำ กระซิบบอกอ็องโตนีว่า
“โลกิ…”
ศัตรูผู้ใช้รหัสลับ ‘โลกิ’ เป็น ‘นักเชิดหุ่น’!
อ็องโตนีเข้าใจการคาดเดาของจินนาทันที จึงพยักหน้าแผ่วเบาพลางเอ่ยปาก
“ไม่ต้องรีบร้อน ‘นักเชิดหุ่น’ ต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะเปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นหุ่นเชิดโดยสมบูรณ์ เรายังมีโอกาสช่วยเหลือลูกาโนได้”
ตามคำแนะนำในเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการพาตัวลูกาโนออกไปโดยใช้กำลัง หรือการผลักดันกระตุ้นเขาเกินขีดจำกัด ล้วนสามารถทำให้เขาหลุดพ้นจาก ‘ด้ายวิญญาณ’ หรือเพิ่มพลังต่อต้านการควบคุมนี้ได้
แน่นอน วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการค้นหาร่างต้นของ ‘โลกิ’ แล้วลงมือโจมตีโดยตรง เพื่อให้เขาไม่อาจแบ่งสมาธิมาควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของลูกาโนได้อีก
จินนาได้ยินนัยแฝงในถ้อยคำของอ็องโตนี
นั่นก็คือ อย่าเพิ่งรีบร้อนช่วยเหลือลูกาโน แต่ให้ฉวยโอกาสที่พวกตนสองคนยังไม่ถูก ‘โลกิ’ ล่วงรู้ เพื่อค้นหาร่างต้นของเขาเสียก่อน!
ทั้งสองได้ทำการแปลงโฉมตั้งแต่เมื่อคืน ปลอมตัวเป็นคู่รักเข้าพักในห้องชุดของโรงแรมโซโลว์แห่งนี้
เมื่อพบตัว ‘โลกิ’ แล้ว ทั้งสองอาจไม่สามารถเอาชนะเป้าหมายที่แสนประหลาดและยากจะสังหาร อีกทั้งยังมีพลังน่าสะพรึงกลัวได้ แต่พวกเขาสามารถสร้างความวุ่นวายใหญ่โต เพื่อ ‘แจ้งเหตุ’ ไปยังนิกายอุดมสมบูรณ์ ผู้มีหน้าที่จัดระเบียบเหล่าผู้วิเศษในท้องถิ่น ซึ่งลูเมี่ยนได้ติดต่อประสานงานเรื่องนี้กับโนเอเลียไว้ล่วงหน้าแล้ว
จินนาส่งเสียง ‘อืม’ ก่อนหยิบผงเรืองแสงออกมา เตรียมพรางกายให้หายไป
แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้น
เพราะนึกถึงคำเตือนในเอกสารขึ้นมาได้
‘นักเชิดหุ่น’ สามารถมองเห็น ‘ด้ายวิญญาณ’ ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้โดยตรง การพรางตัวส่วนใหญ่จึงไม่อาจใช้ได้ผลต่อหน้าพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ‘โลกิ’ กำลังอยู่ในสภาวะควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ อยู่แล้ว
จะลงมืออย่างไร จะค้นหา ‘โลกิ’ ด้วยวิธีไหนดี? จินนาจมดิ่งสู่ห้วงความคิด ด้วยความรู้สึกเร่งด่วนอย่างแรงกล้า
…………
ภายในน่านน้ำปิดตาย บนเรือที่ประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสัน
ลูเมี่ยนเห็นคลื่นยักษ์สีครามสูงตระหง่านดั่งขุนเขา จากนั้นก็พบว่ามันแข็งค้างกลางอากาศ ราวกับถูกแช่แข็งอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกัน บรรยากาศรอบด้านก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายอำมหิต ซึ่งหวังทำลายล้างทุกสรรพสิ่งโดยรอบ
ความเกรี้ยวกราดของมหาสมุทร? หัวใจของลูเมี่ยนสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดความผิดพลาดที่ใด ดูเหมือนว่าแหวนจักรพรรดินีสมุทรจะแสดงผลเพียงครึ่งแรก คือการเปิดผนึก แต่กลับไม่ปรากฏฤทธิ์การขโมยพลังในครึ่งหลัง
ทว่าหลังจากพิธีสร้างแหวนเสร็จสิ้น วงแหวนนั้นก็ถูกวางลงบนซากแท่นหินจริงๆ อีกทั้งยังเป็นลูเมี่ยนเองกับฆวน·โอโร ที่ร่วมกันนำมันออกมา
ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนไม่อาจมั่นใจได้ว่าแหวนจักรพรรดินีสมุทรถูกสับเปลี่ยนหรือไม่ แต่บัดนี้ เขาเชื่อมั่นว่ามันไม่ได้ถูกสับเปลี่ยน เพราะแหวนจักรพรรดินีสมุทรสามารถเปิดผนึกเพิ่มเติมในน่านน้ำพิเศษได้ ซึ่งแหวนปลอมที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมก่อนหน้า ย่อมไม่อาจแสดงอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ได้
มีใครบางคนเคลื่อนย้ายแหวนจักรพรรดินีสมุทรในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่วางไว้ในห้องใต้ดิน ทำให้เวลาในการกัดกร่อนพลังไม่ครบถ้วน หรือว่ามีผู้ใดทำลายส่วนสำคัญของซากแท่นหินในห้องใต้ดินล่วงหน้า ส่งผลให้ขั้นตอน ‘เคารพบรรพชน’ ไม่อาจสำเร็จลุล่วง? ทั้งสองกรณีนี้ล้วนเป็นไปได้ยากยิ่ง กรณีแรกจะหลบเลี่ยงสายตาของเรากับฆวน·โอโร รวมถึงการเฝ้าระวังของเหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรได้อย่างไร? ส่วนกรณีหลังย่อมก่อเสียงอึกทึก เหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอน…ในขณะที่ความคิดของลูเมี่ยนแล่นปราดเปรียวดั่งสายฟ้า เขาก็พลันรู้สึกว่าตนเองถูกกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่แผ่ซ่านอยู่รอบด้าน กัดกร่อนเล็กน้อย
ทันใดนั้น จิตวิญญาณของเด็กหนุ่มก็เชื่อมต่อเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง
ในความพร่าเลือน ลูเมี่ยน ‘เห็น’ ก้นทะเลสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ‘เห็น’ วัตถุประหลาดที่มีบางส่วนปักอยู่ในหินและกรวด
วัตถุนั้นมีขนาดมหึมาเหลือคณา ใหญ่โตกว่าอารามของนิกายอุดมสมบูรณ์และคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเลรวมกันเสียอีก ทั้งร่างเป็นสีเทาเงิน เส้นสายลื่นไหล ราวกับกระสวยอันเขื่องที่สูญเสียส่วนหัวไป บัดนี้ ด้านข้างของมันเปล่งประกายวาววับดั่งดวงดาว แสงเหล่านั้นเชื่อมต่อกัน ก่อเกิดเป็นประตูโค้งโปร่งแสงขนาดมโหฬาร
ผ่านประตูนั้น ลูเมี่ยน ‘เห็น’ ภาพบางอย่างภายใน
บนผนังโลหะสีเทาเงินเรียงรายไปด้วยช่องพิสดารนับพันนับหมื่น ดุจดังรังผึ้งที่ประกอบด้วยห้องหับเล็กๆ นับไม่ถ้วน
ในบางห้อง ฟองดำพลุ่งพล่าน แมลงดำบาร์ตินส์ที่ปกคลุมด้วยขนแข็งเรียวยาวไต่ออกมาเป็นฝูง ส่วนบางห้องประกอบด้วยช่องเล็กๆ สิบกว่าถึงยี่สิบช่อง ภายในมีร่างของ ‘ปีศาจน้อย’ ที่เหี่ยวย่น ดูเหมือนสิ้นชีพแล้ว กำลังถูกย่อยสลายเป็นสสารต่างๆ …
ภาพอันประหลาดและน่าสยดสยองนี้ สลักลงในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน จนเขาสะดุ้งตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน เลิกสนใจว่า ‘วันเอพริลฟูล’ กำลังเล่นพิเรนทร์อันใด รีบครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่า ควรทำอย่างไรเพื่อยับยั้งมิให้สิ่งที่ถูกผนึกอยู่ เกิดคลุ้มคลั่งและหลุดพ้นจากพันธนาการโดยสมบูรณ์
“ดูเหมือนว่าจะถูกกดไว้ด้วยพลังที่ฆวน·โอโรทุ่มเทชีวิตปลดปล่อยออกมา…”
“หากเป็นไปได้ ถ้าเราฉวยโอกาสในช่วงเวลาอันสั้นนี้ ขโมยพลังที่พุ่งทะลักออกมา แล้ว ‘แบ่ง’ มันให้แก่ผู้ที่มีสายเลือดแห่งมหาสมุทรทั้งหมด อาจยังพอช่วยให้พิธีบูชาทะเลประความสำเร็จตามเดิม…”
“ขโมย…”
ในชั่วขณะแห่งความคิด ลูเมี่ยนนึกถึงวิธีสองประการ
หนึ่งคือ การวิงวอนขอความช่วยเหลือจาก ‘มิสเตอร์ฟูล’ โดยทันที เนื่องจากท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในขอบเขตนี้ ตัวอย่างที่ประจักษ์ชัดคือการขโมยพลังจากเทอร์มีโพลอส สองคือ การใช้ต่างหู ‘คำลวง’ — สมบัติวิเศษชิ้นนี้เพิ่งได้รับความสามารถ ‘ขโมยพลังของผู้อื่น’ มาจากแท่นหินแห่งการเคารพบรรพชน
ลูเมี่ยนรีบตัดทิ้งวิธีแรก เพราะเรื่องนี้เป็นฝีมือของ ‘วันเอพริลฟูล’ โดยมี ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ อยู่เบื้องหลัง การวิงวอนขอความช่วยเหลือจาก ‘มิสเตอร์ฟูล’ อาจไม่ได้รับการตอบสนอง ซ้ำยังจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ส่วนวิธีที่สอง ลูเมี่ยนรู้สึกถึงชะตากรรมอันรุนแรงและความบังเอิญที่ไม่อาจมองข้าม
‘คำลวง’ เพิ่งได้รับความสามารถ ‘ขโมยพลังของผู้อื่น’ มาไม่นาน แต่กลับมีช่องทางให้ใช้ประโยชน์ในยามคับขัน!
ไม่มีเวลาวิเคราะห์และชั่งน้ำหนัก ลูเมี่ยนตัดสินใจอย่างฉับพลันทันที
ยังไม่ต้องสนใจเรื่องความบังเอิญหรือชะตากรรมใดๆ การแก้ไขปัญหาตรงหน้าคือประเด็นสำคัญที่สุด!
เด็กหนุ่มรีบล้วงเอาต่างหู ‘คำลวง’ สีเงินขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
โดยปกติแล้ว สิ่งของประเภทนี้ไม่สามารถนำขึ้นเรือพิธีการได้ จะต้องถูกสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรค้นพบแน่นอน แต่คราวนี้ ฆวน·โอโรได้ติดต่อกับสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรล่วงหน้า แจ้งว่าตนกับผู้ช่วยจะปลอมตัวเป็นรองผู้ช่วยพิธีกรรม ขึ้นเรือเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
สำหรับประธานสมาคมประมงผู้นี้ ในสถานการณ์ที่ยังไม่พบคนทรยศ สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรนั้นน่าเชื่อถือยิ่งกว่าผู้ใด พวกมันมีสติปัญญาไม่สูงนัก จึงเป็นผู้พิทักษ์พิธีบูชาทะเลที่เหนียวแน่นที่สุด
กำต่างหู ‘คำลวง’ ไว้ในมือ ลูเมี่ยนแผ่ขยายพลังวิญญาณออกไป
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มเห็นแสงดาวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของมัน
ลูเมี่ยนยื่นแขนออกไปโดยไม่รู้ตัว แล้วบิดหมุนข้อมือแผ่วเบา
ในขณะนั้นเอง บุคคลหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่มอย่างฉับพลัน เป็นสตรีในชุดแม่ชีสีดำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
เธอปรากฏกายราวกับวาฬยักษ์ ที่พลันโผล่พ้นผิวน้ำโดยไร้สัญญาณเตือน
ผู้หญิงคนนี้? ต้นตอของโรคบ้า? ลูเมี่ยนจึงระลึกได้ว่าเมื่อครู่ตนลืมอะไรไป
บนเรือยังมีคนผู้นี้อยู่!
ในวินาทีถัดมา เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสมบัติปิดผนึกร่างมนุษย์ตรงหน้า ทวีความหนักอึ้งอย่างผิดธรรมชาติ หนักมากเสียจน กระทั่งความว่างเปล่าโดยรอบโค้งงอเล็กน้อย หนักมากเสียจน แสงดาวทั้งมวลล้วนพุ่งทะยานสู่เบื้องหน้าเธอ ดุจดังคลื่นทะเลถาโถม หนักมากเสียจน เรือพิธีการเริ่มจมลง ผืนน้ำโดยรอบถูกดันออก
ในความเงียบสงัด ลูเมี่ยนเห็นผืนน้ำโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นขุนเขาสีครามกึ่งโปร่งใส ก้มมองลงมาทางตนกับคนอื่นๆ ที่กำลังดิ่งสู่ก้นทะเล เปรียบประหนึ่งผนังของบ่อน้ำลึก ซึ่งปากบ่อที่ประกอบขึ้นจากผนังเหล่านี้ ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที
…………
สี่ชั่วโมงก่อนหน้า ณ ขอบน่านน้ำที่มีหมอกลอยฟุ้ง
นอร์ฟีกล่าวแก่ชาเนมว่า
“ต่อจากนี้ต้องเชื่อฟังฉันอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง”
“ได้” ชาเนมพยักหน้า “แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราต้องสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาเสียก่อน”
ใบหน้าของเขาค่อยๆ เผยรอยยิ้ม
“สื่อสารอะไร?” บาร์ทเนอร์ที่อยู่ข้างนอร์ฟี ถามด้วยความสงสัย
ชาเนมหยิบขวดโลหะใบเล็กออกมา มองไปทางนอร์ฟีแล้วกล่าวว่า
“นี่คือยาที่ทำให้ผู้คนพูดความจริง ผมอยากรู้ว่าคุณยังมีพรรคพวกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ หากมี พวกเขาคือผู้ใด”
“วางใจเถิด มันไม่ใช่ยาพิษ”
ชาเนมเปิดฝาขวด ดื่มเข้าไปหนึ่งอึกก่อนเพื่อแสดงความจริงใจ
นอร์ฟีพลันเงียบลง
นอร์ฟีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับขวดโลหะเล็กนั้นมา แล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่
ชาเนมเก็บขวดกลับมาด้วยความเสียดาย แล้วรอคอยอย่างอดทนให้ยาออกฤทธิ์
……………………………………………………..