ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 578 หุ่นเชิด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 578 หุ่นเชิด
ตอนที่ 578 หุ่นเชิด
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ผนังที่กั้นระหว่างห้องชุดสองห้อง และผนังที่หันหน้าสู่โถงทางเดิน ต่างก็พังทลายลงพร้อมกัน แรงระเบิดกระแทกทั้งเครื่องเรือนใกล้เคียง เพดานเหนือศีรษะ พื้นใต้เท้า และห้องฝั่งตรงข้าม ทำให้ทั้งหมดถูกเปลวเพลิงอันโชติช่วงกลืนกินในพริบตา
โชคดีที่จินนามิได้ใช้วัตถุระเบิดทั้งหมดในมือ ไม่อย่างนั้นชั้น 5 และ 4 ของโรงแรมโซโลว์คงพังถล่มลงมาทั้งหมด แต่ถึงกระนั้น หลังคาก็ยังยุบลงมาบางส่วน พื้นห้องยิ่งพังราบคาบ ใจกลางจุดระเบิดถึงกับทะลุลงไปจนมองเห็นชั้นล่าง
เมื่อผนังห้องฝั่งตรงข้ามโถงทางเดินพังทลาย คลื่นแรงระเบิดก็พัดพาเศษอิฐและไม้กระหน่ำใส่ร่างของจอร์เจีย ทำให้แผ่นหลังของคุณนายรายนี้ยุบลง กะโหลกศีรษะแตกร้าว โลหิตสีแดงฉานไหลทะลัก ในชั่วขณะนั้น ลูกาโนหลุดพ้นจากภวังค์ที่ความคิดหยุดชะงัก เป็นอิสระจากภาวะร่างกายแข็งทื่อ กลับคืนสู่สติสัมปชัญญะ
ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นปราด ร่างถูกคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่งที่เจือปนด้วยเปลวเพลิงกับเศษอิฐเศษไม้ ซัดกระเด็นลอยละลิ่ว
หากมิใช่เพราะมีร่างของจอร์เจียเป็นโล่กำบังเบื้องหน้า และหากมิใช่เพราะร่างกายของ ‘นักเพาะปลูก’ นั้นแข็งแกร่งไม่ธรรมดา เขาคงบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย ไม่ก็แขนขาถูกฉีกกระจุย หรือไม่ก็จุดสำคัญถูกกระทบกระเทือน แม้กระนั้น บัดนี้ร่างของเขาก็ยังปูดบวมเลือดอาบ กระดูกหักไปหลายท่อน เกือบจะสลบไสลไปต่อหน้าต่อตา
ส่วนลุดวิกนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดได้นำอาหารของตนมุดเข้าไปใต้โต๊ะแล้ว อาศัยความได้เปรียบด้านระยะห่าง กอปรกับความช่วยเหลือจาก ‘กำบัง’ จึงเพียงแค่ถูกโต๊ะที่พังทลาย ทับลงมาใส่ร่างเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน จินนากับอ็องโตนี ต่างก็วิ่งออกจากห้องน้ำในห้องนอนหลัก สายตาจับจ้องไปยังห้องฝั่งตรงข้ามที่ผนังพังทลาย ควันคลุ้งกระจายไปทั่ว
พวกเขาเห็นร่างหนึ่งอย่างคลุมเครือท่ามกลางม่านควัน
ใบหน้าดูคล้ายกับรูวิโอ·ปาโก ยืนอยู่เคียงข้างเก้าอี้เอนหลังที่ล้มคว่ำ
โลกิ! จินนาไม่รีรอ ระดมพลังบีบอัดเปลวเพลิงสีดำอันเลือนราง แล้วพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย
อ็องโตนี·รีด ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเยื้องกับเธอ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง ม่านตาหดเป็นแนวตั้ง เตรียมจะล็อกเป้า ‘โลกิ’ เพื่อใช้พลัง ‘ก่อโรคประสาท’ เล่นงานอีกฝ่าย หวังให้เหยื่อจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์อันปั่นป่วน ไม่อาจคิดอ่านหรือรับมือได้อย่างมีสติ
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง เบื้องหน้าของอ็องโตนีกับจินนาพลันมืดมิด ร่างของ ‘โลกิ’ หายวับไปจากสายตา
ทันใดนั้น พวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เบื้องบนไร้ซึ่งท้องฟ้าครามและเมฆขาว เบื้องล่างปราศจากผืนดินอันมั่นคง รอบด้านมีเพียงความมืดมิด ประดับประดาด้วยความเจิดจรัสสุกสกาว ดุจดังดวงดาวนับพัน
นภาดาวไร้สรรพสิ่ง!
นี่คือมายาภาพกึ่งจริงกึ่งลวงที่ ‘บุตรแห่งทะเล’ สามารถสร้างขึ้นได้เมื่อบรรลุถึงระดับหนึ่ง
ถัดมา ปรากฏเบื้องหน้าจินนากับอ็องโตนีคือสตรีนางหนึ่ง สวมหมวกอ่อนสีดำ มีริ้วรอยบางๆ ตรงหางตา แต่งกายในชุดของหญิงหม้าย
มาร์ตา!
เธอคือย่าเฒ่าแห่งตระกูลปาโก บัดนี้กลายเป็นหุ่นเชิดของ ‘โลกิ’ เสียแล้ว เมื่อครู่นี้ซ่อนตัวอยู่ในห้องเดียวกับ ‘โลกิ’
หากมีเวลาเตรียมตัวเพียงพอ ‘โลกิ’ จะออกโรง ‘แสดง’ โดยไม่พา ‘หุ่นเชิด’ ติดตัวได้อย่างไร? เขามีหุ่นกลสองตัวที่ทรงพลังอย่างน่าพิศวง นี่คือหนึ่งในนั้น อีกตัวก็ซุกซ่อนอยู่ในเงามืด ส่วนโควตาที่เหลือถูกเก็บไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า พร้อมใช้แล้วทิ้ง หรือเปลี่ยนใหม่เมื่อควบคุมศัตรูได้
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่เขาสวมบทบาทเป็นรูวิโอ·ปาโก พามาดามมาร์ตาไปพบ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ย่าเฒ่าแห่งตระกูลปาโกผู้นี้ก็เป็นหุ่นเชิดอยู่แล้ว เขาจึงต้องติดตามไปด้วย ไม่อาจปล่อยให้หุ่นเชิดหลุดพ้นจากขอบเขตการควบคุมได้
ลูกาโนพบว่า สาเหตุแท้จริงที่มาดามมาร์ตาดูเหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเพราะแก่นแท้ของหุ่นเชิดเปรียบเสมือนคนตาย เคลื่อนไหวได้ด้วยการพึ่งพา ‘นักเชิดหุ่น’ ควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ เท่านั้น ไม่อาจแสดง ‘ชีวิตชีวา’ ออกมาได้เอง ในสายตาของ ‘แพทย์’ ลำดับ 8 แล้ว สภาพนี้ดูคล้ายกับการบาดเจ็บรุนแรง
หากลูเมี่ยนไม่ได้สงวนพลัง ‘อ่านดวงชะตา’ เอาไว้ตลอดเวลา จนใช้งานได้ไม่ชำนาญ เขาก็คงจะสังเกตเห็นว่าโชคชะตาของมาดามมาร์ตานั้นผิดปกติ ไม่ต่างจากคนตายผู้เงียบงัน
มาร์ตาเจ้าของรอยยิ้มบางเบาประดับใบหน้า ยกมือขวาขึ้น ที่ปลายนิ้วมีแสงสีเขียวอมเทาเปล่งประกายวูบวาบ
แสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พุ่งฉิวไปยังจินนาในพริบตา
จินนาได้ฟังลูเมี่ยนเล่าถึงพลังของผู้สืบเชื้อสายมหาสมุทรมาก่อน พอเห็นแสงสีเขียวอมเทานั้น เธอก็กลิ้งตัวหลบในห้วง ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’ ทันที อ็องโตนีก็เช่นกัน — เขาไม่ได้ใช้ ‘ก่อโรคประสาท’ กับมาร์ตา เพราะหุ่นเชิดที่แท้จริงแล้วคือคนตาย ย่อมไม่อาจเกิดอาการประสาทได้
ในวินาทีถัดมา ทั้งสองพลันรู้สึกถึงความหนักอึ้ง ร่างพลันดำดิ่งลงในห้วงนภาดาวอันว่างเปล่า ยิ่งตกก็ยิ่งเร็ว สัมผัสได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนักที่ฟรังก้าเคยเอ่ยถึงเป็นครั้งคราว
เพียงชั่วพริบตา จินนากับอ็องโตนีก็ได้เหยียบย่ำลงบนพื้น ทรงตัวได้อย่างมั่นคง ทว่ามาร์ตากลับหายวับไปอย่างไรร่องรอย ขณะที่นภาดาวไร้สรรพสิ่งกำลังแตกสลายทีละน้อย
แท้จริงแล้ว พวกเขายังคงอยู่ในโรงแรมโซโลว์ เพียงแต่ตกจากชั้น 5 ลงมาชั้น 4 เท่านั้น
สาเหตุก็เพราะ ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’ ในระดับกลางถึงต่ำนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกับภาพลวงตามากกว่า รอบด้านจะมีสิ่งกีดขวางคล้าย ‘กำแพงวิญญาณ’ เมื่อทั้งสองจมดิ่งลงไปในนั้น ร่างกายที่แท้จริงยังคงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ขณะที่กลิ้งตัวหลบหลีก มาร์ตาได้ใช้พลังที่มองไม่เห็นผลักพวกเขาอย่างแรง จนร่วงลงไปในช่องโหว่บนพื้นซึ่งเกิดจากแรงระเบิดเมื่อครู่
จินนาไม่รีรอ วิ่งเหยาะๆ สองสามก้าวเพื่อเร่งความเร็ว แล้วถีบกำแพงปีนขึ้นไป จากนั้นก็เกาะขอบรอยแตกพลิกตัวกลับขึ้นสู่ชั้น 5 ณ จุดเกิดเหตุระเบิด
เธอเห็นลูกาโนกำลังรักษาบาดแผลของตน เห็นว่าในห้องฝั่งตรงข้ามนั้น ‘โลกิ’ กับมาดามมาร์ตาต่างหายวับไปแล้ว
ลุดวิกที่เดิมซุกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะอาหาร ก็หายไปด้วยเช่นกัน!
ณ ถนนอไควนัส ท่ามกลางงานเทศกาลพื้นเมืองอันคึกคัก
‘โลกิ’ ผู้แปลงกายเป็นคนธรรมดาไร้ลักษณะเด่น กำลังอุ้มลุดวิกที่ ‘หลับใหล’ ฝ่าฝูงชนไป
หุ่นเชิดอีกตัวของเขาคือ ‘ผู้สวดวิญญาณ’ แห่งเส้นทาง ‘รัตติกาล’ ซ่อนตัวอยู่อีกด้านของห้องชุดลูเมี่ยนตลอดเวลา รอคอยโอกาสที่จะสร้างอิทธิพลต่อเป้าหมาย
แรกเริ่ม ‘โลกิ’ เพียงส่ง ‘หุ่นเชิดชั่วคราว’ จอร์เจียไปจัดการกับลูกาโนก่อน ส่วนตนเองก็เข้าควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของ ‘แพทย์’ คนดังกล่าว มิได้ส่งหุ่นเชิดที่ทรงพลังกว่าออกโรงในทันที หาใช่เพราะเกรงจะปลุก ‘เป้าหมาย’ อย่างลุดวิกให้ตื่นตัวไม่ หากแต่เขาหวั่นวิตกว่า อาจมีศัตรูแฝงกายซุ่มซ่อนอยู่ ด้วยในโรงแรมยังคงมีแขกหลายรายที่มิได้ออกไปร่วมงานเฉลิมฉลองในพิธีบูชาทะเล อีกทั้งห้องถัดไปจากเป้าหมาย ก็มีคู่รักคู่หนึ่งกลับมาก่อนเวลาอาหารกลางวัน ในจังหวะใกล้เคียงกับ ‘เป้าหมาย’ พอดิบพอดี
อีกประการหนึ่ง พิธีเลื่อนลำดับของ ‘นักเชิดหุ่น’ จำต้องมีการแสดงอันยิ่งใหญ่ ต้องเป็นละครที่อลังการและลุ่มลึก การลอบสังหารอย่างเงียบเชียบ ไร้ความวุ่นวาย และขาดผู้ชมเพียงพอนั้น ย่อมไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
ด้วยเหตุนี้ ‘โลกิ’ จึงจงใจมุ่งเป้าไปที่ลูกาโนก่อน หากไม่มีศัตรูอื่นซุ่มซ่อนอยู่ ก็เท่ากับได้รับหุ่นเชิดเพิ่มหนึ่งตัว แต่หากมี ก็จะเป็นการล่อให้ทุกคนออกมา ลวงมาทางฝั่งของตน โดยแอบใช้หุ่นเชิดอีกตัว ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในห้องข้างเคียง คอยควบคุมเป้าหมายอย่างแนบเนียน
เขาทราบดีว่า นี่คือครึ่งเทพที่ถูกผนึก แม้จะมิอาจสำแดงอานุภาพได้เต็มที่ แต่แก่นแท้ย่อมไม่แปรเปลี่ยน ทั้งยังสามารถต่อต้านอิทธิพลได้หลายระดับ ถึงกระนั้น เขาก็เชื่อมั่นว่า ‘การบังคับให้หลับใหล’ ด้วยพลังเส้นทาง ‘รัตติกาล’ จะยังคงได้ผล — ในเมื่อครึ่งเทพผู้ถูกผนึกรายนี้ ยังคงแสดงออกถึงอาการอ่อนเพลีย ความหิวโหย อยากพักผ่อน ต้องกินอาหาร และต้องนอนหลับดั่งเด็กน้อยทั่วไป นั่นย่อมแสดงว่า ตราผนึกได้ส่งผลในแง่มุมที่เกี่ยวข้อง จนมีสภาพไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาในด้านเหล่านี้ อย่างมากก็แค่ตื่นตัวได้เร็วกว่า และต้องการเวลาพักผ่อนน้อยกว่าเท่านั้น
เพียงไม่กี่วินาทีก็เพียงพอสำหรับ ‘โลกิ’ แล้ว สำหรับการพาเป้าหมายเคลื่อนย้ายตำแหน่ง ซุกซ่อนตัว แล้วพยายามควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของอีกฝ่าย
หุ่นเชิดทั้งสองของเขาจะแยกย้ายกันลงมือ คอยชักจูงเหล่าศัตรูและบรรดานักบวชแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณีที่รุดมาถึง พาทุกคนวนเวียนอยู่ในรัศมีร้อยกว่าเมตร เพื่อแสดงละครตามบทบาทที่กำหนดไว้
เมื่อถึงเวลาอันควร เหล่าศัตรูก็จะสามารถระบุตำแหน่งซ่อนตัวของเขาได้จากเส้นทางของหุ่นเชิด แล้วทุกคนก็จะไล่ตามมาด้วยความยินดีระคนคาดหวัง ทว่าสิ่งที่รอคอยอยู่กลับเป็นหุ่นเชิดระดับครึ่งเทพ ซึ่งจะนำมาซึ่งบทสรุปอันน่าสยดสยองและโหดร้าย
ภายใต้สายตาของผู้คนโดยรอบ ม่านแห่งละครอันเลอโฉมนี้ก็จะปิดฉากลง ‘โลกิ’ ก็จะดื่มโอสถ เลื่อนไปสู่ลำดับ 4
กลายเป็น ‘จอมเวทพิสดาร’ ในที่สุด!
…………
ณ เรือพิธีการประดับดอกไม้ ภายใน ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’ ของลาโต้·กียาโร
สิ่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพลังที่คล้ายคลึงกันในระดับกลางถึงต่ำ มันทั้งเป็นภาพลวงตา และเป็นมิติต่างภพอันเปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งผู้คนอาจหลงทางได้ คล้ายกับการผสมผสานระหว่าง ‘ขวดเสกสรร’ และมายากลลวงตา
ก้อนเลือดเนื้อเหนียวหนืดที่ลูเมี่ยนอาเจียนออกมาตรงหน้านั้น บิดเบี้ยวในพริบตา ยืดตัวแล้วพองขึ้นกลายเป็นร่างมนุษย์
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อคลุมสีเลือด คลุมศีรษะด้วยฮู้ดสีเลือด ใบหน้าถูกเงามืดบดบัง
ไม่ใช่ใครนอกจากมิสเตอร์ K แห่ง ‘ชุมนุมแสงเหนือ’
เพื่อรับมือกับแผนการของ ‘วันเอพริลฟูล’ ลูเมี่ยนเลือกใช้กลยุทธ์ข่มขวัญด้วยอำนาจ ผสานพลังอันเกรียงไกรและการวางกลอุบายอย่างแยบยล เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
แผนนี้มีความยืดหยุ่นสูง ตราบใดที่ ‘วันเอพริลฟูล’ ไม่มีผู้ช่วยระดับเทวทูต หรือไม่มีกำลังรบระดับนักบุญสามคนขึ้นไป แม้เด็กหนุ่มจะคาดการณ์ผิดพลาดบ้าง ก็ยังสามารถควบคุมสมาชิกหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ ได้อย่างน้อยหนึ่งถึงสองคน
ด้วยเหตุนี้ ทางฟรังก้าจึงได้เชิญ ‘เฮล่า’ กับ ‘แกนดาล์ฟ’ มา ส่วนนิกายอุดมสมบูรณ์ก็ได้รายงานขึ้นไปแล้ว ปีนี้จะต้องมีนักบุญหนึ่งท่านมาประจำการที่ท่าเรือซานตาอย่างแน่นอน เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝันในพิธีบูชาทะเลอีก ส่วนทางด้าน ‘ชุมนุมทาโรต์’ นั้น มีผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่สองท่านมาถึงบริเวณใกล้เคียงแล้ว จนกระทั่งสมาชิกหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ มั่นใจว่าปราศจากอันตราย จนไม่มีใครถอนตัวก่อนกำหมด ทุกคนเรียงหน้ากันโผล่หัวออกมา มาดามเมจิกเชี่ยน ผู้เป็น ‘เทวทูตดารา’ ก็จะข้ามผ่านระยะทางอันไกลโพ้น เสด็จเยือนลงมาโดยตรง!
เพื่อความแน่ใจยิ่งขึ้น ลูเมี่ยนถึงกับใช้นิ้วของมิสเตอร์ K ให้เขามาถึงท่าเรือซานตา ใช้พลังของ ‘บิชอปกุหลาบ’ แปรร่างเป็นก้อนเนื้อเลือด ซุกซ่อนในกระเพาะของตน เพื่อแฝงตัวขึ้นเรือประดับดอกไม้
มิสเตอร์ K เงยหน้าขึ้น ดวงตาลึกล้ำพลันเลือนรางวูบไหว ราวกับซ่อนประตูบานแล้วบานเล่าไว้เบื้องหลัง
เขากวาดตามองรอบ ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’ อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็พบเส้นทางออกจากที่นี่
“ตามผมมา” เขาเอ่ยกับลูเมี่ยนด้วยเสียงแหบพร่า
ลูเมี่ยนพยักหน้า ล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ที่เหมือนถุงเหรียญ หยิบถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ออกมา เตรียมพร้อมที่จะสวมใส่
หากต่อจากนี้ พวกแกยังมีไม้ตายซุกซ่อน หรือเหล่ายอดฝีมือไม่อาจปรากฏกายได้ทันการ ฉันก็จะอัญเชิญสายพระเนตรแห่งเทพมารลงมา กวนน้ำให้ขุ่น ให้พวกเราทั้งหมดต้องเผชิญวิกฤตร่วมกัน อย่าหวังว่าผู้ใดจะได้หนีรอดไปก่อน!
……………………………………………………..