ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 582 วิธีหาคนอย่างมีประสิทธิภาพ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 582 วิธีหาคนอย่างมีประสิทธิภาพ
ตอนที่ 582 วิธีหาคนอย่างมีประสิทธิภาพ
ณ เมืองท่าซานตา ในเขตตัวเมือง
‘โลกิ’ พาร่างของลุดวิกที่ ‘หลับใหล’ เข้าไปซ่อนตัวในห้องเช่าที่ตนปลอมตัวมาเช่าไว้ล่วงหน้าหลายวัน แล้วเริ่มควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของครึ่งเทพผู้ถูกผนึกรายนี้
ส่วนหุ่นเชิดทั้งสองของเขา ก็แฝงตัวอยู่ในงานเฉลิมฉลอง ปะปนอยู่กับฝูงชนที่สัญจรไปมาในรัศมีหนึ่งถึงสองร้อยเมตรโดยมีตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลาง รอคอยที่จะถูกค้นพบโดยสหายของลูเมี่ยน·ลีและเหล่านักบวชแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณี
นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ ‘นักเชิดหุ่น’ ยังไม่สามารถให้หุ่นเชิดใช้พลัง ‘ผู้ไร้หน้า’ ของตนได้ อีกทั้งสมบัติวิเศษของเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ก็อยู่กับ ‘กวีเร่ร่อน’ หรือ ‘นังบ้า’
ณ โรงแรมโซโลว์ ในห้องชุดที่พังทลายไปเกือบครึ่ง จินนากับอ็องโตนีได้พบกับแม่ชีนักรบโนเอเลียและลูกทีมที่เร่งรุดมาถึง
ก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนได้แอบพาจินนากับอ็องโตนีที่แปลงโฉม ไปพบโนเอเลียอย่างลับๆ แล้ว ดังนั้น เมื่อพวกเขาเจอกัน จึงไม่มีการซักถามหรือจับกุมโดยไม่จำเป็น เพียงแต่ตรวจสอบยืนยันตัวตนของกันและกันอย่างรอบคอบเท่านั้น
“รูวิโอ·ปาโกเป็นตัวปลอม เป็น ‘นักเชิดหุ่น’ ที่แปลงโฉมมา เขาได้ลักพาตัวลูกบุญธรรมของหลุยส์·แบรีไป โดยมีหุ่นเชิดคอยสนับสนุนอยู่สองตัว ตัวหนึ่งคือย่าเฒ่ามาร์ตา นายหญิงแห่งตระกูลปาโก ส่วนอีกตัวหนึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครและมีความสามารถอะไร” จินนาสรุปเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างกระชับ
เธอเชื่อว่าผู้คนในนิกายอุดมสมบูรณ์คงรู้ดีว่า ‘นักเชิดหุ่น’ หมายถึงอะไร โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายมากความ เพราะหน้าที่หลักประการหนึ่งของพวกเธอก็คือ การป้องกันสาธารณรัฐอินทิสทางเหนือ ซึ่งผู้วิเศษทางการของ ‘หน่วยแปด’ แห่งสาธารณรัฐอินทิสนั้น มีไม่น้อยที่อยู่ในเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องเคยปะทะกันบ่อยครั้ง
“นักเชิดหุ่น…” เป็นไปดังคาด เพียงแค่ได้ยินชื่อลำดับนี้ โนเอเลียก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็นสายลับที่อินทิสส่งมาขัดขวางพิธีบูชาทะเลหรือ?”
“มันคือคนทรยศจากหน่วยแปดของอินทิส” เมื่อเทียบกับลูเมี่ยน จินนามีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอินทิสอย่างชัดเจน จึงอดไม่ได้ที่จะชี้แจง
โนเอเลียเข้าใจดีว่าเวลามีจำกัด ไม่อาจสนทนาในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง จึงถามตรงประเด็นสำคัญที่สุด
“เหตุใดจึงลักพาลูกบุญธรรมของหลุยส์·แบรีไปเป็นตัวประกันล่ะ? หรือว่าตัวเขาเองก็มีความพิเศษบางอย่าง?”
จินนาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเผยข้อมูลอันจำกัดที่ตนเพิ่งได้รับรู้มาไม่นาน
“‘โลกิ’ ต้องใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนเขาให้เป็นหุ่นเชิดได้ ไม่ใช่แค่ไม่กี่นาที”
ครึ่งเทพ? ครึ่งเทพที่ถูกผนึก? เด็กน้อยที่กินจุนั่น เป็นครึ่งเทพที่ถูกผนึกหรือ? โนเอเลียอ้าปากค้าง ทั้งประหลาดใจทั้งตกตะลึง แทบจะสงสัยว่าหูของตนมีปัญหาหรือไม่
ลูกบุญธรรมในนามของหลุยส์·แบรี นักผจญภัยคนดังนั่น กลับเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพที่ถูกผนึกอยู่?
เขามีที่มาเช่นไรกันแน่ เหตุใดจึงพาสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพที่ถูกผนึกเที่ยวเร่ร่อนไปทั่ว?
อีกทั้ง เมื่อไม่นานมานี้ ท่าเรือซานตาเพิ่งมีสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ระดับ ‘1’ มาปรากฏตัว ซึ่งก็เทียบเท่ากับสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพที่ถูกผนึก ทุกคนค้นหามานานแล้วก็ยังไม่พบร่องรอย
หากไม่ใช่เพราะลักษณะภายนอก เพศ และวัยไม่ตรงกัน โนเอเลียคงสงสัยว่าลุดวิกนั้น คือสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ที่ ‘หายไป’ จากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส
ยามนี้ มีเพียงความคิดประหลาดแวบหนึ่งแล่นผ่านสมองของเธอ
แฟชั่นปีนี้คือ การพาสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพที่ถูกผนึกออกไปเที่ยวเล่นหรืออย่างไร?
รวบรวมสติ โนเอเลียรีบสั่งการแก่เหล่าสมาชิกในทีมที่ติดตามเธอทันที
“ซีมิลี เธอรีบกลับไปแจ้งอาร์ชบิชอปที่อาราม ให้ท่านส่งกำลังคนทั้งหมดที่สามารถระดมได้ กระจายตัวทั่วเมือง ต้องหาให้พบโดยเร็วที่สุด อา…ทั้งมาดามมาร์ตาและลุดวิก ลูกบุญธรรมของหลุยส์·แบรี”
“เมื่อพบตัวแล้ว เว้นแต่สถานการณ์จะคับขันเป็นพิเศษ อย่าเพิ่งลงมือโดยพลการ ให้รายงานก่อนแล้วรอการสนับสนุน”
โดยคำนึงว่า ‘นักเชิดหุ่น’ ผู้นั้นอาจเปลี่ยนโฉมหน้าและส่วนสูงไปแล้ว อีกทั้งหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งก็ยังไม่ทราบตัวตนและหน้าตา ดังนั้นโนเอเลียจึงให้ความสำคัญในการค้นหาไปที่มาดามมาร์ตา ผู้กลายเป็นหุ่นเชิด และลุดวิกที่ถูกลักพาตัวไป
“ค่ะ หัวหน้า!” ซีมิลีเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน เพื่อประหยัดเวลา เธอกระโจนออกทางหน้าต่างกระจกที่แตกละเอียด อาศัยกระเบื้องหินและไม้ที่ยื่นออกมาจากผนังด้านนอก ร่อนลงจากชั้น 5 สู่ท้องถนน
อาร์ชบิชอปที่โนเอเลียกล่าวถึง คือผู้ปกครองอารามในท้องถิ่น รับผิดชอบดูแลนักบวชของนิกายอุดมสมบูรณ์ในเมืองท่าซานตา — ฐานที่มั่นใหญ่ของนิกายอุดมสมบูรณ์อยู่ที่โตเลย์ เมืองหลวงของแคว้นกายา
ซีมิลีเพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว จินนา อ็องโตนี โนเอเลีย และคนอื่นๆ ที่กำลังจะออกค้นหาตามถนนใกล้เคียง ก็เห็นนกยักษ์ตัวหนึ่งบินมาบนท้องฟ้า
นกยักษ์ตัวนั้นมีสีเทาดำทั้งตัว ขนแข็งกระด้าง ขาดความนุ่มนวลอ่อนโยน ดวงตาเหมือนทับทิมสองเม็ดที่ฝังลงไป
เพียงแค่กระพือปีกครั้งเดียว นกยักษ์สีเทาดำก็บินมาถึงด้านหน้าผนังชั้น 5 ของโรงแรมโซโลว์ที่พังทลายไปกว่าครึ่ง
จินนากับอ็องโตนีจึงได้พบว่า นกยักษ์สีเทาดำนั้น แท้จริงแล้วเป็นรูปสลักหิน หนักอึ้ง ใหญ่โต แข็งแกร่ง แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันเบ่งบาน
บนหลังของนกยักษ์สีเทาดำที่มีขนทุกเส้นประณีตงดงามราวกับของจริง สตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีน้ำตาลของนักบวชกำลังยืนเด่นสง่า
เธอสวมหมวกแม่ชีที่มีลวดลายรวงข้าว อายุราวสามสิบกว่า แต่เปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งมารดา ราวกับเคยเลี้ยงดูบุตรมาแล้วหลายคน
นักบวชเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีน้ำตาล บุคลิกผู้ใหญ่เต็มตัว และใบหน้างดงามผู้นี้ ทอดสายตามองไปยังโนเอเลีย กล่าวอย่างกระชับได้ใจความว่า
“สถานการณ์โดยละเอียด”
โนเอเลียรีบทวนคำพูดของจินนาเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว จากนั้นแยกขาเล็กน้อย ยกสองมือขึ้นสูงพลางเอ่ยว่า
“ธรณีจงเจริญ พระแม่แห่งสรรพสิ่งจงเจริญ!”
นักบวชผู้มาเยือนนี้ คืออาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลกายาของศาสนจักรพระแม่ธรณี นามว่าอากริปปินา
อากริปปินาพยักหน้าแผ่วเบาแล้วกล่าว
“ฉันรู้จักมาร์ตาแห่งตระกูลปาโก ไม่คิดว่าเธอจะต้องจากไปแบบนี้ อนิจจา ขอพระแม่ธรณีทรงโอบอุ้มดวงวิญญาณของเธอ ขอให้ดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของเธอ ได้ผลิบานอีกครั้งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิหน้า”
อาร์ชบิชอปผู้นี้ขยับเท้าขวาแผ่วเบา ส่งสัญญาณให้นกยักษ์หินสีเทาดำ
นกหินที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันเบ่งบานนั้น กระพือปีกในทันที บินขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายสิบเมตร
อากริปปินารีบยื่นมือขวาออกไป โปรยเมล็ดพันธุ์สีดำสนิทขนาดเท่าเมล็ดข้าวลงเบื้องล่าง
พรึ่บ! ฝูงนกทะเลหัวขาวบินมาจากท่าเรือ บดบังท้องฟ้าด้วยร่างอันมากมาย ต่างคาบเมล็ดพันธุ์คนละเม็ด แล้วบินกระจายออกไปทั่วสารทิศ
พวกมันโฉบเฉี่ยวอยู่ในรัศมีวงกลมสามร้อยเมตร
ชาวเมืองซานตาที่กำลังเฉลิมฉลองอยู่เบื้องล่าง เห็นภาพนั้นแล้วคิดว่าฝูงนกทะเลมาร่วมยินดีกับความสำเร็จของพิธีบูชาทะเล ต่างเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี
ผ่านไปสองสามนาที หนึ่งในแม่ชีนักรบที่แยกย้ายออกไปก็พบเห็นคุณนายมาร์ตา หุ่นเชิดตัวนั้นซุกซ่อนอยู่อีกฟากของถนนอไควนัส
อากริปปินาผู้ได้รับแจ้งข่าว เอียงศีรษะมองไปยังจุดหนึ่งกลางอากาศ
ในชั่วพริบตา ฝูงนกทะเลหัวขาวต่างทิ้งเมล็ดพันธุ์ขนาดเท่าเมล็ดข้าวที่คาบไว้ลงมา
อากริปปินาละสายตากลับมา ไขว้แขนทั้งสองไว้เหนืออก
ทันใดนั้น เมล็ดพันธุ์ทุกเม็ดที่ร่วงสู่พื้นก็แตกหน่อ เติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเถาวัลย์สีเขียวเข้มขนาดมหึมา
ในขณะเดียวกัน จินนา อ็องโตนี โนเอเลีย และคณะที่กำลังสืบหาร่องรอยของลุดวิกกับ ‘โลกิ’ อยู่บนถนน ต่างเห็นท้องฟ้าเบื้องบนพลันมืดมิด ราวกับราตรีกาลมาเยือนก่อนกำหนดนานนัก หรือดั่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาบดบังแสงอาทิตย์ไว้
ในความพร่าเลือน พวกเขารู้สึกถึงปีกมหึมาสีดำสนิท ปกคลุมด้วยเยื่อบาง ราวกับเป็นภาพลวงตา
ในวินาทีถัดมา ท่ามกลาง ‘ราตรี’ นั้น พระจันทร์เต็มดวงสีชาดค่อยๆ ทอแสงขึ้น ลอยเด่นอยู่บนนภา ภายในนั้นราวกับมีเงาร่างผอมสูงกำลังย่างก้าวมาอย่างช้าๆ
แสงจันทร์สีชาดโปรยปรายลงมาทั่วบริเวณที่ถูกล้อมด้วยเถาวัลย์สีเขียวเข้ม ทำเอาชาวเมืองทั้งหมดต่างตะลึงงันราวกับรูปสลัก
เถาวัลย์สีเขียวเข้มได้รับการหล่อเลี้ยงจากแสงจันทร์ เติบโตอย่างบ้าคลั่งรวดเร็ว ไม่นานนักก็กลายเป็น ‘ป่า’ ปกคลุมทั่วถนนหลายสายที่มีถนนอไควนัสเป็นศูนย์กลาง
ในทั่วทุกหนแห่งของ ‘ป่า’ นี้ ดอกไม้สีแดงเข้มผลิบานอย่างหนาแน่น
ดอกไม้แต่ละดอกแผ่กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ผสานรวมกัน ทำให้กลิ่นค่อยๆ เข้มข้นขึ้น
ชาวเมืองท่าซานตา รวมถึงเหล่าหนูกับตัวเรือดในบริเวณนั้น ซึ่งได้สูดดมกลิ่นหอมนี้เข้าไป ต่างมึนงงสับสน โซเซและล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนระทวย
บัดซบ! จินนารู้ดีว่านี่คือวิธีลงมือของอาร์ชบิชอปอากริปปินาแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณี ซึ่งใช้การโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายเพื่อครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาและควบคุมตัว ‘โลกิ’ แต่ในใจก็อดสบถด้วยสัญชาตญาณไม่ได้
แก๊สที่ทำให้คนมึนงงนี้ ปลุกความทรงจำอันเลวร้ายของเธอ
ครั้งหนึ่ง เธอเกือบถูกไอ้วิปริตจากสมาคมเสียวซ่านใช้แก๊สคล้ายกันนี้ข่มขืน
แม้กลิ่นจะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างกันมากนัก ท่ามกลางแก๊สที่แพร่กระจายไปทั่ว ศีรษะของเธอเริ่มมึนงง ร่างกายรู้สึกไม่สบาย
เธอเป็นเช่นนี้ อ็องโตนีกับโนเอเลียก็ไม่ต่างกัน คนหนึ่งมีเกล็ดคล้ายมังกรปรากฏบนผิวหนัง อีกคนพยายามกลั้นหายใจสุดกำลัง
ในขณะนั้น นกทะเลหัวขาวสามตัวบินลงมาจากท้องฟ้า แต่ละตัวคาบขวดยาโลหะ โฉบวนเวียนอยู่เบื้องหน้าจินนาและคณะ
โนเอเลียเหลือบมองอาร์ชบิชอปอากริปปินาที่อยู่กลางอากาศ ได้รับการพยักหน้าตอบรับ เธอจึงไม่ลังเลอีกต่อไป รับขวดยาจากอุ้งเท้านกทะเลหัวขาวตัวหนึ่ง แล้วดื่มรวดเดียวหมดขวด
เธอฟื้นคืนสติอย่างรวดเร็ว ไม่ถูกแก๊สมึนเมาที่แพร่กระจายอยู่รอบๆ รบกวนอีกต่อไป
จินนากับอ็องโตนีเห็นดังนั้น จึงรับขวดยาโลหะมา แล้วดื่มยาที่มีรสเปรี้ยวเล็กน้อยจนหมด
พวกเขาไม่รู้สึกมึนศีรษะและอ่อนเพลียอีกแล้ว
นกทะเลหัวขาวทั้งสามตัวหมดเรี่ยวแรงจะบิน จึงร่วงลงข้างทางตามลำดับ และผล็อยหลับไป
ในยามนี้ ภายในอาณาบริเวณที่ถูกล้อมด้วย ‘ป่า’ เถาวัลย์สีเขียวเข้ม เหลือเพียงหุ่นเชิดที่ไม่หวั่นเกรงต่อก๊าซมึนเมายังคงยืนอยู่ได้ เผยให้เห็นการมีอยู่ของมันในทันที
ในห้องพักที่เช่าไว้ล่วงหน้า ‘โลกิ’ ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า การควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของครึ่งเทพที่ถูกผนึกนั้น ยากเย็นแสนเข็ญกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก
มิใช่เรื่องที่จะจัดการได้ในสิบนาทีหรือสิบกว่านาที ตามการคาดคะเนเบื้องต้นของเขา อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง!
ด้วยเวลาเท่านี้ นิกาย ‘พระแม่ธรณี’ ย่อมสามารถพลิกค้นทุกซอกทุกมุมของถนนได้อย่างทั่วถึง!
เมื่อแก๊สมึนเมาอันเกิดจากเถาวัลย์สีเขียวเข้มและดอกไม้สีแดงเข้ม แทรกซึมเข้ามาในห้อง ปฏิกิริยาแรกของ ‘โลกิ’ คือการสร้าง ‘หลอดดูดอากาศ’ ยาวเกือบสามสิบเมตร ยื่นขึ้นไปบนฟ้าเพื่อหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกความคิดในทันที
บางทีครึ่งเทพแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณีอาจกำลังรอคอยร่องรอยเช่นนี้ เพื่อระบุตำแหน่งของตน!
ยิ่งไปกว่านั้น ‘โลกิ’ ยังพบว่า บนนภาเบื้องบนมิได้มีครึ่งเทพเพียงองค์เดียว!
หากมีเพียงองค์เดียว เขายังพอจะอาศัยสมบัติปิดผนึก อาศัยพรสวรรค์ อาศัยการเบี่ยงเบนความสนใจ คอยซุกซ่อนในเงามืด คอยประวิงเวลาเอาไว้ พลางลองเสี่ยงเปลี่ยนลุดวิกให้เป็นหุ่นเชิด แต่บัดนี้มีครึ่งเทพอย่างน้อยสององค์จับจ้องอยู่
สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาอาจต้านทานได้ราวสิบนาที แต่หนึ่งชั่วโมงนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ‘โลกิ’ จึงล้มเลิกแผนการเดิมที่จะประกอบพิธีในวันนี้ เพื่อเลื่อนไปสู่ลำดับ 4 ‘จอมเวทพิสดาร’
เหตุใดจึงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง หรือแม้กระทั่งนานกว่านั้น? นี่น่ะหรือ ‘ด้ายวิญญาณ’ ของครึ่งเทพ? ท่ามกลางความสงสัย ‘โลกิ’ ตัดสินใจไม่เก็บกู้หุ่นเชิดทั้งสอง เตรียมใช้สมบัติวิเศษ ‘เทเลพอร์ต’ หลบหนีโดยตรง
เขาล้วงสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ มันร้อยด้วยอัญมณีหลากสี
ขณะที่ ‘โลกิ’ เตรียมจะกระตุ้นเพชรเม็ดหนึ่งในนั้น ก็พลันได้ยินเสียงกลืนน้ำลาย
‘โลกิ’ ก้มหน้าลงมองอ้อมแขนตนโดยสัญชาตญาณ พบว่าลุดวิกฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้
เด็กชายตัวน้อยสบตาด้วยแววตาจริงใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความอ้อนวอนว่า
“ผมหิว…”
……………………………………………………..