ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 586 กัดกิน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 586 กัดกิน
ตอนที่ 586 กัดกิน
ลมหายใจแห่งชีวิตของ ‘อุลตร้าแมน’ ลาโต้·กียาโรเริ่มรวยริน ความคิดอ่านเลือนรางดุจเมฆหมอก แม้แต่ความปรารถนาจะเอาชีวิตรอดก็พร่าเลือนราวกับภาพลวงตา
ในห้วงภวังค์ดังกล่าว เขาแลเห็นราวกับฝันว่าฆวน·โอโรยืนอยู่กลางมหาสมุทร ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราผู้นั้นเปี่ยมด้วยความปีติระคนเยาะหยัน โบกมือเรียกเขาอยู่แต่ไกล
ทันใดนั้น เสียงของลูเมี่ยนดังแว่วมาราวกับมาจากขอบฟ้า อ่อนระโหย ไกลลิบ ราวกับภาพมายา
“แกไปตรวจสอบสถานการณ์ที่หมู่บ้านกอร์ตูมาแล้วสินะ?”
หมู่บ้านกอร์ตู? ที่เรากับ ‘นังบ้า’ แวะระหว่างทางขณะตามหานอร์ฟีน่ะหรือ? ภาพของลูเมี่ยนสะท้อนอยู่บนกระจกตาที่กำลังปิดลงของลาโต้·กียาโร แววตาเลื่อนลอยอย่างไม่จดจ่อ
ด้วยหวังจะให้อีกฝ่ายอกแตกตาย เขาเอ่ยประโยคสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นภาษาที่ราบสูงอย่างติดๆ ขัดๆ
“ฉันกับ ‘นังบ้า’…ไปมาแล้ว…เพียงเพราะ…ความสนุก…แต่ ‘โลกิ’ ดูเหมือนจะมี…”
อยากรู้เรื่องราวในตอนนั้นไม่ใช่หรือ? ย่อมได้ ฉันจะเล่าให้ฟังเป็นภาษาที่ราบสูง หากฟังไม่เข้าใจก็ถือเป็นปัญหาของแกเอง ใครใช้ให้เมื่อก่อนไม่ยอมตั้งใจเรียนภาษานี้ล่ะ?
ในความเป็นจริง ลาโต้·กียาโรตระหนักดีว่าการทำแบบนี้ของตน แทบจะไร้ผลในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อลูเมี่ยน·ลีกลับไป ย่อมสามารถหาคนมา ‘ทำนายด้วยฝัน’ หรือ ‘สะกดจิต’ เพื่อการรักษา หรือแม้กระทั่งเข้าสู่ ‘แดนฝันแท้จริง’ เพื่อระลึกถึงถ้อยคำภาษาที่ราบสูงของตนได้อย่างครบถ้วน แล้วหาทางแปลเป็นภาษาอินทิสหรือภาษาฟุซัคโบราณ
เขาแค่อยากทำให้อีกฝ่ายคับแค้นใจก็เท่านั้น อย่างไรเสียตนเองก็ใกล้สิ้นลมแล้ว ไยต้องสนใจความคืบหน้าในอนาคตด้วย?
“จุดประสงค์อื่น…” ลาโต้·กียาโรเอื้อนเอ่ยคำสุดท้าย เปลวเทียนแห่งชีวิตใกล้ริบหรี่เต็มที
ในวินาทีสุดท้ายนั้น เขาราวกับได้ยินลูเมี่ยน·ลีกล่าวแก่ตนเป็นภาษาที่ราบสูงว่า
“ขอบใจ”
คำ ‘ขอบใจ’ นั้นหลุดออกมาอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ทว่าแฝงไว้ด้วยการเย้ยหยันอย่างรุนแรง
ดวงตาข้างที่ยังดีของ ‘อุลตร้าแมน’ ลาโต้·กียาโรเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม สีหน้าแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ลมหายใจแน่นิ่งไปโดยพลัน
มือขวาของลูเมี่ยนกุม ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ อีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมือซ้าย มองดูศีรษะของ ‘อุลตร้าแมน’ สมาชิกแกนหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ หลุดออกจากขลุ่ยกระดูกสีดำที่มีรูสีแดง เผยให้เห็นโพรงลึกๆ สีเลือดอันน่าสยดสยอง
ตุบ!
‘อุลตร้าแมน’ ล้มลงบนพื้น เลือดที่เกาะติดอยู่บนผิวขลุ่ยกระดูกสีดำค่อยๆ เกาะตัวและหยดลงมา ตกกระทบบนร่างของเขา
หลังจากที่ผู้ ‘ทรยศ’ ต่อตนได้รับบาดแผลสาหัสถึงชีวิต ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็หยุดการเคลื่อนไหว ยืนนิ่งอยู่ใกล้ๆ ราวกับเป็นเพียงชุดเกราะธรรมดาสีเงินวาวเต็มยศ ที่ไร้ซึ่งความพิเศษใดๆ
‘โลกิ’ มีจุดประสงค์อื่นอีกหรือ? นอกเหนือจากการช่วยเหลือองค์กร ‘คนบาป’ และก่อกวนสร้างความวุ่นวาย? ลูเมี่ยนครุ่นคิดถึงคำให้การสุดท้ายของ ‘อุลตร้าแมน’ พลางโน้มกายลง หมายจะสำรวจดูว่าสมาชิกแกนหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ ผู้นี้มีสิ่งของใดติดตัวอยู่บ้าง
แน่นอนว่า เขามิได้คาดหวังอันใด ด้วยเหตุที่ ‘อุลตร้าแมน’ ลาโต้·กียาโรได้ปลอมตัวเป็นซิมงต์·กียาโร ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่ง ขึ้นเรือพิธีการ จึงมิอาจพกพาสิ่งของใดๆ ติดตัว ข้าวของทั้งหลายของเขาคงถูกมอบให้ ‘นังบ้า’ พกพาไว้ โดยใช้เวทมนตร์เลือดเนื้อซุกซ่อนในกระเพาะของเธอ และเมื่อครู่นี้ ‘นังบ้า’ ย่อมไม่มีเวลาและโอกาสที่จะคืนสัมภาระให้แก่ ‘อุลตร้าแมน’
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ลูเมี่ยนสามารถกำจัด ‘อุลตร้าแมน’ ผู้วิเศษสองเส้นทางที่แข็งแกร่งได้ในเวลาอันสั้น
หากมิใช่เพราะฆวน·โอโรได้ล่วงหน้าไปบอกกล่าวเหล่า ‘สัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทร’ บนเรือพิธีการเสียก่อน ลูเมี่ยนก็คงต้องใช้วิธีฝาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ไว้กับมิสเตอร์ K เป็นการชั่วคราว
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็เห็นความเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาด เกิดขึ้นกับร่างไร้วิญญาณของ ‘อุลตร้าแมน’ ลาโต้·กียาโร
ร่างของเขาจางหายไปอย่างรวดเร็ว กลายสภาพเป็นกึ่งโปร่งใสกึ่งเนื้อหนัง จากนั้นก็ราวกับถูกสิ่งมีชีวิตจิ๋วนับล้านย่อยสลาย ซึมผ่านลงไปในพื้นโลหะสีเงินวาว แล้วค่อยๆ อันตรธานหายไป
ในชั่วพริบตา เนื้อหนัง แสงดาว และเศษแสงดุจรัศมีดวงตะวันที่หลงเหลือจากลาโต้·กียาโร ถูกพื้นโลหะสีเงินขาวดูดซับไปหมดสิ้น เหลือเพียงชุดพิธีการของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ตกอยู่ ล้อมรอบด้วยหมอกสีเทาขาวเจือจาง
เพียงชั่วกะพริบตา หมอกสีเทาขาวเหล่านั้นก็ถูกพื้นโลหะสีเงินขาว ถูกสิ่งก่อสร้างประหลาดนี้ดูดกลืนไปจนหมด
ลูเมี่ยนพยายาม ‘กอบกู้’ สิ่งใดก็ได้กลับมา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
นี่คือการ ‘คืนสู่มหาสมุทร’ หรือ? แต่เหตุใดสิ่งก่อสร้างประหลาดนี้ จึงดูดซับแม้กระทั่งตะกอนพลังของ ‘นักบวชแสง’ ไปด้วย? ขณะที่ลูเมี่ยนเกิดความสงสัย เสียงโลหะเสียดสีก็ดังขึ้นรอบกาย
รูโพรงมืดมิดมากมายบนผนังโดยรอบ เพดาน และพื้น ถูกปิดกั้นด้วยแผ่นโลหะที่หมุนตัวขึ้นมาอีกครั้ง หยุดการพ่นไอพิษสีฟ้าอ่อนออกมา ช่วยให้ลูเมี่ยนไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังในการจุดเปลวเพลิงสีแดงจวนขาวบนผิวกายอีกต่อไป
ท่ามกลางเสียงดังกรอบแกรบ ประตูโลหะบานใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลื่อนขึ้น เผยให้เห็นอุโมงค์สองสายที่นำไปสู่สถานที่ต่างกัน
หลังจากผู้ถูกทรยศสิ้นชีพ วัตถุมหึมาสีเทาเงินก็กลับคืนสู่สภาพ ‘ปกติ’ กลับสู่สภาวะยามปกติของมัน
ลูเมี่ยนจ้องมองไปยังส่วนลึกของอุโมงค์เบื้องหน้า หัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตึกตัก ตึกตัก! เขารู้สึกตื่นเต้นเจือความกังวลอย่างบอกไม่ถูก
…………
ณ เมืองท่าซานตา ในอพาร์ตเมนต์ลับของ ‘โลกิ’
ทันทีที่เด็กชายลุดวิกเอ่ยวาจา ‘ผมหิว’ เขาก็ก้มหน้าลงอย่างฉับพลัน กัดมือข้างที่ ‘โลกิ’ ถือสร้อยข้อมืออัญมณีไว้ ราวกับกำลังเคี้ยวไขกระดูกในปีกไก่
ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองของ ‘โลกิ’ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการใช้ ‘กระดาษคนตัวแทน’ เพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้โดยเร็ว
แต่ก็ยังมิวายกังวลว่า การทำเช่นนั้นอาจทำให้ตนอยู่ห่างจากครึ่งเทพผู้ถูกผนึกองค์นี้เกินไป จนสูญเสียโอกาสในการเปลี่ยนเด็กชายให้เป็นหุ่นเชิด
ท่ามกลางเสียงกระดูกถูกขบเคี้ยวและเนื้อหนังถูกฉีกกระชาก ‘โลกิ’ ใช้มืออีกข้างรับสร้อยข้อมืออัญมณีที่ร่วงหล่น ฝืนอ้าปากออกมา
“ปัง!”
ลูกกระสุนอากาศพุ่งทะยานราวกับกระสุนปืนใหญ่ไอน้ำรุ่นล่าสุด กระแทกเข้ากับกระหม่อมของลุดวิก พลิกเปิดเนื้อหนังและเส้นผม เผยให้เห็นกะโหลกขาวโพลน
ทว่าลุดวิกหาได้สะทกสะท้านไม่ ยังคงขบเคี้ยวมือซ้ายของ ‘โลกิ’ ต่อไป บัดนี้ห้านิ้วถูกกัดขาด ครึ่งฝ่ามือถูกแทะเกลี้ยง
“ปัง!” “ปัง!” “ปัง!” ลูกกระสุนอากาศพุ่งใส่ร่างเด็กชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเลือดเนื้อเละเทะ ร่างกายแทบไม่เหลือเค้าโครงมนุษย์ ทว่าลุดวิกยังคงมุ่งมั่น จดจ่อ ไม่มีทีท่าชะลอการขบเคี้ยวร่างของ ‘โลกิ’ แม้แต่น้อย
กรอบแกรบ กรอบแกรบ
บัดนี้เขาแทะมาถึงกระดูกข้อมือของอีกฝ่ายแล้ว เสียงกรอบแกรบดังก้องกังวานในเนื้อหนังที่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิตของทั้งสองคน
‘โลกิ’ แทบจะสลบด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ครึ่งเทพผู้ถูกผนึกองค์นี้ มีพลังชีวิตอันแกร่งกล้าเป็นล้นพ้น มิอาจถูกทำร้ายอย่างแท้จริงด้วยการโจมตีธรรมดาหรือพลังวิเศษบางประการ กล่าวคือ อาจทำให้เขาหลับใหล อาจควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของเขาได้ หรือสามารถทำให้สลบไป แต่ยากนักที่จะสังหารเขาด้วยวิธีการทั่วไป แม้แต่การทำให้บาดเจ็บสาหัสก็ยังมิอาจทำได้
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว แม้ครึ่งเทพผู้ถูกผนึกจะไม่อาจใช้พลังวิเศษใดๆ และขาดซึ่งพละกำลังกับความเร็ว แต่ลำพังการขบเคี้ยวเนื้อหนังและกระดูกของฝ่ายตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง ก็สามารถทำให้ผู้วิเศษในลำดับกลางหลายคนต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแสนสาหัสแล้ว
‘โลกิ’ ละทิ้งความคิดที่จะหยิบสมบัติวิเศษอื่นใดออกมา ตัดสินใจยอมใช้กระดาษคนแทนที่ตัวเองในทันที
ขยุกขยิก ลุดวิกที่ศีรษะเต็มไปด้วยร่องรอยการทำลายจากกระสุนอากาศ จนแทบไม่เหลือเค้าโครงมนุษย์ เงยหน้าขึ้น ตรงขอบปากอันชุ่มโชกด้วยโลหิตมีเศษกระดาษสีขาว ซึ่งกำลังกลิ้งเข้าปากที่เต็มไปด้วยเศษเนื้อเปื้อนเลือด
กระจกตาของลุดวิกสะท้อนร่างของ ‘โลกิ’ ที่ย้ายไปโผล่ตรงมุมห้อง ใต้ผิวหนังและเลือดเนื้อที่ฉีกขาดนั้น คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า พยายามดิ้นรนหลุดออกมา แต่ก็ไม่อาจสำเร็จ
‘โลกิ’ ชั่งใจสถานการณ์ปัจจุบัน ประเมินสมบัติวิเศษที่พกติดตัวมา ในยามที่หุ่นเชิด ‘ผู้ปลอบวิญญาณ’ ไม่อาจกลับมาสนับสนุนได้ทัน เขาตัดสินใจอย่างมีสติว่า ไม่ควรพัวพันกับสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพที่ถูกผนึกนี้อีกต่อไป จำต้องหลบหนีก่อนแล้วค่อยคิดหาทางแก้ไขในภายหลัง
ทันใดนั้น แสงจันทร์สีชาดก็สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา
แสงจันทร์พลันเติมเต็มอพาร์ตเมนต์ ห่อหุ้ม ‘โลกิ’ เอาไว้ภายใน
ณ ข้างหู ‘โลกิ’ มีเสียงแผ่วพลิ้วดังขึ้น
“กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น…”
แสงจันทร์จางหายไป บนพื้นปรากฏกระดาษคนแผ่นหนึ่ง ย้อมด้วยสีเทาขาวและดำสนิท
ร่างของ ‘โลกิ’ ปรากฏขึ้นห่างออกไปหลายร้อยเมตร ณ นอกป่าเถาวัลย์
นั่นคือพรที่ราชันสวรรค์ประทานให้ในคำอธิษฐานสัปดาห์หนึ่ง เพื่อสนับสนุนภารกิจคราวนี้โดยเฉพาะ พรดังกล่าวแนบติดอยู่กับกระดาษคนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ก่อเกิดเป็นร่างแทนอันทรงพลัง เกือบจะมีเทวบารมี
ติ๋ง ติ๋ง! ‘โลกิ’ ยังคงมีเลือดหยดจากข้อมือซ้ายที่ถูกกัดขาด
เขารีบกระตุ้นอัญมณีบนสร้อยข้อมือทันที จนกระทั่งร่างกายจางหายไปอย่างรวดเร็ว เตรียมจะ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไป
…………
เมืองท่าซานตา หมู่บ้านมิโล
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้องอยู่ในโสตประสาทของ ‘กวีเร่ร่อน’ ทำให้จิตใจของเขาตึงเครียดถึงขีดสุด
‘กวีเร่ร่อน’ กวาดสายตามองรอบด้าน ทว่าไม่พบสิ่งใดเลย
เขาวิ่งออกไป เลี้ยวผ่านอาคารหลายหลังติดต่อกัน แต่เสียงฝีเท้าตึกตักยังคงดังอยู่เบื้องหลัง
‘กวีเร่ร่อน’ ลองผลักประตูอาคารหลังหนึ่ง บุกเข้าไปในเรือนของชาวบ้านมิโล
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเขามิใช่เตาไฟ โต๊ะเก้าอี้ ไห หรือหีบไม้ แต่เป็นแท่นหินแตกหักที่จมอยู่ในความมืด
แท่นหิน! รูม่านตาของ ‘กวีเร่ร่อน’ ขยายกว้าง รู้สึกราวกับตกอยู่ในภาพลวงตาอันไม่สมจริง
เขากลับมาถึงคฤหาสน์ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ กลับมายังแท่นบูชาที่ชาวบ้านหมู่บ้านมิโลใช้สักการะบรรพชน
จากรอยแยกของซากแท่นหิน สิ่งหนึ่งคลานออกมาอย่างกะทันหัน
มันคือแมลงตัวเล็กโปร่งแสง มีวงแหวนอยู่หลายวง
แมลงตัวน้อยพองตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมยาวของรองผู้ช่วยพิธีกรรม สวมแว่นตาขาเดียว
ชายผู้นั้นนั่งบนซากแท่นหิน ยิ้มมองมายัง ‘กวีเร่ร่อน’ พลางเอ่ยว่า
“เข้าใจหรือยัง?”
‘กวีเร่ร่อน’ พลันเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังถามอะไร จึงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนตอบว่า
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อแท่นบูชานี้มีเจ้าของ มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสิงสถิต กฎเกณฑ์ที่ว่า ‘แหวนจักรพรรดินีสมุทร’ จะได้รับการเสกเพียงปีละครั้งนั้น ย่อมไม่เป็นความจริง!
อีกฝ่ายสามารถเสกกี่ครั้งก็ได้ตามใจปรารถนา!
ชายหนุ่มในเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มของรองผู้ช่วยพิธีกรรม บีบแว่นตาข้างเดียวตรงเบ้าตาขวา ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ข้าใช้เวลากว่าพันปีในการสร้างกฎเกณฑ์ว่า สามารถประทานพลัง ‘ขโมย’ ได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายคนที่ถูกหลอกกลับเป็นพวกเจ้า”
……………………………………………………..