ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 587 ‘กลลวง’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 587 ‘กลลวง’
ตอนที่ 587 ‘กลลวง’
เมื่อได้ยินวาจาของชายหนุ่ม ‘กวีเร่ร่อน’ รู้สึกราวกับโลหิตพลันพลุ่งพล่านขึ้นสู่กระหม่อม
ใช้เวลานานนับพันปี เพียงเพื่อสร้างกฎเกณฑ์อันดูสมเหตุสมผลเพียงผิวเผิน หวังหลอกลวงผู้คน?
ช่างเป็นนักต้มตุ๋นโบราณที่น่าเบื่อเสียจริง!
‘กวีเร่ร่อน’ เอ่ยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลวดลายบนแท่นบูชาและการตกแต่งโดยรอบ ก็เป็นของปลอมด้วยเช่นกัน?”
ชายหนุ่มในอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินเข้มของรองผู้ช่วยพิธีกรรม แย้มยิ้มตรงมุมปาก
“หากมิใช่ของจริง พวกเจ้าจะถูกลวงได้หรือ?”
“อีกอย่าง บางครา ข้าก็ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ยามนั้นก็ให้มันทำหน้าที่แทนข้า มอบพลัง ‘ขโมย’ แก่ผู้คน แน่นอน หากอาศัยเพียงพลังวิญญาณที่เหล่าผู้สักการะโดยรอบผลิตได้ มันจะสามารถประทานพรได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น”
เมื่อกล่าวจบ รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
‘กวีเร่ร่อน’ ได้ยินดังนั้น เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นตุบตับ รู้สึกราวกับถูกเยาะเย้ยถากถาง
ตามคำกล่าวอ้างของอีกฝ่าย ที่แจ้งว่าสามารถประทานพลัง ‘ขโมย’ ได้ตามใจปรารถนา แหวนจักรพรรดินีสมุทรก็ควรจะสมบูรณ์และมีคุณสมบัติครบถ้วน แล้วเหตุใด ความสำเร็จของพิธีบูชาทะเลถึงได้มาเยือนล่าช้านัก?
‘กวีเร่ร่อน’ ไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ทำได้เพียงหมุนกายวิ่งสุดชีวิต มุ่งหน้าสู่ทางออก
มิใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะวิงวอนขอความเมตตา หรือยอมจำนนในทันที ทว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงทำได้ในภายหลัง บัดนี้ เขาอยากลองเสี่ยงดวงดูสักตั้งเพื่อเดิมพันว่า คำพูดของอีกฝ่ายที่ว่า ‘บางคราก็ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก’ นั้นเป็นเพียงคำลวง แท้จริงแล้วถูกกักขังอยู่ในแท่นบูชา ไม่อาจไปไหนมาไหน ไร้ซึ่งอิทธิพลต่อผู้คนรอบข้าง หากเป็นเช่นนั้น การยอมจำนนด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าหลบลี้หนีหาย กลับจะเป็นการหลงกลอีกฝ่าย เท่ากับถูกลวงเอาอิสรภาพและอนาคตไปเสีย
ตึก ตึก ตึก! ‘กวีเร่ร่อน’ ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงปากทางบันได แล้ววิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งวิ่งเขายิ่งรู้สึกปลาบปลื้ม เพราะชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาขาเดียวนั้น มิได้ลงมือขัดขวางแต่อย่างใด
“เราชนะการเดิมพัน!”
ตึก ตึก ตึก! ทิวทัศน์ของชั้นหนึ่งที่อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ปรากฏแก่สายตาของ ‘กวีเร่ร่อน’
ขณะที่เขากำลังลิงโลดใจ ความคิดก็พลันแตกสลาย รู้สึกราวกับความมืดมนรอบกายถูกแสงสว่างแทงทะลุ แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
‘กวีเร่ร่อน’ ผุดลุกขึ้นนั่งฉับพลัน พบว่าตนเองนอนอยู่ในห้องคนรับใช้ของคฤหาสน์ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ มิได้จากไปไหน จิตใจยังคงสั่นสะท้านไม่หาย
เขากวาดตามองไปรอบๆ ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปืนใหญ่ยิงฉลองดังมาแต่ไกล
“เมื่อครู่เราฝันไปหรือ? ความฝันนี้เป็นลางเตือนจากพลังวิญญาณ ให้เราตระหนักว่าแผนการมีข้อบกพร่อง?” ‘กวีเร่ร่อน’ เพิ่งจะคิดเช่นนี้ได้สองประการ ก็รีบละทิ้งการคาดเดาเหล่านั้นในทันใด “ไม่ถูก…ยามพิธีบูชาทะเลกำลังดำเนินอยู่ เราจะผล็อยหลับไปได้อย่างไร? หรือว่าเราเริ่มฝันหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาในห้อง?”
‘กวีเร่ร่อน’ พลิกกายลุกขึ้นยืน สะพายย่ามหลัง บรรจงผลักประตูห้องออกอย่างระมัดระวัง ก้าวเข้าสู่โถงทางเดิน
บัดนี้ เขามิได้ภาคภูมิใจนัก กับเรื่องที่ตนแทบไม่ต้องเสี่ยงอันตรายในแผนการโดยรวม ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับผู้ใด เพราะนั่นจะเท่ากับว่า ในการจัดสรรผลตอบแทน ส่วนแบ่งของเขาย่อมต้องลดหลั่นลงไป ทั้งยังไม่อาจ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปได้ด้วยตัวเอง และยากที่จะเปลี่ยนกลับเป็นโฉมหน้าดั้งเดิมหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น
เมื่อก้าวออกสู่ระเบียงทางเดิน ‘กวีเร่ร่อน’ เห็น ‘ปีศาจน้อย’ ทั้งหลายออกจากเงามืด กระโดดโลดเต้น รำแปลกประหลาดเพื่อเฉลิมฉลอง
เขามิได้ ‘สื่อสาร’ กับเหล่าสัตว์รับใช้แห่งมหาสมุทรเหล่านี้ ด้วยรู้ดีว่าระดับสติปัญญาของพวกมัน คงเทียบเท่าสุนัขทั่วไป สามารถฝึกฝนและใช้งานได้บ้าง แต่ไม่อาจสื่อสารโดยตรง ทว่าสิ่งมหัศจรรย์ก็คือ ‘ปีศาจน้อย’ มีความสามารถในการบันทึกและเลียนเสียงพูดของมนุษย์ได้ แม้ตัวมันเองจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม อีกทั้งยังสามารถรับสัญญาณจากผู้ร่วมงานได้ เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ในระยะร้อยเมตร
‘ปีศาจน้อย’ ทั้งหลายก็มิได้สนใจ ‘กวีเร่ร่อน’ เช่นกัน เนื่องจากพิธีบูชาทะเลสำเร็จลุล่วงแล้ว ตามข้อตกลงที่วางไว้ก่อนหน้า ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ปลอมผู้นี้ย่อมสามารถจากไปได้โดยอิสระ
‘กวีเร่ร่อน’ ก้าวออกจากคฤหาสน์ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ พบว่าองครักษ์ที่ประตูมิได้คุกเข่าขอบคุณพรที่ได้รับเหมือน ‘เมื่อครู่’ ชาวบ้านมิโลที่ท่าเรือก็เช่นกัน เว้นแต่คนส่วนน้อยที่ร้องตะโกน ‘พิธีบูชาทะเลสำเร็จแล้ว’ ด้วยใจจริง ส่วนที่เหลือเพียงแต่ร้องตามกันสองสามคำ แสดงอารมณ์ยินดีเท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขาชอบยิงปืนฉลองมากกว่า
อย่างที่คิด เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝัน ปฏิกิริยาของชาวบ้านในฝันถึงได้เกินจริงไปมาก…ต้องไม่ลืมว่า ตามประสบการณ์จากพิธีบูชาทะเลครั้งก่อนๆ มีเพียงกรรมการสมาคมประมง รวมถึงผู้ที่มีสายเลือดแห่งมหาสมุทรเข้มข้นเท่านั้น จึงจะสามารถรับรู้ถึงการมาเยือนของพรแห่งท้องทะเล ส่วนผู้ที่มีสายเลือดแห่งมหาสมุทรเจือจางลงมา ล้วนไม่อาจสัมผัสได้อย่างแท้จริง ต้องรอเวลาผ่านไปสักพักจึงจะค่อยๆ ตระหนักได้ว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย หรือบางที การเปลี่ยนแปลงก็เล็กน้อยเสียจนไม่อาจสังเกตเห็น หากไม่แล้ว ความล้มเหลวของพิธีบูชาทะเลเมื่อปีก่อน ก็คงไม่สามารถปิดเป็นความลับจากชาวเมืองท่าซานตาได้ และคงไม่แพร่สะพัดอยู่เพียงในหมู่คนวงในเท่านั้น… ‘กวีเร่ร่อน’ อาศัยสภาพแวดล้อมปัจจุบัน วิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของเหตุการณ์ที่ตนเพิ่งได้เผชิญมา
เขามิกล้าผ่อนคลาย ทั้งมิได้ ‘กลับ’ ไปเชยชมบรรยากาศของชาวบ้านที่ถูกหลอกลวง ณ ท่าเรืออีก หากแต่มุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางที่นำไปสู่ตัวเมืองท่าซานตาในทันที
เพียงก้าวพ้นหมู่บ้านโบราณ ‘กวีเร่ร่อน’ ก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางด้านหน้า
ชายผู้นั้นสูงเกินสอง 2.4 เมตร สวมเสื้อคลุมยาวถักจากป่านลินินเรียบง่าย พร้อมหมวกฮู้ดที่ติดมากับเสื้อ มือถือไม้เท้ากายสิทธิ์อันเขื่อง
“แกนดาล์ฟ…” ‘กวีเร่ร่อน’ รู้สึกใจหายวาบ จนเผลออุทานออกมา
ด้วยความฝันเมื่อครู่ กอปรกับการถูกขวางทางในยามนี้ เขาเชื่อว่าตนเองถูกเปิดโปงแล้ว จึงเลิกทำเป็นไขสือ
ประธาน ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ นาม ‘แกนดาล์ฟ’ พลันสะดุ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะเปล่งเสียงหัวร่ออันทุ้มต่ำว่า
“แกคือ…ตัวปลอมจริงๆ”
ข…เขายังไม่แน่ใจในตัวตนของเราหรือ? ‘กวีเร่ร่อน’ ถึงกับตะลึงงัน แทบอยากตบหน้าตนเองเสียให้เข็ด
…………
ณ ห้องรังผึ้งโลหะภายในยานใต้สมุทร
หลังจากที่มิสเตอร์ K พลาดท่า ไม่อาจจับกุม ‘นังบ้า’ ได้ถึงสองครา ร่างของเขาก็พลันขยายใหญ่ขึ้น จนมีความสูงเกือบสามเมตร
โชคดีที่ยามนี้เขามิได้สวมอาภรณ์ที่เป็นรูปธรรม เสื้อคลุมสีเลือดที่ห่อหุ้มร่างกาย ล้วนเกิดจากเนื้อหนังของตน มิฉะนั้น เพียงชั่วพริบตาเดียว แม้อาภรณ์ที่หลวมที่สุดก็คงจะฉีกขาดไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ผิวกายของมิสเตอร์ K แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอันมืดมน ราวกับได้กลายเป็นเกราะอันหนาทึบและแข็งแกร่ง บนศีรษะงอกเขาแพะอันคดเคี้ยว ประดับด้วยลวดลายอันชั่วร้ายวิปริต ส่วนด้านหลังคือปีกขนาดมหึมาดุจค้างคาวคู่หนึ่ง พัวพันด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานแซมน้ำเงิน
กลิ่นกำมะถันอันเหม็นฉุนแผ่ซ่านออกมาพร้อมกัน
ในฐานะ ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทาง ‘ผู้วิงวอนความลับ’ มิสเตอร์ K ครอบครองพลังหลักคือ ‘ต้อนแกะ’ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถเขมือบวิญญาณของผู้อื่น เพื่อผสานตะกอนพลังหรือพรเข้าสู่ร่างกาย แล้วขับเคลื่อนมันด้วยกระบวนการพิเศษ ประหนึ่งกำลังปล่อยลูกแกะถวายแด่องค์เทพ
‘ผู้เลี้ยงแกะ’ แต่ละคนสามารถเลี้ยงวิญญาณได้สูงสุดเจ็ดดวง แต่จะขับเคลื่อนได้เพียงหนึ่งดวงในคราวเดียว ในสภาวะดังกล่าว ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ จะใช้ได้เฉพาะพลังอันเหนือธรรมชาติของตน และพลังสามประการของวิญญาณที่เลือก — ซึ่งต้องคัดสรรนับตั้งแต่การ ‘ต้อนแกะ’ ครั้งแรก เมื่อตัดสินใจแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของ ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ คือพลังในการ ‘ต้อนแกะ’ วิญญาณที่บรรลุถึงลำดับครึ่งเทพ ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ เช่นนั้นสามารถต่อกรกับเหล่านักบุญได้ยาวนาน
ขณะนี้มิสเตอร์ K กำลังปล่อยแกะ ‘ปีศาจ’ โดยเขาได้เลือกพลังสามประการคือ ‘จำแลงปีศาจ’ ‘ลูกไฟกำมะถัน’ และ ‘ดาบลาวา’
เหตุที่มิได้เลือก ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ อันเป็นพลังที่โดดเด่นที่สุดของ ‘ปีศาจ’ นั้น เพราะมิสเตอร์ K เห็นว่าพลังนี้จะมีผลเฉพาะระหว่างที่เขาปล่อยแกะวิญญาณ ‘ปีศาจ’ ออกมาเท่านั้น ซึ่งในยามปกติ ไม่มีผู้เลี้ยงแกะคนใดสามารถ ‘ปล่อยแกะ’ ได้ตลอดเวลา อีกทั้ง หากมีภยันตรายใหญ่หลวงกำลังจะมาเยือน พระองค์เบื้องบนย่อมต้องประทานวิวรณ์มาให้ล่วงหน้า หรือหากพระองค์มิได้ประทาน นั่นคงหมายความว่าตนเองได้กระทำการผิดพลาด สมควรได้รับโทษทัณฑ์แล้ว
พร้อมกับการกางปีกค้างคาวขนาดมหึมาที่แผ่นหลังของมิสเตอร์ K ลูกไฟสีฟ้าอ่อนได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ นับได้ถึงสิบกว่ายี่สิบลูก
ลูกไฟเหล่านั้นพุ่งทะยานสู่ทุกซอกทุกมุมของรังผึ้งโลหะอย่างไม่เลือกหน้า ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อรับมือกับ ‘นังบ้า’ ที่ ‘แฟลช’ ไปมาทุกหนแห่ง
โครม!
การระเบิดอันเจือปนด้วยเพลิงและพิษ แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง จนห้องรังโลหะแต่ละช่องแตกร้าวและฉีกขาด ทำลายสิ่งมีชีวิตที่กำลังเติบโตอยู่ภายใน อาทิ แมลงดำบาร์ตินส์และ ‘ปีศาจน้อย’
ส่วน ‘นังบ้า’ ก็หยุดเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ ‘ลูกไฟกำมะถัน’ เริ่มควบแน่นแล้ว
เธอสวมชุดคลุมยาวสีเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยก้อนเนื้อ บนกระจกตาปรากฏภาพหนังสือเล่มหนึ่งอันพร่าเลือน กำลังพลิกหน้าไปทีละนิด รอบกายมีเสียงสวดมนต์ดังแว่วมา
เธอชักกริชออกมาเล่มหนึ่ง พลันทรุดเข่าลงข้างเดียว ปักกริชลงบนพื้นโลหะของรังผึ้ง
แสงสว่างดุจดังรุ่งอรุณเจิดจ้าขึ้นมา ก่อตัวเป็นกำแพงแทบมองไม่เห็นล้อมรอบตัวเธอ
โครม!
คลื่นกระแทกจากการระเบิดของ ‘ลูกไฟกำมะถัน’ กับลูกไฟสีฟ้าอ่อนอาบพิษ ซัดโถมเข้าใส่กำแพงอันล่องหนนั่นระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้มันสั่นคลอนแต่ยังคงตั้งตระหง่าน
‘การบันทึก’ คือพลังแกนหลักของ ‘นักบันทึก’ ลำดับที่ 6 แห่งเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ ซึ่งสามารถ ‘บันทึก’ พลังของผู้อื่นเพื่อนำมาใช้ได้ การบันทึกหนึ่งครั้งจะใช้ได้เพียงครั้งเดียว แม้แต่พลังอันเหนือธรรมชาติที่แฝงไว้ด้วยเทวบารมี ‘นักบันทึก’ ก็ยังสามารถ ‘บันทึก’ ได้ ทว่าโควตาในการบันทึกจะมีเพียงน้อยนิด อีกทั้งโอกาสที่จะ ‘บันทึก’ สำเร็จก็ต่ำมาก
ครั้นคลื่นกระเพื่อมแห่งการระเบิดสงบลง มิสเตอร์ K ผู้สวมเสื้อคลุมสีเลือด ร่างกายดุจปีศาจยักษ์ ชูดาบมหึมาที่ประกอบด้วยลาวาสีแดงฉานและเปลวไฟสีฟ้าอ่อน ก้าวสองก้าวพุ่งเข้าหา ‘นังบ้า’ แล้วฟันดาบลงอย่างดุดัน
กำแพงล่องหนรอบกาย ‘นังบ้า’ ไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป สุดท้ายก็ต้องพังทลายลง
ระหว่างที่หน้ากระดาษของตำราอันพร่าเลือนบนกระจกตาของเธอพลิกเปิดไปเรื่อยๆ สตรีร่างไม่สูงนักผู้นี้ก็เสก ‘ดาบแสงแรก’ อันหนักอึ้งและคมกริบในมือ
เธอเงื้อดาบแสงสองมือขึ้นฟาดฟัน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
เพล้ง!
‘นังบ้า’ ผู้มีเพียง ‘ดาบแสงแรก’ แต่ขาดร่างกายและพละกำลังของ ‘นักรบ’ ถูกฟันกระเด็นไปด้วยดาบเพียงฉับเดียวของมิสเตอร์ K
แม้มิสเตอร์ K จะคาดไม่ถึงว่า คู่ต่อสู้ที่ไม่ชำนาญการต่อสู้ระยะประชิด จะกล้าปะทะกับตนโดยตรง แต่จังหวะการต่อสู้ของมิสเตอร์ K ก็มิได้สะดุดแม้แต่น้อย ยังคงสืบเท้าก้าวยาวไล่ตาม แล้วเงื้อดาบลาวามหึมาฟาดฟันอีกครั้ง
พึ่บ! ‘นังบ้า’ ที่ถูกฟันพลัน ‘บาง’ ลงทันที เสื่อมสภาพกลายเป็นเพียงกระดาษรูปคนที่ถูกเปลวไฟกำมะถันเผาไหม้
กระดาษคนตัวแทน!
‘นังบ้า’ ปรากฏกายขึ้นใหม่ข้างห้องรังโลหะที่พังทลาย ตำราอันพร่ามัวบนกระจกตาเริ่มพลิกหน้าอีกครั้ง
เธอกางสองแขนออกทันใด ปล่อยให้ลำแสงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องแลยิ่งใหญ่ สาดเทลงมาจากฟากฟ้า ตรงสู่ร่างของมิสเตอร์ K ผู้เพิ่งฟันโดนกระดาษคน
‘แสงศักดิ์สิทธิ์’ ของ ‘นักบวชแสง’!
……………………………………………………..