ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 590 ความจริงของตราผนึก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 590 ความจริงของตราผนึก
ตอนที่ 590 ความจริงของตราผนึก
ชั้นผิวของวัตถุมหึมาสีเงินเทา ถูกกระตุ้นให้เกิดประตูลวงตาซ้อนทับกันหลายชั้น ทุกบานทำให้ท้องฟ้าเหนือผืนทะเลแห่งนี้มืดครึ้มลง พร้อมกับเพิ่มพูนความเจิดจรัสของดวงดาวให้มากขึ้นอีกหนึ่งส่วน
นี่คือตราผนึกที่มีอยู่แต่เดิม ถูกมาดามเมจิกเชี่ยนปลุกให้ตื่นขึ้น ไม่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของหมู่ดาราที่แปรเปลี่ยนอีกต่อไป
แสงดาวโปรยปรายลงมาเป็นสาย ซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลายชั่วคราวของตราผนึก
ภายในวัตถุมหึมาสีเงินเทา หมอกสีเทาขาวที่ประกอบกันเป็นร่างของนังบ้า ถูกพื้นโลหะดูดซับไปเกือบครึ่งแล้ว ประหนึ่งกำลังจะจมลงไปอีกส่วนหนึ่ง
ทันใดนั้น บริเวณโดยรอบไม่ว่าจะเป็นผนัง พื้น หรือเพดาน ต่างพรั่งพรูแสงดาวพราวพราย ก่อเกิดเป็นประตูอันเจิดจรัสรูปทรงต่างๆ นับไม่ถ้วน ประตูเหล่านี้นำมาซึ่งความโค้งงอของห้วงมิติ ต้านทานผลกระทบจากแรงดูดอันน่าสะพรึงกลัว ขับไล่หมอกสีเทาขาวออกไป
ลูเมี่ยนพลันตระหนักได้ว่า แรงดูดอันน่าพรั่นพรึงที่แผ่ซ่านมาจากส่วนลึกของอุโมงค์โลหะได้อันตรธานหายไป
เด็กหนุ่ม ‘เห็น’ รังนกเลือดเนื้อที่ยุบตัวถึงขีดสุด พองบานขึ้นอีกครั้ง โปรยปรายแสงดาราอันเจิดจ้าออกมามากมาย
กระแสธารแห่งแสงดารา ทะลักทลายสู่ส่วนต่างๆ ภายในวัตถุมหึมาสีเงินเทา ราวกับสายธารอันเชี่ยวกรากที่พังทลายเขื่อนกั้น
ลูเมี่ยน มิสเตอร์ K ร่างของนังบ้า และสิ่งของทั้งหลาย ประหนึ่งล่องลอยขึ้นลงตามคลื่นสมุทร เพียงถูกซัดไปข้างหน้า ก็ถูกผลักกลับมา พร้อมกับถูกกัดกร่อนด้วยพลังแห่งท้องทะเล
ส่วนเงาสีเทาขาวที่ไร้ซึ่งเนื้อหนังและร่างกาย โอนเอนไปมาในห้วงแห่งแสงดาราอันเกรียงไกร มีแต่จะยิ่งจางลงไปทุกขณะ ค่อยๆ ถูกซัดกระจัดกระจาย ก่อนจะสลายไปอย่างสิ้นเชิง
คราวนี้ ‘พลังแห่งมหาสมุทร’ มิได้พวยพุ่งออกมาจากใต้ทะเลอีก เนื่องจากช่องทางพลังงานถูกมาดามเมจิกเชี่ยนตัดขาดไปแล้ว ตราผนึกกลับไปปิดสนิทอีกครั้ง ซ้ำยังถูกเสริมแกร่งให้มั่นคงยิ่งขึ้น
มาดามเมจิกเชี่ยนผู้มีร่างกึ่งมีตัวตนกึ่งไร้ตัวตน ยกมือขวาขึ้น ชี้ไปทางเรือพิธีการและเรือใบ กระจกตาของเธอสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
เรือทั้งสองลำที่บรรทุกเฮล่า ฟรังก้า ซินเดอเรลล่าครึ่งเทพ สมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ สาวใช้แห่งทะเล รองผู้ช่วยพิธีกรรมที่เหลือ และลูกเรือ พลันอันตรธานหายไปจากโพรงใต้ทะเล แล้วปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาบนผิวน้ำสีครามซึ่งถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง ไร้คลื่นลม อยู่นอกขอบเขตของตราผนึก
ทันใดนั้น กระจกตาของมาดามเมจิกเชี่ยนสะท้อนภาพของลูเมี่ยน มิสเตอร์ K ร่างไร้วิญญาณของนังบ้า ชุดเกราะอหังการ และสิ่งของอื่นๆ ที่เหลือ
ขณะที่เธอเตรียมจะย้ายพวกเขาออกจากวัตถุมหึมาสีเงินเทา ลูเมี่ยนผู้ยังคงสวมถุงมือสนับทุบตีอยู่นั้น พลันรู้สึกถึงลมหายใจอันหนักอึ้ง แน่นทึบ น่าสะพรึงกลัว และเจิดจ้า จากอีกด้านหนึ่งที่เชื่อมต่อกับสิ่งคล้ายหลุมดำในรังนกเลือดเนื้อ
มันกำลัง ‘จ้องมอง’ มายังตัวเขา
กร๊อบ กร๊อบ! ลูเมี่ยนได้ยินเสียงกระดูกของตนแตกสลาย
กะโหลกศีรษะของเด็กหนุ่มกำลังยุบตัวเข้าด้านใน ซี่โครงหักเป็นท่อนๆ เนื้อหนังถูกบีบอัดเป็นชั้นๆ
หลังจากปลดปล่อยพลังที่สั่งสมของนักพรตออกมา ร่างของเขาซึ่งสูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พลันถูกบีบอัดให้เตี้ยลงและบางลงในชั่วพริบตา ทว่ากลับมีความหนาแน่นมหาศาล
หลังจากผ่านไปหนึ่งวินาที ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นเข้าสู่สมองของเด็กหนุ่ม และสมองก็เริ่มหดตัวโดยไม่อาจต้านทาน
อีกหนึ่งวินาทีต่อมา ลูเมี่ยนหลุดพ้นจากสายตาอันน่าพรั่นพรึงนั้น ลอยขึ้นสู่อากาศที่ค่อยๆ สงบลง
เบื้องหน้าของมาดามเมจิกเชี่ยน ตำราเล่มหนึ่งที่ดูราวกับภาพลวงตา พลิกหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว แสงจางๆ อันเปี่ยมด้วยลมหายใจแห่งชีวิตโปรยปรายลงบนร่างของลูเมี่ยน ช่วยให้กระดูกที่หักเริ่มสมานตัว เนื้อหนังที่ถูกบีบอัดงอกงามกะทันหัน รักษาชีวิตของเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช
จากนั้น มาดามผู้นี้โยนแหวนทองชมพูประดับทับทิมสีแดงเพลิงของนังบ้าให้แก่ลูเมี่ยน เพื่อให้เขาประกอบร่างเนื้อหนังขึ้นใหม่ คืนสู่รูปลักษณ์เดิม ไม่ใช่มนุษย์ประหลาดที่ทั้งเตี้ย ผอม และหนักอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองท่าซานตา
ร่างของโลกิจางหายเข้าสู่โลกวิญญาณ พร้อมจะเทเลพอร์ตจากไป
ทว่า ‘เบื้องหน้า’ ของเขากลับปรากฏบาเรียอันมืดมิดไร้รูปร่าง สกัดกั้นเส้นทางหนีเอาไว้
ม่านตาของโลกิเบิกกว้าง พบว่าตนเองถูกขังอยู่ในภายใน ‘ทรงกลม’ อันมืดทึมโปร่งใส ซึ่งราวกับถูกสร้างจากการโค้งงอของห้วงมิติ
มี ‘ผนัง’ อยู่ทุกหนแห่ง ส่วนประตูนั้นซ่อนอยู่ที่ใดก็สุดจะรู้ได้
ณ เบื้องสูงใกล้กับแสงบริสุทธิ์เจ็ดสายแห่งโลกวิญญาณ มาดามเมจิกเชี่ยนลอยล่องอยู่ สวมเสื้อคลุมยาวของจอมเวทสีดำสนิทประดับประดาด้วยดวงดารา
กระจกตาของเธอสะท้อนร่างของโลกิ เบื้องหน้าของเธอมีตำราอันเลือนรางพลิกไปมาอย่างรวดเร็ว
เธอรอจนถึงวินาทีสุดท้ายจึงค่อยเผยตัว ก็เพื่อไม่ให้โลกิได้รับคำเตือนจากราชันสวรรค์ผู้นั้น จึงมีโอกาสจับเขาได้ทั้งเป็น
ทันทีที่โลกิเข้าใจสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ มุมปากของเขาก็ยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูเกินจริงอย่างผิดวิสัย
โผละ!
ร่างของเขาระเบิดออกจากภายในสู่ภายนอก ราวกับว่าได้ฝังระเบิดที่ควบคุมได้ไว้ในเนื้อหนังของตนเองมาก่อนแล้ว
โลกิประสบความสำเร็จในการฆ่าตัวตายอย่างพิลึกพิลั่น เนื้อหนังกระจัดกระจาย ลมหายใจสิ้นสุดลง
มาดามเมจิกเชี่ยนยุติการปิดล้อมบริเวณนั้นในทันที แล้วจับใจความข้อมูลที่โลกิทิ้งไว้ในโลกวิญญาณ
โลกวิญญาณคือแหล่งรวมของสรรพข้อมูล หลายครั้งแก่นแท้ของการ ‘ทำนาย’ ก็คือการรับวิวรณ์จากโลกวิญญาณ และการ ‘ฟื้นคืนชีพ’ ย่อมทิ้งร่องรอยข้อมูลไว้ในโลกวิญญาณอย่างแน่นอน
หากสามารถค้นพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงที มาดามเมจิกเชี่ยนก็จะสามารถไล่ตามไปยังจุดฟื้นคืนชีพของโลกิ จนระบุตำแหน่งปราสาทโบราณที่ปรากฏในบันทึกของลัทธิเร้นลับได้
ไม่นานนัก มาดามเมจิกเชี่ยนก็ได้รับผลลัพธ์
ร่างของเธอหายวับไปในเบื้องสูงของ ‘โลกวิญญาณ’ ท่องไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งความหมาย
เพียงชั่วพริบตา เบื้องหน้าเธอก็ปรากฏม่านหมอกสีเทาขาวมากมายมหาศาล
‘เมจิกเชี่ยน’ หยุดชะงัก ดวงตาจับจ้องไปยังม่านหมอกสีเทาขาวที่ดูราวกับไร้ขอบเขตนั้น
…………
ภายใต้ท้องฟ้าสลัวนิ่งสงัด บนผืนมหาสมุทรสีครามที่ราบเรียบไร้คลื่นลม
ลูเมี่ยนอาศัยแหวนประดับทับทิมสีแดงเพลิงของ ‘นังบ้า’ ปรับเปลี่ยนอวัยวะภายใน เนื้อหนัง และกระดูกของตนกลับคืนสู่สภาพเดิม
ย่ำเหยียบบนสายลมบ้าคลั่งที่แข็งแกร่งราวกับเป็นของแข็ง ลูเมี่ยนถอดแหวนวิเศษที่ช่วยให้ผู้สวมใส่ใช้เวทมนตร์เลือดเนื้อออก พลางเอ่ยถามมาดามเมจิกเชี่ยนอย่างร้อนรน
“อีกสองด้านเป็นยังไงบ้าง?”
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ
“ฉันเพิ่งสังหาร ‘โลกิ’ แต่ไม่อาจสกัดกั้นการฟื้นคืนชีพของเขาได้ ทั้งยังไม่สามารถฉวยโอกาสค้นหาปราสาทโบราณของเขา”
“ส่วน ‘กวีเร่ร่อน’ ถูก ‘แกนดาล์ฟ’ ที่เธอจงใจส่งไปยังหมู่บ้านมิโลจับตัวได้ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่”
ฟู่…ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยสัญชาตญาณ
แม้จะไม่สามารถจับกุม ‘โลกิ’ ได้ แต่การที่สามารถทำให้เขาต้องสูญเสียโอกาส ‘ฟื้นคืนชีพ’ ไปหนึ่งครั้ง ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในคราวนี้ ‘อุลตร้าแมน’ กับ ‘นังบ้า’ ถูกสังหารอย่างราบคาบ ส่วน ‘กวีเร่ร่อน’ ถูกจับได้ทั้งเป็น นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจยิ่ง
แต่เดิมนั้น ลูเมี่ยนมิได้แน่ชัดว่า ‘กวีเร่ร่อน’ คือผู้ใดกันแน่ อีกทั้งยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเขามีส่วนร่วมในปฏิบัติการพิธีบูชาทะเลครั้งนี้หรือไม่ เพียงแต่มีผู้ต้องสงสัยอยู่ไม่กี่ราย ซึ่งรวมถึง ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ตัวปลอม และแฟร์น็องเดซหลานชายของฆวน·โอโร ในเมื่อผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมิโล เขาจึงสั่งให้แกนดาล์ฟเฝ้าสังเกตการณ์แถวนั้นอย่างใกล้ชิด
มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวต่อไปว่า
“ผู้อื่นที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ ฉันได้เคลื่อนย้ายออกไปนอกน่านน้ำพิเศษแล้ว ส่วนมิสเตอร์ K แห่งชุมนุมแสงเหนือ ฉันส่งกลับไปยังห้องเช่าของเขาในเมืองท่าซานตา ร่างไร้วิญญาณกับสัมภาระของนังบ้าลอยอยู่ที่นี่”
ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่แบมือออก ฝ่ามือมืดสนิทราวกับก่อเกิดเป็นกล่องขนาดย่อม โดยภายในกล่องนั้น ร่างแยกเป็นสองส่วนของนังบ้าพร้อมข้าวของอื่นๆ ‘หดเล็ก’ ลงเท่าแมลงวัน ลอยล่องอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งดำรงอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
ลูเมี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองไปยังก้นทะเลสีครามพลางเอ่ยถาม
“จบแล้วหรือครับ?”
เขายังนึกว่าในท้ายที่สุด จะสามารถควบคุมวัตถุมหึมาสีเทาเงินนั่นได้
“จะเป็นอย่างไรได้อีกล่ะ? สิ่งที่แม้แต่ราชาเทวทูตทั้งสองยังไม่อาจจัดการให้เด็ดขาดได้ พวกเรา ‘ชุมนุมทาโรต์’ จะพรากไปด้วยวิธีใด? เว้นแต่ว่ามิสเตอร์ฟูลจะตื่นขึ้นมาเสียก่อน” มาดามเมจิกเชี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน
ลูเมี่ยนหวนนึกถึงสิ่งที่อยู่ภายใน ‘รังนก’ แห่งเนื้อหนัง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย
เด็กหนุ่มถามอย่างฉงน
“สิ่งที่ถูกผนึกใต้ท้องทะเลนั่น เป็นหลุมดำจริงหรือ?”
“รู้จักสิ” มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะในลำคอ “ฉันยังรู้ด้วยว่าวัตถุสีเทาเงินนั่นคือยานอวกาศ”
ยานอวกาศ…ลูเมี่ยนตกตะลึงชั่วขณะ
ทว่าเมื่อคิดทบทวนอีกครา เขาพบว่าวัตถุมหึมาสีเทาเงินนั่น ช่างคล้ายคลึงกับยานอวกาศในนิทานก่อนนอนที่พี่สาวเคยเล่าให้ฟังยิ่งนัก!
อีกทั้งมาดามเมจิกเชี่ยนไม่เพียงรู้จักยานอวกาศ แต่ยังเข้าใจแนวคิดเรื่องหลุมดำอีกด้วย!
มิอาจดูแคลนผู้อยู่ในลำดับสูงส่งได้เลย ความรู้อันล้ำสมัยที่ผู้ข้ามโลกครอบครอง พวกท่านก็มิใช่ว่าจะไม่รู้…ลูเมี่ยนอดรู้สึกทึ่งมิได้
ในยามนั้น เขาสังเกตเห็นว่าประกายประหลาดบนร่างของมาดามเมจิกเชี่ยนได้อันตรธานไปแล้ว
ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ทอดสายตามองไปยังก้นทะเล พลางกล่าวว่า
“นั่นคือจุดกำเนิดหลุมดำที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของเทพมารองค์หนึ่ง มันจะคอยดูดกลืนสสารและพลังงานรอบข้างอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง จนในที่สุดจะกลายเป็นหลุมดำที่แท้จริง”
“ในยุคที่สี่ เทพมารผู้นั้นคงอาศัยโอกาสบางประการ ส่งต้นกำเนิดหลุมดำเข้ามาผ่านยานอวกาศใต้ท้องทะเล หวังให้มันเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถฉีกทำลายและกลืนกินดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นี้ในที่สุด ทำให้บาเรียสูญเสียที่ยึดเหนี่ยว พังทลายลงก่อนกำหนด…”
“ในสภาวะเช่นนั้น เทพแท้จริงและเหล่าเทวทูตอาจหลบหนีออกไปได้ก่อน แต่เมื่อปราศจากการปกป้องของบาเรีย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรในภายหลัง”
“โชคดีที่มิสเตอร์ ‘ประตู’ กับอามุนด์พบเห็นได้ทันท่วงที จึงลงมือจัดการ แต่กลับไม่อาจทำลายหลุมดำที่เริ่มก่อตัวนั้นได้ การทำลายล้างใดๆ ที่พุ่งเป้าไปยังมัน หรือความพยายามใดๆ ที่จะทำให้มันสูญเสียเสถียรภาพ ล้วนแต่จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่มันทั้งสิ้น วิธีเดียวที่ทำได้คือการผนึกมันไว้ รอคอยให้มันสาดแสงดาวออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนอ่อนกำลังลงเอง แล้วดับสูญไปในที่สุด”
“แน่นอน อีกวิธีหนึ่งคือการย้ายมันพร้อมยานอวกาศลำนั้นออกไปสู่นภาดาว ทิ้งไว้ในดินแดนรกร้าง แต่นั่นหมายความว่ามิสเตอร์ ‘ประตู’ ก็ต้องออกจากบาเรียและติดตามไปตลอดทาง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เหนือสิ่งอื่นใด มันยังอยู่ภายใต้สายตาของการดำรงอยู่พระองค์นั้นตลอดเวลา อีกทั้ง พระองค์ยังอาศัยความเชื่อมโยงระหว่างกัน คอยเติมเต็มพลังงานให้มันเป็นระยะ จินตนาการได้ไม่ยากว่าอันตรายนั้นมีมากเพียงใด”
อย่างนี้นี่เอง…ลูเมี่ยนจึงเข้าใจในที่สุด ว่าเหตุใดต้องผนึกไว้แทนที่จะทำลาย
เด็กหนุ่มทวนคำด้วยความสงสัยใคร่รู้
“มิสเตอร์ ‘ประตู’?”
ช่างฟังดูคล้ายคลึงกับมิสเตอร์ฟูลเสียจริง
……………………………………………………..