ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 592 ‘บลัฟ’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 592 ‘บลัฟ’
ตอนที่ 592 ‘บลัฟ’
ฆ่าแล้วสื่อวิญญาณ?
‘กวีเร่ร่อน’ จ้องมองลูเมี่ยน·ลี ผู้ปลอมตัวเป็น ‘มักเกิ้ล’
ความหนาวเยือกแล่นผ่านสันหลัง ขนลุกชันไปทั่วร่าง
เขาสัมผัสถึงเจตนาฆ่าจากอีกฝ่าย และเข้าใจที่มาของอารมณ์นั้น จึงยิ่งเพิ่มความหวาดกลัว
ทว่าในชั่วพริบตา ‘กวีเร่ร่อน’ กลับคิดว่าอีกฝ่ายกำลังบลัฟตน จงใจแสดงความโกรธแค้นออกมา ใช้ความตายบีบคั้นจิตใจ เพื่อทำลายกำแพงทางจิตของตนให้ย่อยยับ
เหตุที่เขาสงสัยเช่นนี้ ก็เพราะการ ‘สื่อวิญญาณ’ มิใช่ทางออกที่ดีที่สุดในยามปัจจุบัน
ราชันสวรรค์ผู้นั้น ศักดิ์ของพระองค์สูงส่งยิ่งกว่าเทพมารส่วนใหญ่ แม้แต่มลทินของเหล่าเทพมารก็อาจทำให้การ ‘สื่อวิญญาณ’ ล้มเหลวได้ จึงย่อมไม่ต้องพูดถึง ‘พรพิเศษ’ จากราชันสวรรค์
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ จิตใจของ ‘กวีเร่ร่อน’ ก็กลับมามั่นคง สงบนิ่งลงทีละนิด
ในฐานะ ‘นักต้มตุ๋น’ เขายังคงสวมหน้ากากแห่งความหวาดกลัว จ้องมองลูเมี่ยนพลางถอยหลังไปสองก้าว
“ผมจะบอกความจริง คุณสามารถพิสูจน์ได้!”
“อย่าฆ่าผมเลยนะ!”
ลูเมี่ยนบรรจงสืบเท้าเข้าใกล้ ชักมีดสั้นออกมาอย่างว่องไว
‘กวีเร่ร่อน’ หันไปมอง ‘เฮล่า’ ‘แกนดาล์ฟ’ และฟรังก้า วิงวอนด้วยท่าทาง ‘ตื่นตระหนกสุดขีด’
“เขาเสียสติไปแล้ว พวกท่านจะปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจเช่นนี้หรือ?”
“การ ‘สื่อวิญญาณ’ ไม่ได้ครอบจักรวาลถึงขนาดใช้ได้กับทุกกรณี!”
‘กวีเร่ร่อน’ จงใจใช้คำว่า ‘เขา’ เป็นสรรพนาม ชี้ให้เห็นว่าตนรู้ดีว่าลูเมี่ยนมิใช่ ‘มักเกิ้ล’ ราวกับกำลังเร่งเร้าว่าอย่าได้แสร้งทำอีกเลย
ลูเมี่ยนก้าวสองก้าวมาประชิดตัว ‘กวีเร่ร่อน’ ทอดสายตามองสมาชิกแกนหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ ผู้ซึ่งยังคงติดอยู่ในร่างของผู้อื่นและไม่อาจเปลี่ยนกลับได้ชั่วคราว พลางยกมีดสั้นในมือขึ้น
หากการกระทำในยามนี้ของเขามิใช่การแสร้งทำ ‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ ย่อมต้องทัดทานสักคำสองคำ เป็นไปไม่ได้ที่จะยืนมองอย่างเฉยเมยเช่นนี้!
‘กวีเร่ร่อน’ เปล่งเสียงแหลม ราวกับตกใจจนแทบสิ้นสติ แหกปากร้องตะโกนว่า
“ผมจะร่วมมือกับพวกท่านจริงๆ! ผมจะช่วยพวกท่านตามหา ‘โลกิ’ และค้นหาปราสาทโบราณของเขา!”
“ดูสิ แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็ไม่พยายามใช้พลังต่อต้านพวกท่าน!”
ขณะที่ตะโกน ‘กวีเร่ร่อน’ จ้องหน้าลูเมี่ยนสลับกับปลายแหลมของมีดสั้น พยายามทำให้แววตาของตนแสดงออกถึงสองสภาวะ — ‘การหลบเลี่ยงและการวิงวอน’ อย่างแรกแสดงถึงความกลัวที่ถูกขู่ขวัญ อย่างหลังคือการอ้อนวอนขอชีวิตอันเกิดจากความกลัวนั้น
ในห้วงขณะนั้น จิตใจของ ‘กวีเร่ร่อน’ เต็มไปด้วยความเยาะหยัน แทบไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
คิดจะลวง ‘นักต้มตุ๋น’ รึ?
ช่างน่าขบขันสิ้นดี!
ฉันจะนับถึงห้า แกก็ต้องหยุดมือแน่!
ห้า สี่ สาม…
ปึ้ก!
สายตาของ ‘กวีเร่ร่อน’ ก็พลันพร่าเลือน มีดสั้นเล่มนั้นพุ่งทะลวงเข้าสู่ดวงตาซ้ายของเขา ทั้งเจาะทะลุลูกตาและแทงผ่านช่องว่างเบ้าตาเข้าสู่สมองในคราวเดียว
เป็นไปไม่ได้!
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
มันคิดจะสังหารเราจริงๆ หรือ?
ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมท่วมทับสติของ ‘กวีเร่ร่อน’ จนเขารีบยกมือขวาขึ้นกุมใบหน้าตามสัญชาตญาณ พยายามดิ้นรนถอยหลัง หมายหนีให้ห่างจากคมมีด เพื่อหลีกเลี่ยงบ่อเกิดแห่งความทรมาน
ลูเมี่ยนยื่นมือซ้ายออกมา กดร่างของ ‘กวีเร่ร่อน’ ให้อยู่กับที่ในพริบตา ทำให้การดิ้นรนของเขาไร้ผล
จากนั้น ลูเมี่ยนโน้มกายเล็กน้อย ชะโงกใบหน้าเข้าไปใกล้ริมหูของสมาชิกแกนนำ ‘วันเอพริลฟูล’ ผู้นี้
‘กวีเร่ร่อน’ เห็นใบหน้างดงามของ ‘มักเกิ้ล’ เห็นริมฝีปากอิ่มแดงของ ‘เธอ’ ขยับเผยอ ได้ยินเสียงกระซิบอันแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจระคนเยาะหยันว่า
“ลูกบุญธรรมของฉันได้แทะแขนของ ‘โลกิ’ ไปครึ่งท่อน จนได้รับรู้เรื่องราวของมันไม่น้อย นี่ต้องมากกว่าที่แกรู้แน่นอน…”
มากกว่าที่เรารู้…หากรู้แต่แรก เราคงใช้พลังต่อต้านไปแล้ว…แม้ในห้วงแห่งความเจ็บปวดทรมานและการดิ้นรนต่อสู้ ‘กวีเร่ร่อน’ ก็ยังไม่เคลื่อนไหว
ความรู้สึกเสียดาย สิ้นหวัง และโกรธแค้นอับอายทยอยผุดขึ้นภายในใจ
ไม่นานนัก อารมณ์เหล่านั้นก็มลายหายไป ขณะที่ลูเมี่ยนกำด้ามมีดที่ปักอยู่ในช่องเบ้าตาของ ‘กวีเร่ร่อน’ แล้วหมุนวนสองสามครั้ง ทำลายสมองส่วนหน้าให้แหลกเละ
เมื่อเห็น ‘กวีเร่ร่อน’ สงบลงแล้ว เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ดึงมีดออก แล้วตั้งใจห้ามเลือดพร้อมกับพันแผลให้อีกฝ่าย แต่มิได้ทำการฆ่าเชื้อแต่อย่างใด
จวบจนบัดนี้ ฟรังก้าจึงขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียง ‘จิ๊’ แล้วกล่าวว่า
“ฉันนึกว่าคุณแค่จะบลัฟเขา”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอมิได้ทัดทาน ได้แต่มองดูลูเมี่ยนชูมีดเข้าประชิด ‘กวีเร่ร่อน’ ทีละก้าว ขณะที่ ‘กวีเร่ร่อน’ วิงวอนไม่หยุดหย่อน
เธอเชื่อว่า ‘เฮล่า’ กับ ‘แกนดาล์ฟ’ ก็คงคิดในทำนองเดียวกันเมื่อครู่นี้
เมื่อมีดเล่มนั้นแทงทะลุเบ้าตาของ ‘กวีเร่ร่อน’ ฟรังก้าถึงกับตะลึงงัน บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่าลูเมี่ยนเอาจริง!
หาใช่ว่าลูเมี่ยนตั้งใจสังหาร ‘กวีเร่ร่อน’ แต่เขาใช้กลลวงที่ ‘วันเอพริลฟูล’ คิดค้นขึ้นเอง มาย้อนเล่นงานอีกฝ่าย เพื่อทำให้เกิดสภาวะเดียวกับ ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’ ในครั้งก่อน
ก่อนที่ลูเมี่ยนจะได้ตอบ ฟรังก้าก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“คุณเรียนรู้วิธีผ่าตัดสมองส่วนหน้าตั้งแต่เมื่อไร?”
ลูเมี่ยนใช้ผ้าพันแผลสีขาวเช็ดคราบเลือดสดบนใบมีด แย้มยิ้มเยาะหยันพลางกล่าวว่า
“ครูพักลักจำจากการดูหมอคนนั้นผ่าตัด ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’ ยังไงล่ะ”
“การผ่าตัดง่ายๆ แบบนี้ หากผู้วิเศษที่ชำนาญการลงมืออย่างฉัน ดูเพียงครั้งเดียวแล้วลอกเลียนแบบไม่ได้ ก็คงต้องสันนิษฐานว่าสมองถูกโอสถกัดกินไปหมดแล้วล่ะ”
ในขณะที่สวมบทบาท ‘มักเกิ้ล’ ลูเมี่ยนมักจงใจใช้น้ำเสียงของพี่สาว ราวกับว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
ฟรังก้ามองใบหน้าของโอลัวร์ใต้ผ้าคลุม ฟังเสียงของอีกฝ่าย มิได้โกรธเคืองที่ถูกเยาะเย้ย เพียงแต่พึมพำว่า
“การผ่าตัดมิใช่เพียงแค่แทงเข้าไปแล้วขยับสองสามที ก่อนและหลังผ่าตัดยังมีจุดสำคัญอีกมากมาย แม้แต่ระหว่างผ่าตัด หากคุณแทงลึกกว่านี้อีกนิด ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างโดยสิ้นเชิง”
“จะต่างก็ต่างไป หากถึงคราวม้วยมรณา ก็เริ่ม ‘สื่อวิญญาณ’ มันเสียเลย” ลูเมี่ยนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางรินยาสารภาพที่เหลือทั้งหมดใส่ปาก ‘กวีเร่ร่อน’ ผู้ซึ่งบัดนี้เหม่อลอยไร้การต่อต้านใดๆ
เมื่อกระทำการเสร็จสิ้น เขาจึงเอ่ยเสริม
“มาดาม ‘เฮล่า’ กล่าวว่า มิติแห่งนี้สามารถขจัดอิทธิพลของเทพมารได้ในระดับสูงสุด”
“เพียงแค่สูงสุด มิได้หมายความว่าสมบูรณ์ อีกทั้ง หากปัญหาแฝงอยู่ในดวงวิญญาณของเขา จะมิเกิดการระเบิดทำลายตนเองโดยพลันหรอกหรือ?” ฟรังก้าโต้แย้งด้วยสัญชาตญาณ นี่คือเหตุผลที่ ‘เฮล่า’ มิได้ให้ ‘กวีเร่ร่อน’ เข้าสู่ห้วงนิทราเพื่อล้วงเอาคำตอบที่แท้จริง ด้วยเกรงว่าในแดนฝันอาจปรากฏภาพที่ไม่ควรเห็น ซึ่งย่อมอันตรายยิ่งกว่าเพียงถ้อยคำบรรยาย
ในยามนั้น ‘แกนดาล์ฟ’ ผู้สวมเสื้อคลุมยาวและฮู้ดผ้าลินิน จึงถอนหายใจแผ่วเบา
เขารู้สึกสะท้อนใจต่อชะตากรรมของ ‘กวีเร่ร่อน’ อยู่บ้าง แต่ก็มิได้ทัดทาน ด้วยเหตุที่มิใช่ตนที่ถูก ‘วันเอพริลฟูล’ ทำร้าย จึงไม่มีสิทธิ์ตำหนิการกระทำอันรุนแรงของญาติผู้เสียหาย
ก่อนปฏิบัติการครั้งนี้ ‘เฮล่า’ ได้แจ้งแก่ ‘แกนดาล์ฟ’ ถึงการสิ้นชีพของ ‘มักเกิ้ล’ และการสวมรอยของลูเมี่ยน·ลี ประธานใหญ่ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ผู้นี้ทั้งเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของพี่น้อง และรู้สึกละอายใจ ตระหนักว่าความหละหลวมไร้ระเบียบของ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ที่ผ่านมา ตนในฐานะประธานต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง
ครู่ต่อมา ‘กวีเร่ร่อน’ ได้รับการ ‘ปลอบขวัญ’ ค่อยๆ ฟื้นคืนสติจากความเจ็บปวด เริ่มตอบคำถามของผู้คนรอบข้าง
ผู้ถามคนแรกคือ ‘แกนดาล์ฟ’ เขาทอดสายตามองลงมายัง ‘นักชิงฝัน’ ผู้นั้น แล้วถามตรงประเด็นว่า
“คุณเริ่มศรัทธาต่อราชันสวรรค์ได้อย่างไร?”
‘แกนดาล์ฟ’ และ ‘เฮล่า’ ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับราชันสวรรค์จากฟรังก้าและลูเมี่ยนแล้ว จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
‘กวีเร่ร่อน’ ตอบอย่างสงบนิ่งว่า
“ผมเคยเป็นโจรขโมยโบราณวัตถุ ได้ครอบครองวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง ขณะศึกษาประวัติศาสตร์ของมันเพื่อประเมินคุณค่า ผมได้ไขความหมายของจารึกบางส่วน…”
ทันใดนั้น ‘เฮล่า’ ก็ตัดบทการเล่าของ ‘กวีเร่ร่อน’ ด้วยเสียงเย็นชา
“คุณไม่จำเป็นต้องเล่าความหมายทั้งหมด เพียงกล่าวคำสำคัญก็พอ”
‘กวีเร่ร่อน’ ไม่คิดโต้แย้ง ว่าง่ายดั่งลูกแกะ
“คำสำคัญมี หลอกลวง เยาะเย้ย ประตูแห่งหมื่นประตู ราชันเร้นลับ…”
เมื่อ ‘กวีเร่ร่อน’ เอ่ยวาจาจบลง พระราชวังโบราณที่พวกเขาอยู่ก็พลันพร่าเลือน ไม่ชัดเจนดังเดิม
ในขณะเดียวกัน อกซ้ายของลูเมี่ยนก็เกิดความรู้สึกร้อนผ่าวอีกครา
ชั่วพริบตาต่อมา ราตรีนอกพระราชวังก็ยิ่งมืดมิดลง ความพร่าเลือนทั้งปวงมลายหายไป
“ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนจะมีหนอนงอกออกมาจากร่างได้ล่ะ?” ฟรังก้ารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก
เพียงแค่นามเรียกไม่กี่คำ มิใช่พระนามที่สมบูรณ์ ก็ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ ทุกอณูเนื้อหนังราวกับมีชีวิตขึ้นมา ประหนึ่งจะแปรเป็นหนอนเจาะทะลุผิวหนังออกมา
หนึ่งในแผนการของ ‘กวีเร่ร่อน’ แต่เดิมคือ การตอบคำถามของลูเมี่ยนและผู้อื่นอย่างจริงใจไม่ปิดบังสิ่งใด เพื่อเปิดเผยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับราชันสวรรค์อย่างละเอียด หวังแพร่มลทินไปยังเหล่าศัตรูอย่างแนบเนียน ดูว่าจะสั่นคลอนความลับของ ‘อาณาจักรราตรี’ และสร้าง ‘ประตู’ แห่งการหลบหนีจากที่นี่ได้หรือไม่
หากสามารถใช้วิธีนี้แพร่มลทินไปยัง ‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ ได้จริง เมื่อทุกคนกลายเป็นศาสนิกของราชันสวรรค์แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลกลใดที่ต้องสังหารเขาอีก แน่นอนว่าต้องร่วมมือกันจัดการลูเมี่ยน·ลีอยู่แล้ว!
แน่นอน บัดนี้ ‘กวีเร่ร่อน’ ไม่หลงเหลือความคิดดังกล่าวแล้ว ได้รับเพียงความสงบนิ่งราวกับเป็นเวรกรรม
“คำบรรยายเกี่ยวกับผู้ดำรงอยู่ในที่สูงมักแฝงไว้ด้วยอันตราย ในโลกนี้ ความไม่รู้อาจมิใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป” แกนดาล์ฟถอนหายใจพลางวิจารณ์เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น
จากนั้น เขาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อมา
‘กวีเร่ร่อน’ กล่าวโดยไม่แสดงอารมณ์ใด
“เมื่อปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่ได้ ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาโดยสัญชาตญาณ หวนนึกถึงอักษรส่วนที่ตัวเองไขปริศนาได้ จนกระทั่งเห็นหมอกสีเทาจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ พร้อมกับได้รับวิวรณ์จากราชันสวรรค์”
“กล่าวคือ คุณศรัทธาต่อราชันสวรรค์ทันทีที่ข้ามมิติมา ก่อนก่อตั้งสมาคมวิจัยเสียอีก?” แกนดาล์ฟซักไซ้ต่อ
“ถูกต้อง” กวีเร่ร่อนตอบอย่างไร้อารมณ์ “ตอนนั้นผมคิดว่า ในเมื่อพระองค์ทรงค้นพบผมแล้ว แถมยังมาในลักษณะนี้ หากผมไม่เลือกยอมจำนน ไม่ศรัทธา ไม่ติดตามพระองค์ ก็คงถูกสังหาร ณ ตรงนั้นเลย หมดโอกาสได้กลับไปยังบ้านเกิด…ต่อมาภายหลัง ผมค่อยๆ ซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ถึงกับสามารถลวงอาณาจักรราตรี ทำให้ปัญหาบนตัวพวกเราไม่เคยถูกค้นพบ”
แกนดาล์ฟครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“แล้ว ‘โลกิ’ ล่ะ? เขาศรัทธาต่อราชันสวรรค์ได้อย่างไร?”
……………………………………………………..