ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 593 ปั่นหัว
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 593 ปั่นหัว
ตอนที่ 593 ปั่นหัว
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของแกนดาล์ฟ ‘กวีเร่ร่อน’ เล่าเรื่องราวในอดีตอย่างตรงไปตรงมา
“ผมไม่ทราบ เขาไม่เคยบอกผม”
“หลังจากก่อตั้ง ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ได้ระยะหนึ่ง ผมจึงสังเกตเห็นว่าพฤติกรรมและการแสดงออกบางอย่างของคนผู้นั้น ดูคล้ายกับได้รับอิทธิพลจากราชันสวรรค์ ในทำนองเดียวกัน เขาก็พบว่าผมมีอาการคล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเข้าใกล้กัน หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน จนในที่สุดก็ยืนยันได้ และเกิดแผนการจัดตั้งกลุ่ม ‘วันเอพริลฟูล’ ขึ้นมา”
‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวเกี่ยวกับราชันสวรรค์อยู่พักใหญ่ เมื่อไม่มีแนวทางใดเพิ่มเติม ลูเมี่ยนผู้แต่งกายเป็นมักเกิ้ลจึงเหลียวมองไปยัง ‘กวีเร่ร่อน’ แล้วเอ่ยว่า
“เป้าหมายของการทำลายพิธีบูชาทะเลคืออะไร?”
“คือการครอบครองยานอวกาศใต้ท้องทะเล มันสามารถพาพวกเราท่องไปในห้วงนภาดาว และต่อกรกับเทวทูตได้ในระดับหนึ่ง…” ‘กวีเร่ร่อน’ เปิดเผยแผนการปฏิบัติการ ‘วันเอพริลฟูล’ อย่างตรงไปตรงมา
ลูเมี่ยนบรรจงยกมุมปากขึ้น
“พวกแกรู้หรือไม่ ว่าสิ่งใดถูกผนึกอยู่ในส่วนลึกของยานอวกาศลำนั้น?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟรังก้าพลันสะดุ้ง พร้อมกับตระหนักถึงประเด็นสำคัญ
ยานอวกาศ?
สิ่งที่อยู่ใต้ท้องทะเลใกล้กับท่าเรือซานตา คือเป็นยานอวกาศหรอกหรือ?
ทำไมมันถึงฟังดูเหมือนนิยายไซไฟมากกว่าศาสตร์เร้นลับอีกล่ะ?
โลกนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างเลยหรือไง?
เพื่อเร่งสอบปากคำ ‘กวีเร่ร่อน’ สมาชิกแกนหลัก ‘วันเอพริลฟูล’ ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ลูเมี่ยนกับฟรังก้าจึงมิได้สนทนากันมากนัก ก่อนจะก้าวเข้าสู่อาณาจักรราตรี
“ยานอวกาศ…” ‘แกนดาล์ฟ’ เอ่ยทวนคำนี้ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความปรารถนาอันยากจะปิดบัง
ส่วน ‘เฮล่า’ ยังคงรักษาความเงียบราวกับรัตติกาล
“ตามการตีความภาษาของพวกเราและวิวรณ์ที่ได้รับจากราชันสวรรค์ ยานอวกาศลำนั้นมีคุณสมบัติเป็นทั้งหลอดเพาะเลี้ยงและห้องบ่มเพาะ มันน่าจะกำลังบ่มเพาะสิ่งมีชีวิตที่มีศักดิ์สูง หากควบคุมมันได้ ก็จะสามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มีศักดิ์สูงนั้นได้ด้วย มิฉะนั้น ลำพังตัวยานอวกาศลำนั้น คงยังไม่มากพอที่จะต่อกรกับเทวทูตได้”
รอยยิ้มบนริมฝีปากของ ‘โอลัวร์’ ยิ่งทวีความงดงาม
“เช่นนั้นแล้ว พวกแกเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดเทวทูตโบราณที่ผนึกยานอวกาศลำนั้นไว้ จึงไม่ยอมควบคุมมันเสียเอง เหตุใดจึงไม่ควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มีศักดิ์สูงนั่น หรือไม่ก็ทำลายพวกมันเสียให้สิ้นซาก?”
‘กวีเร่ร่อน’ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบรรจงเอ่ยปาก
“อาจต้องใช้เวลาอันยาวนานในการบ่มเพาะสิ่งมีชีวิตศักดิ์สูงนั่น หากควบคุมยานอวกาศตั้งแต่โบราณกาล อาจทำให้ทุกสิ่งยุติลงก่อนเวลาอันควร จำเป็นต้องรอจนกระทั่งช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อสิ่งมีชีวิตศักดิ์สูงนั่นใกล้จะถือกำเนิด จึงจะสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์”
รอยยิ้มใต้ผ้าคลุมศีรษะของลูเมี่ยนพลันเปล่งประกายสดใส
“หากเป็นเช่นนั้นจริง เทวทูตโบราณผู้ผนึกสิ่งมีชีวิตศักดิ์สูงนั่นไว้ ย่อมต้องลงมือด้วยพระองค์เอง พวกแกมั่นใจหรือว่าจะต่อกรกับเทวทูตได้ และชิงยานอวกาศนั้นมาครองสำเร็จ? หรือพวกแกคิดว่าเทวทูตไม่มีปัญญาตีความ หรือไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริงของคำสั่งเหล่านั้น?”
“เวลาผ่านไปหลายปีเช่นนี้ พระองค์อาจร่วงหล่นไปแล้ว…” พูดมาถึงตรงนี้ ‘กวีเร่ร่อน’ ก็ชะงักไปทันที
เขาเคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตในแท่นบูชาผ่านความฝัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตดังกล่าวน่าจะเป็นร่างแบ่งภาคของเทวทูตโบราณองค์นั้น
การปรากฏตัวของอีกฝ่ายช่วยพิสูจน์ว่า เทวทูตในอดีตอาจยังมีชีวิตอยู่ และยังคงจับตามองหมู่บ้านมิโลรวมถึงทะเลใกล้เคียงอยู่
“เหตุใดพวกเราจึงไม่คิดจะยืนยันให้แน่ชัดก่อนที่จะเริ่มแผนการทั้งหมดนี้…” ‘กวีเร่ร่อน’ เอ่ยถึงข้อสงสัยในใจโดยไม่แสดงอารมณ์ใดชัดเจน
ลูเมี่ยนยิ้มพลางตอบเขา
“ฉันจะบอกแกไว้อีกสักเรื่อง สิ่งที่ถูกผนึกไว้ในยานอวกาศนั่น ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตศักดิ์สูงหรอกนะ หากแต่เป็น ‘หลุมดำ’ ที่ยังไม่สมบูรณ์และกำลังบ่มเพาะตัวเองอย่างต่อเนื่อง ถ้าพวกแกปลดผนึกแล้วขับยานอวกาศออกไป มันก็จะดูดกลืนรากเหง้าแห่งศาสตร์เร้นลับ ดูดกลืนพวกแก แล้วก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ฉีกทำลายและกลืนกินโลกปัจจุบันทั้งหมด”
“เหตุที่เทวทูตโบราณในอดีตไม่พยายามควบคุมมัน ก็เพราะมันอันตรายอย่างยิ่งยังไงล่ะ เจ้าพวกโง่!”
‘กวีเร่ร่อน’ ตะลึงงันอีกครั้ง ราวกับไม่เคยคิดถึงเรื่องในแง่มุมนี้มาก่อน
“พวกเรา…หรือว่า…จะถูกปั่นหัวกันหมด…”
แม้ ‘กวีเร่ร่อน’ จะไม่อาจแสดงความรู้สึกใดๆ ได้อีก แต่ของเหลวสีเลือดที่ซึมออกมาจากผ้าพันแผลหยาบๆ แล้วไหลลงมาตามสันจมูก ก็ยังคงทำให้เขาดูน่าสมเพชน่าเวทนาอยู่บ้าง
ลูเมี่ยนหัวเราะเสียงดัง พลางโน้มตัวลงเล็กน้อยด้วยความขบขัน
“เพิ่งจะรู้ตัวเอาป่านนี้หรือ ว่าพวกแกถูกราชันสวรรค์ปั่นหัวเข้าแล้ว? พระองค์ประทานวิวรณ์มาเพื่อชักจูงพวกแก หลอกใช้ความตายของพวกแกเพื่อเปิดผนึก ทำลายโลกนี้ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ของพระองค์!”
“ฮ่าๆ วันเอพริลฟูลสินะ…สมกับเป็นพวกเมษาหน้าโง่จริงๆ…กลุ่มที่พวกโง่เง่าเต่าตุ่นมารวมตัวกัน!”
‘กวีเร่ร่อน’ เงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยความในใจออกมาด้วยท่าทีที่ไร้การต่อต้าน
“พวกเราช่างโง่เขลา โง่เขลาอย่างแท้จริง…”
ทางด้านอื่น ‘แกนดาล์ฟ’ และคนอื่นๆ ต่างแสดงปฏิกิริยาแตกต่างกันไป
บัดซบ! หลุมดำ? ทำลายโลกนี้? ฟรังก้าคิดว่าลำพังข้อมูลเรื่องยานอวกาศก็น่าตื่นเต้นมากพอแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตามมาอีก
มิหนำซ้ำ ยังมีผู้ดำรงอยู่บางองค์ที่สามารถสร้างหลุมดำได้ด้วย?
ฟรังก้า ผู้เดิมทีไม่มีความรู้สึกและความเข้าใจโดยตรงว่า พลังอำนาจระดับสูงสุดนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด บัดนี้ได้ประจักษ์แจ้งถึงความยิ่งใหญ่ของเหล่าพระองค์อย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ เธอคิดว่าตนเข้าใจโลกนี้มากพอแล้ว แต่บัดนี้จำต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
เรายังเป็นแค่เด็กประถมเท่านั้น!
‘แกนดาล์ฟ’ สูดลมหายใจแผ่วเบาแล้วกล่าวว่า
“หากผมได้เป็นเทพ การทำวิจัยคงสะดวกสบายเหลือเกิน…หลุมดำเอ๋ย…”
‘เฮล่า’ หยิบกระติกสนามออกมาจากอาภรณ์สีดำของเธอ ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ใจลอยไปกับความคิดบางอย่าง
ลูเมี่ยนหัวเราะครู่หนึ่ง รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก ทว่าความทุกข์ระทมยังคงกัดกร่อนดวงจิต ยังคงก้องกังวานอยู่ในเงามืดแห่งห้วงคำนึง ไม่อาจลบเลือนหรือเมินเฉยได้
ทุกครั้งที่ได้เห็นสมาชิกแกนหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ เขาก็อดนึกถึงชะตากรรมของโอลัวร์ไม่ได้ นึกถึงการสิ้นชีพของเธอ
‘กวีเร่ร่อน’ ที่ยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นการเตือนให้เขาระลึกถึงความจริงอันขมขื่นที่พยายามเก็บกดเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากว่า ‘ฆ่ามันแล้วสื่อวิญญาณ’ ตามด้วยการลงมือครึ่งจริงครึ่งเท็จ
ลูเมี่ยนจ้องมอง ‘กวีเร่ร่อน’ พลางถามต่อว่า
“แกรู้หรือไม่ว่า ‘อุลตร้าแมน’ กับ ‘นังบ้า’ แวะไปที่หมู่บ้านกอร์ตูมาแล้ว?”
“รู้สิ” ‘กวีเร่ร่อน’ ตอบ “ส่วนหนึ่งของแผนการเดิมของพวกเราคือ ไปตามหานอร์ฟี ลูกสาวของสาวใช้แห่งมหาสมุทร เธอก็อาศัยอยู่ในแคว้นไรสตันแห่งอินทิสเช่นกัน จึงสบโอกาสแวะไปยังหมู่บ้านกอร์ตู เพื่อยืนยันสถานการณ์ของ ‘มักเกิ้ล’ และตรวจสอบผลลัพธ์ของการแกล้ง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘แกล้ง’ เส้นเลือดสีเขียวตรงขมับของลูเมี่ยนก็พลันกระตุกวูบ
“พวกแกแน่ใจได้อย่างไรว่ามักเกิ้ล…เสียชีวิตแล้ว?”
เมื่อได้ยินลูเมี่ยนผู้แต่งกายเป็น ‘มักเกิ้ล’ ถามเช่นนี้ ‘แกนดาล์ฟ’ ก็ถอนหายใจแผ่วเบา ส่วนฟรังก้ารีบอุทานในใจว่า ‘เฮ้ยๆ’
‘กวีเร่ร่อน’ ส่ายหน้า
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผู้ที่ไปตรวจสอบคือ ‘นังบ้า’ กับ ‘อุลตร้าแมน’ พวกเขาเล่าว่าหมู่บ้านนั้นถูกทำลายย่อยยับแล้ว ไม่มีทางมีใครเหลือรอด บางที พวกเขาอาจอาศัยเทคนิคการ ‘ทำนาย’ ‘สื่อวิญญาณ’ หรือวิธีอื่นๆ เพื่อยืนยันด้วย”
“ไม่มีทางมีใครเหลือรอด?” ลูเมี่ยนหัวเราะ “แล้วฉันไม่ใช่คนหรือ?”
‘กวีเร่ร่อน’ เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยความในใจออกมา
“คุณอาจไม่นับเป็นมนุษย์อีกแล้ว”
คำกล่าวนี้ก็ไม่ผิดนัก ตัวเราในยามนี้คงเรียกได้ว่าเป็นสมบัติปิดผนึกในร่างมนุษย์ ซึ่งมีจิตสำนึกและโชคชะตาเป็นของตัวเอง…ลูเมี่ยนเยาะหยันตัวเองในใจ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ผู้รอดชีวิตมีมากกว่าที่พวกแกคิด คุณนายผู้หนึ่งพร้อมสามี พ่อบ้าน และสาวใช้ ต่างก็ล้วนหนีรอดไปได้”
โดยไม่เปิดโอกาสให้ ‘กวีเร่ร่อน’ ได้ตอบโต้ เด็กหนุ่มซักถามต่อไปว่า
“ในการกลั่นแกล้ง ‘มักเกิ้ล’ แท้จริงแล้ว ‘โลกิ’ ต้องการบรรลุจุดประสงค์ใดกันแน่?”
“ผมไม่มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้เลย เพียงแค่คอยให้คำแนะนำในจุด จึงรู้เรื่องไม่มากนัก” ‘กวีเร่ร่อน’ ตอบตามความจริง “บางทีอุลตร้าแมนอาจรู้บ้าง เขาร่วมมือกับโลกิในหลายๆ ด้าน”
“ด้านใดบ้าง?” ลูเมี่ยนซักต่อ
‘กวีเร่ร่อน’ ค่อยๆ ส่ายหน้า
“ไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส”
เกี่ยวข้องกับศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส? ‘อุลตร้าแมน’ เป็น ‘นักบวชแสง’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทาง ‘สุริยัน’… สมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ที่ปรากฏบนเรือพิธีการนั่น ก็หลุดออกมาจากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส…ลูเมี่ยนพลันสะกิดใจในบางเรื่องทันที
“องค์กร ‘วันเอพริลฟูล’ ของพวกแก มีสมาชิกแกนหลักที่ไม่ใช่ผู้เดินทางข้ามโลกด้วยสินะ?”
เด็กหนุ่มกับฟรังก้า รวมถึงผู้อื่น ต่างก็ล้วนเข้าใจผิดมาตลอด นั่นคือการคิดไปเองว่า ‘วันเอพริลฟูล’ เท่ากับผู้เดินทางข้ามโลกที่มีจิตใจบิดเบี้ยว แต่ในฐานะองค์กรหนึ่ง ย่อมต้องมีแนวโน้มที่จะขยายตัวและแผ่อิทธิพลออกไปโดยธรรมชาติ
เวลาผ่านไปหลายปีเช่นนี้ ‘วันเอพริลฟูล’ อาจมีแกนหลักคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาบ้าง!
‘กวีเร่ร่อน’ พยักหน้ารับ
“ถูกต้อง”
นั่นปะไร…ลูเมี่ยนเหลือบมองฟรังก้า ผู้แต่งกายเป็นนักลอบสังหาร ก่อนจะถามย้ำกับ ‘กวีเร่ร่อน’ ราวกับต้องการความมั่นใจ
“หนึ่งในนั้นคือ ‘ผู้ชำระ’ แห่งศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส แถมยังมีตำแหน่งไม่ต่ำทีเดียว ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง” ‘กวีเร่ร่อน’ ตอบรับอีกครั้ง “เป็นเพราะเขา ในตอนที่พวกเราปรับเปลี่ยนแผนการ จึงได้ล่วงรู้ว่ามีสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และกล้าที่จะช่วยให้มันหลุดพ้นจากการปิดผนึก”
“เขาคือใคร?” ฟรังก้าถามแทน ‘007’ ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่นี้
“โลกิติดต่อเขาโดยตรง” ‘กวีเร่ร่อน’ บอกอ้อมๆ ว่าตนไม่ทราบตัวจริงของสมาชิกผู้นั้น
ฟรังก้าหัวเราะในลำคอ
“คงต้องให้ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสเริ่มสืบสวนภายในอย่างจริงจังแล้ว บางทีอาจพบเบาะแสสำคัญก็เป็นได้”
สมบัติปิดผนึกระดับ 1 มิใช่พายเนื้อที่วางขายอยู่ตามท้องถนน จะขโมยมาเมื่อไหร่ก็ได้!
ลูเมี่ยนเหลือบมอง ‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ สลับกันไป เห็นว่าพวกเขาไม่มีคำถามใดเพิ่มเติม จึงจำต้องหันกลับไปมอง ‘กวีเร่ร่อน’ แล้วกล่าวว่า
“มันมีชื่อว่าเดอลาน เป็นชื่อที่เพราะมาก” ‘กวีเร่ร่อน’ เริ่มเล่า “โลกิเคยบอกผมว่า ปราสาทโบราณหลังนั้นถูกซ่อนเร้นไว้ ไม่สามารถพบเห็นได้ตามปกติ กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่จะระบุตำแหน่งของมันจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือประวัติศาสตร์”
“ผมอิจฉา ‘โลกิ’ มาตลอด ที่เพียงแค่เดินทางข้ามโลกมา ก็มีโอกาสสืบทอดสมบัติล้ำค่าอย่างปราสาทโบราณหลังนี้ทันที เหนือสิ่งอื่นใด ในภายหลังเขายังสืบทอดสำเร็จ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากวิวรณ์และพรขององค์ราชันสวรรค์ ผมเคยคิดจะใช้อุบายหลอกเอาปราสาทเดอลานมาครอบครอง แต่ก็ล้มเหลว”
……………………………………………………..