ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 594 ประหาร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 594 ประหาร
ตอนที่ 594 ประหาร
เมื่อได้ยินคำกล่าวของ ‘กวีเร่ร่อน’ ฟรังก้าถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห
พวก ‘วันเอพริลฟูล’ นี่ช่างไม่เพียงหลอกลวงคนนอก แม้แต่พรรคพวกกันเองก็ยังหลอก หากมิใช่เพราะต่างก็ศรัทธาในองค์ราชันสวรรค์เดียวกัน คงยากที่จะร่วมมือกันได้
‘กวีเร่ร่อน’ ยังคงเล่าถึงเรื่องราวที่ตนรู้เกี่ยวกับปราสาทโบราณเดอลานต่อไป
“ปราสาทโบราณหลังนั้นแต่เดิมเป็นขององค์กรลับแห่งหนึ่ง นามว่า ‘ลัทธิเร้นลับ’ ในตอนที่ ‘โลกิ’ ข้ามโลกมา เขาก็เป็นสมาชิกขององค์กรอยู่ก่อนแล้ว กล่าวกันว่าเป็นปราสาทที่สร้างโดยผู้นำรุ่นแรกของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ และถูกซ่อนเร้นไว้โดยผู้นำรุ่นก่อนเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา”
“ผู้ใดคือผู้นำคนปัจจุบันของ ‘ลัทธิเร้นลับ’?” ฟรังก้าถามด้วยความสนใจใคร่รู้
‘กวีเร่ร่อน’ ค่อยๆ ส่ายหน้า
“แม้แต่ ‘โลกิ’ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ในหมู่สมาชิกของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ มีเพียงผู้ที่ได้เลื่อนเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 ‘จอมเวทพิสดาร’ เท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้พบเห็นและสร้างสายสัมพันธ์กับท่านผู้นำ ส่วนสมาชิกที่เหลือล้วนแต่รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาสายตรงของตัวเอง”
“โลกิเคยคิดจะลอบสังหารอาจารย์ของเขา ซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาสายตรงในองค์กร ‘ลัทธิเร้นลับ’ เพื่อให้ได้มาซึ่งตะกอนพลังของ ‘จอมเวทพิสดาร’ พร้อมกับทำการ ‘แสดง’ อย่างยิ่งใหญ่ แต่ด้วยความรู้เท่าทันและความหวาดกลัวต่อ ‘จอมเวทพิสดาร’ เขาจึงไม่เคยแปรเปลี่ยนความคิดนี้ให้เป็นแผนการจริง ในภายหลัง เมื่อได้พบส่วนประกอบทั้งหมดสำหรับปรุงโอสถ ‘จอมเวทพิสดาร’ ภายในปราสาทเดอลาน โลกิก็ล้มเลิกความตั้งใจเดิมไป”
“พวกท่านคงคิดว่า ปราสาทเดอลานที่ถูกซ่อนเร้นและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นนี้ จะต้องเงียบเหงา เย็นชา และน่าขนพองสยองเกล้า แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ โลกิเคยเล่าให้ฟังว่า ที่นั่นคึกคักมีชีวิตชีวา ทุกวันล้วนมีการแสดงอันยิ่งใหญ่”
การแสดงอันยิ่งใหญ่…‘เฮล่า’ นึกถึงปราสาทดำทะมึนที่เธอเคยเห็นในความฝันของ ‘โลกิ’ รวมถึงบรรดาแขกเหรื่อที่ดูราวกับหุ่นขี้ผึ้งภายในปราสาทหลังนั้น
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถาม ‘กวีเร่ร่อน’ ว่า
“แกคิดว่าพวกเราควรทำอย่างไร จึงจะสามารถค้นพบปราสาทเดอลานพบ?”
“ยังขาดเบาะแสสำคัญ” ‘กวีเร่ร่อน’ เอ่ยถ้อยคำจากก้นบึ้งของหัวใจ “หากปราสาทเดอลานจะค้นพบได้ง่ายดายปานนั้น ผู้นำคนปัจจุบันของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ คงยึดครองที่นั่นพร้อมกับขับไล่ ‘โลกิ’ ไปนานแล้ว ซ้ำยังจะเปลี่ยน ‘โลกิ’ ให้กลายเป็นหุ่นเชิดของตนเองด้วย”
“แล้ว ‘ฮิโซกะ’ ล่ะ แกรู้อะไรเกี่ยวกับ ‘ฮิโซกะ’ บ้างไหม?” ลูเมี่ยนเปลี่ยนเรื่องถาม
‘กวีเร่ร่อน’ ทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบ
“คนผู้นั้นไม่ค่อยรวมกลุ่ม ชอบลงมือตามลำพัง แม้จะให้ความร่วมมือบ้างเป็นครั้งคราว ก็มักเข้าคู่กับ ‘นังบ้า’ เป็นหลัก”
“พวกเราล้วนรู้สึกว่า อารมณ์ของเขาแปรปรวนง่าย สลับไปมาระหว่างความยินดีและความโมโห แต่ ‘นังบ้า’ กลับประเมินว่าเขายังไม่บริสุทธิ์พอ”
“เขาอันตรายมาก ไม่ด้อยไปกว่า ‘โลกิ’ เลย แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเดินบนเส้นทางใด ผมเคยเห็นเขาใช้พลังสองครั้ง แต่ทั้งหมดล้วนมาจากสมบัติวิเศษ นั่นคือไพ่ป๊อกที่สามารถเปลี่ยนหน้าไพ่ได้ แสดงคุณสมบัติของ ‘น้ำแข็ง’ และ ‘การตัด’ ตามลำดับ เห็นว่าไปสั่งทำมาจาก ‘ช่างฝีมือ’ นอกสมาคมวิจัย หลังจากที่ ‘ฮิโซกะ’ ล่าสังหารผู้วิเศษบางคน”
น่าเสียดายที่ ‘นังบ้า’ ตายไปแล้ว แถมยังไม่สามารถ ‘สื่อวิญญาณ’ ได้ เธอคงมีข้อมูลของ ‘ฮิโซกะ’ ไม่น้อยทีเดียว…คำว่า ‘ไม่บริสุทธิ์พอ’ ของเธอคือการสื่อว่า ‘ฮิโซกะ’ แท้จริงแล้วไม่ได้เสียสติอย่างที่ตาเห็น บางครั้งคราวก็เป็นแค่การแสดง? ความนึกเสียดายแล่นผ่านสมองของลูเมี่ยน
แม้ว่าศพของ ‘นังบ้า’ จะตกอยู่ในมือตนแล้ว แต่ดวงวิญญาณของเธอปนเปื้อนมลทินของราชันสวรรค์อย่างรุนแรง บางส่วนถึงกับถูก ‘ชะล้าง’ ด้วยพลังแห่งมหาสมุทร สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง
ลูเมี่ยนถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนถามเรื่องอื่น
“แกรู้อะไรเกี่ยวกับพลังแห่งมหาสมุทรในตัว ‘อุลตร้าแมน’ บ้าง?”
“รู้ดีเลยล่ะ” ‘กวีเร่ร่อน’ พรรณนาถึงผลงานของตนตามความเป็นจริง “ภาษาต่างดาวเหล่านั้น ส่วนใหญ่ผมเป็นผู้ถอดรหัส แต่แน่นอน ส่วนสำคัญได้รับวิวรณ์จากองค์ราชันสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้น พลังแห่งมหาสมุทรมิใช่คุณสมบัติเฉพาะตัวของเหล่าบริวารแห่งเมืองท่าซานตา ครั้งหนึ่งผมเคยพบปะผู้ศรัทธาเทพมารสองคนที่ลุนเบิร์ก พวกเขาต่างก็ครอบครองพลังคล้ายคลึงกัน ผมจึงใช้กลอุบายเพื่อขโมยข้อมูลของเส้นทางมา”
“ข้อมูลเหล่านี้ช่วยเร่งการถอดรหัสของผม ช่วยให้พวกเราได้ทราบว่า เส้นทางนี้มิได้เสมอเหมือนมหาสมุทร เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องกับมหาสุทรเพียงน้อยนิดเท่านั้น”
“พลังของมันมีรากเหง้าหลักๆ จากหมู่ดาว อีกทั้งยังมาจากพื้นพิภพใต้เท้าเรา ท่านทั้งหลายคงทราบดีอยู่แล้วว่า โลกที่เราดำรงชีพอยู่นี้ ก็คือดาวดวงหนึ่งเช่นกัน”
“ลำดับ 9 ชื่อว่า ‘ผู้หลงใหลดาราศาสตร์’ โดยจะได้รับความรู้เกี่ยวกับนภาดาวเป็นหลัก รวมถึงพลังในการรับรู้ความจริงเบื้องต้น และเสริมแกร่งให้แก่ร่างกาย”
“ลำดับ 8 คือ ‘ผู้บูชาดวงดาว’ สามารถถอดความ ‘ภาษาดวงดาว’ อันก็คือ ‘ภาษาหมู่ดาว’ เพื่อรับวิวรณ์แห่งโชคชะตา”
“ลำดับ 7 คือ ‘นักบวงสรวงดวงดาว’ สามารถรับพลังแท้จริงจากหมู่ดาวผ่านการบวงสรวง ซึ่งรวมถึง ‘แรงโน้มถ่วงวิปลาส’ ‘รังสีกัดเซาะ’ ‘แรงดึงดูดแม่เหล็กไฟฟ้า’ และ ‘นภาดาวไร้สรรพสิ่ง’ เป็นต้น”
“ลำดับ 6 คือ ‘ต้นหน’ ผู้มีความเข้าใจในอวกาศและมิติอย่างลึกซึ้ง สามารถค้นพบทางลับที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า อีกทั้งยังสามารถกำหนดและปรับแต่งเส้นทางระหว่างหมู่ดาว สำหรับ ‘ต้นหน’ แล้ว การจะนำทางให้แก่เรือในมหาสมุทรสักลำ นับว่าง่ายดายไม่ต่างจากพลิกฝ่ามือ”
“ลำดับ 5 มีนามว่า ‘ปราชญ์กระแสน้ำ’ ผู้ควบคุมแรงโน้มถ่วงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถก่อคลื่นยักษ์ที่ทำลายล้างเรือและท่าเทียบเรือได้”
“ลำดับ 4 น่าจะเป็น ‘ผู้หนักอึ้ง’ แต่ยังไม่ทราบพลังที่แน่ชัด”
ลูเมี่ยนมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดอีก เพียงถอยหลังสองก้าว เป็นนัยให้ฟรังก้าและผู้อื่นสอบถามต่อ
สิ่งที่เด็กหนุ่มอยากฟังที่สุดคือ เรื่องราวของ ‘โลกิ’ กับ ‘ฮิโซกะ’ ส่วนจะรู้เรื่องอื่นด้วยหรือไม่นั้น มิใช่สาระสำคัญอันใดแล้ว
ฟรังก้าจ้องหน้า ‘กวีเร่ร่อน’ ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่สักพักแล้วเอ่ยถาม
“คุณรู้จักสมาชิก ‘วันเอพริลฟูล’ คนอื่นๆ อีกไหม?”
“รู้จักสิ” ‘กวีเร่ร่อน’ ตอบอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากความคิดที่จะโกหก
เมื่อเขาเล่าถึงสมาชิก ‘วันเอพริลฟูล’ ที่ตนรู้จักจนครบถ้วน โดยไม่รวมถึงผู้ที่อยู่ใน ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ฟรังก้าก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อีกประโยคหนึ่ง
“ทำไมคุณจึงเลือกใช้โค้ดเนมว่า ‘กวีเร่ร่อน’ ล่ะ? หากคำนึงถึงตัวตนเดิมและอาชีพปัจจุบัน การเรียกว่า ‘จอมโจร’ หรือ ‘คิด’ จะไม่เหมาะสมกว่าหรือ?”
‘กวีเร่ร่อน’ ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ร่างกายที่ผมครอบครองอยู่นี้ แต่เดิมเคยเป็นกวีเร่ร่อน ศิลปินพเนจร ซึ่งมักแบ่งเวลาไปเป็นหัวขโมยหรือนักต้มตุ๋น ที่เขาต้องตายก็เพราะถูกจับได้ขณะพยายามหลอกเงินผู้อื่น จนถูกซ้อมจนบาดเจ็บสาหัส”
หลอกลวง ฉ้อฉล ล่อลวง ต้มตุ๋น ขโมย…ชำนาญมันทุกแขนงจริงๆ…เหมาะสมกับคนอย่างแกเหลือเกิน…ฟรังก้าเอียงศีรษะมองไปทาง ‘เฮล่า’ กับ ‘แกนดาล์ฟ’ แล้วกล่าวว่า
“ฉันไม่มีคำถามแล้ว”
“ผมก็ไม่มีเหมือนกัน” ‘แกนดาล์ฟ’ เข้าใจดีว่าชีวิตของ ‘กวีเร่ร่อน’ กำลังจะสิ้นสุดลง
น้องชายของ ‘มักเกิ้ล’ คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่!
“ฉันก็ไม่มีคำถาม” ‘เฮล่า’ กล่าวตาม
ลูเมี่ยนจึงยกมือขวาขึ้นทันที ให้ปลายนิ้วรวมพลังเป็นแสงสีเขียวมรกตเข้มข้น
แสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นลำรังสีประหลาด พุ่งเข้าสู่อกของ ‘กวีเร่ร่อน’ ที่ยืนนิ่งไม่หลบหลีก แล้วจมหายเข้าไปในร่างของเขา
‘รังสีกัดเซาะ’!
ลูเมี่ยนยังคงใช้พลังแห่งมหาสมุทรได้อีกหนึ่งสัปดาห์ ใกล้เคียงกับพลังในลำดับ 5
ใบหน้าของ ‘กวีเร่ร่อน’ บิดเบี้ยวในทันใด เป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
บริเวณอกใกล้ลำคอของเขา ผิวหนังเริ่มละลายและลอกออกอย่างรวดเร็ว เลือดเนื้อที่อยู่ด้านหลังก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นภาพนั้น ‘แกนดาล์ฟ’ ถอนหายใจอีกครั้ง
เขารวบรวมแสงรุ่งอรุณเป็นดาบตรง แล้วขว้างใส่ ‘กวีเร่ร่อน’ ด้วยความเร็วสูง
ดาบแสงพุ่งทะลุศีรษะของ ‘กวีเร่ร่อน’ จนเขาล้มลงดังตุ้บ ถูกตรึงแน่นิ่งไว้กับพื้น
‘กวีเร่ร่อน’ ดิ้นรนเหมือนหนอนถูกลอกคราบสองสามครั้ง ก่อนจะชักกระตุกแล้วสิ้นลมหายใจ
ลูเมี่ยนมองดูเงียบงัน โดยไม่ได้ขัดขวาง ‘แกนดาล์ฟ’ ผู้พยายามช่วยให้ ‘กวีเร่ร่อน’ พ้นทุกข์
เมื่อ ‘กวีเร่ร่อน’ สิ้นลมหายใจ จนไม่ขยับเขยื้อนอีก เด็กหนุ่มจึงหันไปมอง ‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ พลางกล่าวว่า
“เรื่องนี้ได้พวกคุณช่วยไว้มากจริงๆ”
“มันคือหน้าที่อยู่แล้ว พวกเราทุกคนต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ ‘วันเอพริลฟูล’ ก่อขึ้นต่อสมาชิกคนอื่นๆ ของสมาคม” ‘แกนดาล์ฟ’ ตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
ลูเมี่ยนมิได้โต้แย้ง เพียงกล่าวว่า
“ก่อนเริ่มปฏิบัติการ ผมได้แจ้งกับพวกคุณแล้วว่า เมื่อครั้งยังไม่ได้ปลอมตัวเป็นพี่สาว ผมได้เข้าร่วมองค์กรลับแห่งหนึ่งเพื่อแสวงหาการแก้แค้น และได้เชิญพวกเขามาช่วยเหลือในภารกิจครั้งนี้ด้วย ผมเชื่อว่าพวกคุณคงได้เห็นหรือรับรู้ถึงพวกเขาเช่นกัน”
เด็กหนุ่มผูกโยงการปรากฏตัวของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ เข้ากับตัวเอง เพื่อป้องกันมิให้ฟรังก้าถูกเปิดโปงเรื่องที่เป็นผู้ถือไพ่อาร์คาน่าเล็ก
“องค์กรนั้นคือ?” ‘แกนดาล์ฟ’ ถามด้วยจิตวิญญาณแห่งการค้นคว้า
ตามคำบอกเล่าของ ‘เฮล่า’ องค์กรลับนั้นดูเหมือนจะมีพลังในระดับเทวทูต ขณะที่ ‘ซินเดอเรลล่า’ ครึ่งเทพผู้ปรากฏกายกลางทะเลก็มีพลังที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน
“ชุมนุมทาโรต์” ลูเมี่ยนตอบไปตามความจริง
“คุณคือหนึ่งในไพ่อาร์คาน่าเล็กหรือ?” ‘แกนดาล์ฟ’ เอ่ยอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
เขาเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ มาก่อน
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ไม่ได้ปฏิเสธ
ฟรังก้าถามด้วยความอยากรู้ว่า
“ครึ่งเทพ ‘ซินเดอเรลล่า’ คือไพ่ใดหรือ? เหตุใดเวทมนตร์ของเธอจึงวิจิตรพิสดารปานนั้น? อีกทั้งยังคล้ายคลึงกับนิทานปรัมปราในโลกเก่าของพวกเราเหลือเกิน!”
คำถามของเธอ ทั้งเป็นการแสดงและเป็นความสงสัยจากใจจริง
ลูเมี่ยนนึกถึงสิ่งที่มาดามเมจิกเชี่ยนบอกไว้ แล้วยิ้มพลางตอบว่า
“ไพ่อาร์คาน่าใหญ่ ‘เฮอร์มิท’”
เด็กหนุ่มหยุดชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ
“ผมเองก็ไม่ทราบว่า เหตุใดเธอจึงสามารถเนรมิตนิทานของพวกคุณให้กลายเป็นเวทมนตร์ได้ รู้แต่เพียงว่า เธอมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทายาทของจักรพรรดิโรซายล์”
“ทายาทของจักรพรรดิโรซายล์? ธิดาองค์โตแบร์นาแดตหรือ?” ฟรังก้ากับพรรคพวกต่างก็ได้อ่านไดอารีของโรซายล์มานับไม่ถ้วน จึงคาดเดาได้ในทันที
“อาจเป็นเช่นนั้น แต่มิใช่แบร์นาแดตเอง” ลูเมี่ยนกล่าวตามความจริง
เขารู้เพียงเท่านี้
“อย่างนี้นี่เอง…” ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้า แกนดาล์ฟ หรือเฮล่า ต่างก็รู้สึกกระจ่างขึ้นทันที
การที่มหาราชพระองค์นั้นจะประดิษฐ์เวทมนตร์ในนิทานขึ้นมา ก็นับว่าปกติธรรมดาอย่างยิ่ง
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเสริมว่า
“คุณควรกำชับผู้คนในสมาคม มิให้เผยแพร่นิทานเหล่านั้นออกไป”
“ตกลง” ‘แกนดาล์ฟ’ รับปาก
ลูเมี่ยนนิ่งเงียบไปสองสามอึดใจ แล้วกล่าวว่า
“ภารกิจของผมในสมาคมได้สิ้นสุดลงแล้ว อีกทั้งตัวผมเองก็ยังสังกัดองค์กรลับอื่น จึงไม่เหมาะสมนักที่จะเข้าร่วมชุมนุมของสมาคมอีกต่อไป รบกวนพวกคุณช่วยหาโอกาสบอกความจริงแก่สมาชิกคนอื่นๆ ในภายหลังด้วย”
‘แกนดาล์ฟ’ กับ ‘เฮล่า’ สบตากันครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“คุณสามารถสวมบทบาทเป็น ‘มักเกิ้ล’ ต่อไปได้ เพื่อรับทรัพยากรและความช่วยเหลือบางอย่างจากสมาคม นี่คือสิ่งที่พวกเราติดค้างพี่สาวของคุณอยู่”
……………………………………………………..