ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 596 วิวรณ์จากพระองค์?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 596 วิวรณ์จากพระองค์?
ตอนที่ 596 วิวรณ์จากพระองค์?
ณ ห้องพักชั่วคราวที่มิสเตอร์ K เช่าไว้ในท่าเรือซานตา
ลูเมี่ยนล้วงเอาของรางวัลที่เหลือจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะกาแฟ
เด็กหนุ่มเหลือบมองมิสเตอร์ K ผู้ซึ่งสวมชุดคลุมยาวสีดำกับฮู้ดลึกอีกครั้ง แล้วรีบเอ่ยขึ้นว่า
“พวกมันคือผลประกอบการจากภารกิจ บางที หนึ่งในนี้อาจแฝงไว้ด้วยวิวรณ์จากพระองค์ถึงคุณ”
มิสเตอร์ K ผงกศีรษะรับ พลางทอดสายตามองไปยังกองสิ่งของ แล้วหยุดนิ่งอยู่ที่หน้ากากสีทองคล้ำ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำแหบพร่า
“ผมสัมผัสถึงความพิเศษได้จากมัน นี่คงเป็นวิวรณ์ที่พระองค์ประทานให้ผม”
เมื่อกล่าวจบ มิสเตอร์ K ก็ยื่นมือขวาออกมาแล้วกระตุกแผ่วเบา ทันใดนั้น สายลมพัดก็พลันพัดกระโชก พาหน้ากากประหลาดสีทองคล้ำลอยเข้าสู่อุ้งมือของเขา
ทว่าผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือรายนี้ หาได้หลงใหลในหน้ากากไม่ มิได้สวมมันลงบนใบหน้าในทันที หากแต่เก็บมันเข้าไปในกระเป๋าลับใต้ชุดคลุมสีดำ
ได้เห็นฉากดังกล่าว ลูเมี่ยนถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ
เมื่อครู่เขายังคิดไม่ตกว่า จะทำตามคำสั่งของมาดามเมจิกเชี่ยนอย่างไรโดยไม่ให้มีพิรุธ จะถามมิสเตอร์ K อย่างไรว่าต้องการหน้ากากสีทองคล้ำหรือไม่ ใครเลยจะรู้ว่าเพียงแค่เด็กหนุ่มแต่งเรื่อง ‘วิวรณ์จากพระองค์’ ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง โดยยังมิทันชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นสิ่งใด มิสเตอร์ K ก็เลือกหยิบเอาหน้ากากสีทองคล้ำนั้นไปแล้ว
หรือว่านี่คือ ‘วิวรณ์จากพระองค์’ จริงๆ? ซี้ด…ลูเมี่ยนสูดลมหายใจเบาๆ อย่างครุ่นคิด
มาดามเมจิกเชี่ยนส่งเรามาถามมิสเตอร์ K แบบนี้ เธอคงคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว หรืออาจล่วงรู้บางสิ่งมาล่วงหน้า?
พวกลำดับสูงนี่ชอบสื่อสารอ้อมๆ กันเสียจริง พูดออกมาตรงๆ แล้วจะมีใครตายหรือไง?
ท่ามกลางความคิดอันสับสนวุ่นวาย ลูเมี่ยนเก็บสิ่งของที่เหลือ แล้วกล่าวแก่มิสเตอร์ K ด้วยความจริงใจว่า
“ผมไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตถึงเพียงนี้ ทีแรกนึกว่ามีแค่คุณ มีแค่เหล่าสหายร่วมสาบานของพี่สาวในยามยังมีชีวิต ก็คงเพียงพอที่จะแก้แค้นสำเร็จได้แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับพัวพันไปถึงสิ่งที่อยู่ในลำดับสูง โชคดีที่มิตรสหายของพี่สาวล้วนมิได้ประมาท ต่างระดมสรรพกำลังและเส้นสายของตนมาเต็มอัตราศึก”
ครึ่งแรกของถ้อยคำนี้ เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของลูเมี่ยน ส่วนครึ่งหลังนั้นเป็นการอธิบายว่า เหตุใดศึกนี้จึงปรากฏครึ่งเทพมากมายนัก อีกทั้งยังมีพลังในระดับเทวทูตเข้าร่วม โดยผลักภาระไปให้กับฟรังก้าและเหล่าสหายของโอลัวร์
แน่นอน ลูเมี่ยนตระหนักดีว่า ลำพังคำพูดแค่นี้คงยากที่จะทำให้มิสเตอร์ K เชื่อถือ ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่ผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือสามารถ ‘ปล่อยแกะ’ ผู้ชมที่อยู่ในลำดับไม่ต่ำ ลำพังการจัดวางอันแยบยลและร่องรอยที่พระองค์เบื้องบนจงใจทิ้งไว้ ก็เพียงพอให้พิสูจน์ได้แล้วว่า พระองค์ทรงเฝ้าดู ทรงสดับฟัง และทรงล่วงรู้ทุกสิ่งมาโดยตลอด อีกทั้งลำดับ 8 ในเส้นทาง ‘คนเลี้ยงแกะ’ ยังมีนามว่า ‘ผู้สดับ’ ซึ่งมักได้ยินวิวรณ์จากพระองค์อยู่เนืองนิตย์
แต่อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างกับเหตุผลที่ต้องนำมาอธิบายเหตุการณ์ ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ จะให้บอกมิสเตอร์ K ตรงๆ ว่า “ใช่แล้วครับ ผมมิเพียงเป็นสมาชิกของชุมนุมแสงเหนือ แต่ยังเป็นคนของชุมนุมทาโรต์ ทั้งยังเข้าร่วมองค์กรนามว่า ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ อาร์คาน่าใหญ่ของผมคือเทวทูต ครึ่งเทพที่ผมรู้จักและสามารถขอความช่วยเหลือได้นั้น มีมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว นอกจากศรัทธาต่อองค์ราชันสวรรค์ของพวกคุณแล้ว ผมยังเคารพบูชามิสเตอร์ฟูล บางครั้งก็สรรเสริญดวงสุริยัน บางครั้งก็เอ่ยวาจา ‘ไอน้ำจงพวยพุ่ง’ ด้วยครับ…” เห็นทีก็คงจะไม่ได้
นั่นมิเท่ากับการท้าทายซึ่งหน้าหรอกหรือ?
บางสิ่งบางอย่าง เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างรู้แก่ใจก็เพียงพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเอ่ยออกมา
มิสเตอร์ K พยักหน้าอย่างแทบสังเกตไม่เห็น
“ทำดีมาก หากคิดจะจัดการกับพวกเทพมาร ก็จำต้องทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดที่มี”
จากนั้น เขาเสริมอีกประโยค
“หลังจากทราบว่าศัตรูของคุณเกี่ยวพันกับเทพมารโบราณบางองค์ ผมได้รายงานไปยังเบื้องบนแล้ว เมื่อครั้งยามเกิดศึก เทวทูตแห่งชุมนุมแสงเหนือของพวกเรายังคอยจับตาดูอยู่ด้วย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริง พระองค์หรือพวกพระองค์จะต้องเสด็จลงมาอย่างแน่นอน”
“…” สีหน้าของลูเมี่ยนเผยความงุนงงอยู่บ้าง
เทวทูตแห่งชุมนุมแสงเหนือก็จ้องมองยานอวกาศลำนั้นอยู่ด้วยหรือ?
การจัดวางเช่นนี้ จะไม่เกินเลยไปหน่อยหรือ? วันเอพริลฟูลเป็นเพียงองค์กรที่แม้แต่ครึ่งเทพก็ยังไม่มีมิใช่หรือ!
ราชันสวรรค์องค์นั้น ทำให้มาดามเมจิกเชี่ยนกับชุมนุมแสงเหนือ ต้องหันมาสนใจในระดับนี้เชียวหรือ?
ชุมนุมทาโรต์ให้ความสำคัญก็พอจะเข้าใจได้ เพราะเกี่ยวพันถึงการฟื้นคืนของมิสเตอร์ฟูล แต่ไฉนชุมนุมแสงเหนือจึงแสดงท่าทีราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูผู้ทรงพลานุภาพ…
ลูเมี่ยนโยนความคิดที่ว่า ตนได้เชิญเทวทูตหนึ่งองค์และครึ่งเทพสี่องค์มาเพื่อการแก้แค้นทิ้งไปไกล แล้วทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการครุ่นคิดถึงปฏิกิริยาอันเกินเลยของชุมนุมแสงเหนือ
มิสเตอร์ K จ้องมองผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ แล้วสั่งสอนด้วยความเร่าร้อน
“การที่เหล่าผู้อยู่ในลำดับสูงทอดสายตามายังพวกเรา มิได้หมายความว่าเราจะผ่อนคลายความระแวดระวัง หรือทำงานอย่างขอไปทีได้ ผู้อยู่ในลำดับสูงล้วนมีภารกิจสำคัญมากมายต้องจัดการ บางทีอาจเพียงแต่เหลือบพระเนตรมายังทิศทางของพวกเราเป็นครั้งคราว หากพวกเราทำงานอย่างไม่ทุ่มเท ไม่พากเพียร อาจนำไปสู่ความล้มเหลวโดยรวม เช่นนั้นแล้ว แม้ความตายก็มิอาจไถ่บาปได้”
“ใช่แล้วครับ ถูกต้องทุกประการ” ลูเมี่ยนเห็นพ้องกับมิสเตอร์ K โดยไม่มีความคิดที่จะโต้แย้งแม้แต่น้อย
…………
เมื่อกลับมาถึงห้องพักที่โลกิเช่าไว้ ลูเมี่ยนนำของรางวัลที่เหลืออีกห้าชิ้นออกมา แล้วยิ้มพลางกล่าวกับฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีว่า
“ในที่สุดก็ถึงคิวพวกเราเลือกบ้างแล้ว”
ลูเมี่ยนเหลือบมองฟรังก้าที่กำลังกระสับกระส่ายด้วยความตื่นเต้น แล้วตัดสินใจไม่แกล้งเธออีก
เด็กหนุ่มชี้ไปทางโต๊ะอาหารที่วางของไว้
“คุณเลือกก่อนเลย”
“ฮิๆ” ฟรังก้าหัวเราะเขินๆ แต่ก็ไม่รีรอที่จะหยิบ ‘สร้อยสัตมณี’ ขึ้นมา แล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ตอนนี้ฉันสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ได้แล้ว!”
“คุณไม่กลัวได้ยินเสียงที่ไม่ควรได้ยินหรือไง?” ลูเมี่ยนเตือนด้วยน้ำเสียงกระเซ้า
ฟรังก้าได้ครุ่นคิดถึงปัญหานี้มานานแล้ว
“ฉันจะไม่สวมมันตลอดเวลา เพียงหยิบออกมาใช้ยามจำเป็นเท่านั้น อีกทั้งการ ‘เทเลพอร์ต’ แต่ละครั้งก็กินเวลาเพียงชั่วครู่ หากได้ยินเสียงลึกลับจากที่ใดสักแห่ง ผลกระทบก็คงไม่มากนัก แค่ถอดออกทันทีก็น่าจะไม่เป็นไร”
“วางใจได้ พวกสมบัติวิเศษประเภทที่คล้ายคลึงกับยันต์น่ะ ส่วนใหญ่มีผลข้างเคียงต่ำ หรืออาจแทบไม่มีเลยก็ว่าได้”
ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะเยาะ
“คุณลืมสิ่งที่ตัวเองพกติดตัวไปแล้วหรือ?”
“เมื่อถึงคราวนั้น หากได้ยินเสียงเพรียกของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ คุณจะทำอย่างไร?”
“แฮ่ม” ฟรังก้ากระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ตอนนี้ฉันเป็นสมาชิกของนิกายนางมาร ผู้ศรัทธาใน ‘นางมารต้นกำเนิด’ แล้ว ได้ยินเสียงของพระองค์แล้วจะเป็นอะไรไป? อย่างมากก็แค่ทำให้เกิดราคะ เมื่อถึงยามนั้น เอ่อ…”
เธอกวาดตามองลูเมี่ยนกับจินนา ซ่อนคำพูดจากใจจริงเอาไว้ในคำล้อเล่น
“ฉันก็จะขอความช่วยเหลือจากพวกคุณไง!”
กล่าวจบ ฟรังก้าก็รีบเสริมอีกประโยค
“อีกอย่าง ‘เทวรูปนางมารต้นกำเนิด’ กับ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ของฉัน ล้วนถูกเก็บไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หากไม่จำเป็นก็ไม่นำออกมา เสมือนถูกผนึกไว้แล้ว”
ลูเมี่ยนไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงหันไปมองจินนากับอ็องโตนีพลางกล่าวว่า
“พวกคุณสองคน ใครจะเลือกก่อน?”
“ให้อ็องโตนีเถอะ คราวนี้เขาสร้างผลงานใหญ่กว่าฉัน” จินนากล่าวด้วยความสุภาพ
อ็องโตนียิ้มรับ
“คุณไม่นับผมเป็นบุรุษอินทิสแล้วหรือ? อย่างน้อยผมก็ยังยึดถือหลัก ‘เลดี้เฟิร์ส’ อยู่นะ”
หากเป็นยามที่จินนาสวมบทบาท ‘นางพญา’ เมื่อได้ยินวาจาเช่นนี้ คงจะตอบกลับว่า ‘เหล่าบุรุษอินทิสที่ยึดถือแนวทางของสุภาพบุรุษ ก็แค่หวังจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับคู่สนทนาเท่านั้น หรือว่าคุณก็หวังแบบนั้นกับฉัน?’
จินนาไม่กล้าทำจริงหรอก เพียงแต่เป็นคนปากคอเราะราย
ทว่าบัดนี้ เธอเหลือบมองลูเมี่ยนกับฟรังก้าครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับอ็องโตนีด้วยความจริงใจ
“ฉันยังลังเลอยู่ อยากให้คุณช่วยตัดตัวเลือกออกไปหนึ่งก่อน”
อ็องโตนีไม่ปฏิเสธอีก เพียงจ้องมองสิ่งของที่เหลืออยู่สี่ชิ้น แล้วเอ่ยปาก
“แหวน ‘สุวรรณโลหิต’ สามารถเพิ่มพูนอัตราการรอดชีวิตของผมได้ อีกทั้งเสริมวิธีการโจมตีโดยตรง แต่ทั้งการพึ่งพาและความบ้าคลั่งที่มันก่อ ล้วนเป็นสิ่งที่ ‘นักจิตบำบัด’ สมควรหลีกเลี่ยง อีกประการหนึ่ง ตอนนี้ผมได้เป็น ‘นักสะกดจิต’ แล้ว สามารถ ‘ล่องหนทางใจ’ ได้ ทั้งยังมี ‘เกล็ดมังกร’ ปกป้อง”
“ส่วนเข็มกลัดอันนี้ ยกเว้นความสามารถในการเคลื่อนไหวใต้น้ำ พลังด้านอื่นๆ ล้วนต้องใช้ในระยะประชิด ผมเป็นเพียง ‘นักสะกดจิต’ เหตุใดจึงต้องปะทะกับผู้อื่นในระยะประชิดด้วย?”
“ตะกอนพลังของ ‘นักชิงฝัน’ และสมุดภาพว่างเปล่าต่างก็ล้วนเป็นของดี หากนำอย่างแรกมาสร้างเป็นสมบัติวิเศษ และมีผลข้างเคียงไม่รุนแรง ก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว แต่ยามนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ เว้นแต่จะหา ‘ช่างฝีมือ’ มือฉกาจให้พบ…”
อ็องโตนีหยิบสมุดภาพว่างเปล่าขึ้นมา
“ผมเป็นนักค้าข่าว แต่เดิมก็ชำนาญการวาดภาพร่างอยู่แล้ว วัตถุที่สามารถสร้างผลลัพธ์แตกต่างกันเช่นนี้ เหมาะกับ ‘นักสะกดจิต’ ที่ชอบสังเกตการณ์ก่อนลงมือเป็นอย่างยิ่ง”
โดยไม่ต้องรอคำอธิบายจากมาดามเมจิกเชี่ยน ฟรังก้าก็สามารถยืนยันประโยชน์ของสมุดภาพว่างด้วยเทคนิค ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ แล้ว
“สิ่งที่วาดลงไปบนกระดาษอาจมีชีวิตขึ้นมาและดำรงอยู่ได้ชั่วคราว หรืออาจก่อให้เกิดผลลัพธ์อันหลากหลาย แต่เมื่อใช้กระดาษแผ่นนั้นไปแล้ว มันจะสูญเสียความวิเศษไป ส่วนผลข้างเคียงก็คือ อย่าได้ตอบรับเสียงเคาะประตูที่ดังมาจากในกระดาษเป็นอันขาด”
ลูเมี่ยนกับจินนาต่างเห็นพ้องว่า สิ่งนี้คล้ายคลึงกับความสามารถของเหล่า ‘ภูต’ ยิ่งนัก
เมื่ออ็องโตนีเก็บกระดาษวาดไปแล้ว จินนาก็คว้าตะกอนพลังของ ‘นักชิงฝัน’ ไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“เหตุผล?” ลูเมี่ยนถามอย่างขบขัน
จินนาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“มันมีมูลค่าสูงสุด!”
“ในบรรดาวัตถุสามชิ้นที่เหลือ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สอดคล้องกับลำดับ 5 แม้หากนำไปสร้างเป็นสมบัติวิเศษแล้วล้มเหลว ก็ยังขายได้ราคางาม”
ฉันยังติดหนี้ฟรังก้าอยู่ถึง 45,000 เฟลคิน อีกทั้งในอนาคตอาจต้องซื้อสูตรโอสถของ ‘นางมารสุขสม’ จากเธออีก
“เหตุผลเข้าท่า” ลูเมี่ยนเหลือบมองวัตถุสองชิ้นที่เหลืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วหยิบเข็มกลัดรูปสายฟ้าสีเทาขาวมาติดบนอกเสื้อ “ผมเลือกอันนี้ ต่อไปพวกคุณจงเรียกมันว่า ‘โทสะมหาสมุทร’”
เหตุที่เขาไม่เลือก ‘สุวรรณโลหิต’ แต่กลับเลือกเข็มกลัด เพราะอารมณ์โกรธเกรี้ยวและเร่งร้อนยังพอทนได้สำหรับ ‘นักพรต’ แต่ความบ้าคลั่งบริสุทธิ์นั้น กลับเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความมืดมนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ไม่มอบให้มาดามเมจิกเชี่ยนหรือ?” ฟรังก้าถามอย่างสงสัย
“คุณคิดว่าเธอจะสนใจของแบบนี้หรือ?” หลังจากยัด ‘โทสะมหาสมุทร’ เข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้ว ลูเมี่ยนกล่าวพลางแค่นหัวเราะ “รางวัลของเธอย่อมเป็นสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น แต่ว่า…เธออาจจะส่งมันคืนศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสก็ได้”
กล่าวจบ ลูเมี่ยนก็หันไปทางฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี แล้วเอ่ยปาก
“หลังจากนี้ ผมจะกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรให้ผู้ใดเห็น พวกคุณอยากจะอยู่เป็นสักขีพยานหรือไม่?”
……………………………………………………..