ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 597 สกปรกเกินไป
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 597 สกปรกเกินไป
ตอนที่ 597 สกปรกเกินไป
เมื่อได้ยินวาจาของลูเมี่ยน ฟรังก้าเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง
“มีสิ่งใดที่พวกเราไม่สมควรเห็นด้วยหรือ?”
“คุณแน่ใจนะว่าอยากเห็นมัน? ทางนี้เกรงว่าจิตวิญญาณของคุณจะได้รับการกระทบกระเทือนหนัก” ลูเมี่ยนย้อนถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้าหยอก
ฟรังก้าชี้นิ้วมาทางตนเอง พลางเอ่ยด้วยความขบขัน
“ฉันน่ะหรือ? ทางนี้มิใช่เด็กน้อยไร้เดียงสา จิตใจของฉันแกร่งกล้าเกินกว่าจะหวั่นไหว มีสิ่งใดกันที่ฉันไม่สมควรได้เห็น? ฮึ! ประสบการณ์ของฉันน่ะ ล้ำลึกยิ่งกว่าคุณเสียอีก ไอ้น้องชาย!”
จินนาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยในใจ ยอมรับว่าคำกล่าวของฟรังก้านั้นถูกต้องแล้ว
ลูเมี่ยนมิได้ทัดทานอีก เพียงออกจากห้องพักแห่งนั้น มุ่งหน้าสู่ห้องที่ตนเคยเช่าไว้ด้วยบัตรปลอมเพื่อสอดแนมตัวเองในช่วงก่อนเริ่มปฏิบัติการ
ลูกาโนกำลังพักอยู่ในห้องนี่พร้อมกับลุดวิก
ฟรังก้านำจินนาและอ็องโตนีตามมาไม่ห่าง พลางเบ้ปากแล้วพึมพำ
“ฉันก็นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ที่แท้ก็แค่มาหา ‘ลูกบุญธรรม’ ของคุณ แล้วเรื่องใดกันที่จะกระทบกระเทือนจิตใจ…”
ลูเมี่ยนเริ่มด้วยการส่งสัญญาณให้ลูกาโนถอยออกไปก่อน จากนั้นจึงหยิบวัตถุสองชิ้นที่เปรอะเลือดออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เมื่อนำสองชิ้นส่วนนั้นมาประกอบกัน ก็ปรากฏเป็นรูปร่างของมนุษย์อย่างชัดเจน
ลูเมี่ยนจ้องมองลุดวิกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ พลางชี้ไปยังสองชิ้นส่วนศพของ ‘นังบ้า’ แล้วเอ่ยปาก
“กินได้ไหม?”
กิน…ฟรังก้าชะงักงันไปชั่วขณะ
สายตาของเธอกวาดมองสลับไปมาระหว่างสองชิ้นส่วนศพอันน่าสะอิดสะเอียน กับลุดวิกผู้มีรูปกายภายนอกเป็นเพียงเด็กชาย ทันใดนั้น ความรู้สึกคลื่นเหียนก็พลันถาโถมเข้าใส่ ราวกับว่าดวงจิตได้รับมลทินจากภาพที่จินตนาการขึ้นเอง
ใช่แล้ว ‘ลูกบุญธรรม’ ของลูเมี่ยน สามารถได้รับความรู้หรือพลังจากสิ่งมีชีวิตที่ตัวเองกินเข้าไป!
มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง และความทรงจำก็เป็นความรู้อย่างหนึ่ง!
อุ๊! ฟรังก้าอดกลั้นไม่ไหว ต้องกลั้นอาเจียน เธอรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ตัดสินใจมาเป็นสักขีพยานในการ ‘กินคน’ ครั้งนี้
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่จะถูกกินนั้น เธอก็รู้จักเป็นอย่างดี ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘นังบ้า’ ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน!
ใบหน้าของจินนาเริ่มบิดเบี้ยว ประหนึ่งพยายามกดข่มน้ำย่อยที่พลุ่งพล่านอย่างฉับพลัน แม้แต่อ็องโตนี ทหารผ่านศึกผู้เคยเห็นฉากโศกนาฏกรรมมานักต่อนัก ยามนี้ก็ยังขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ลุดวิกจ้องมองสองชิ้นส่วนศพอาบเลือดที่ลูเมี่ยนถืออยู่อย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าพลางเอ่ยปาก
“สกปรกเกินไป”
สกปรก? กำลังจะบอกว่า มลทินจากราชันสวรรค์นั้นร้ายแรงอย่างยิ่ง แม้แต่นายก็ยังไม่กล้ากินเข้าไป ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมา? น่าเสียดาย เธอรู้เรื่องของ ‘ฮิโซกะ’ เยอะเสียด้วย…ลูเมี่ยนโยนสองชิ้นส่วนศพของ ‘นังบ้า’ ลงบนพื้นด้วยความเสียดาย พลางระดมพลังสร้างลูกไฟสีแดงเพลิงจนเกือบขาวขึ้นมาลูกหนึ่ง แล้วขว้างใส่ศพ
ลูกไฟดวงนั้นมิได้ระเบิด หากแต่เกาะติดอยู่กับศพของ ‘นังบ้า’ เผาไหม้และบีบอัดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผงถ่านดำสนิท
ท่ามกลางแสงเพลิงที่เต้นระริก และกลิ่นไหม้ที่ลอยฟุ้ง ฟรังก้ากับจินนาต่างแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลูเมี่ยนลากเก้าอี้มานั่ง แล้วกล่าวกับลุดวิกผู้กำลังแทะขนมเค้กชิ้นเล็กอยู่
“แล้วแขนของคนผู้นั้นไม่สกปรกหรือ?”
คำถามนี้หมายถึง ‘โลกิ’
“เพียงเล็กน้อย ส่วนที่สกปรกที่สุดไม่ได้อยู่ตรงแขน” ลุดวิกตอบราวกับกำลังวิจารณ์ว่าปลาชนิดใดมีพิษ และควรรับประทานอย่างไร
ลูเมี่ยนจึงเข้าสู่ประเด็นสำคัญ
“แล้วได้รับความรู้ใดบ้างจากแขนของคนผู้นั้น?”
“ความรู้บางส่วน” ลุดวิกตอบพลางแทะเค้กฟองน้ำเคลือบครีมสด ทำท่าทางราวกับไม่อยากให้ใครมารบกวนขณะกำลังรับประทาน
ลูเมี่ยนทำเป็นไม่สังเกตเห็น เพียงถามอย่างตรงไปตรงมา
“มีอะไรบ้าง?”
ลุดวิกตอบด้วยน้ำเสียงที่บ้างก็ชัดเจน บ้างก็คลุมเครือว่า
“ความรู้เกี่ยวกับลำดับบนเส้นทางของเขา…และคำนามสองคำ…หนึ่งคือเดอลาน… อีกหนึ่งคือโอวิลล์…”
เดอลาน ชื่อของปราสาทโบราณของ ‘โลกิ’ หรือ? แล้วโอวิลล์คืออะไร? ลูเมี่ยนรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที จึงขัดจังหวะคำพูดของลุดวิก
“นอกเหนือจากตัวคำนามแล้ว ยังมีความรู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อีกหรือไม่?”
ลุดวิกฉวยโอกาสนี้กัดเค้กอีกคำ เคี้ยวและกลืนลงไปก่อนจะตอบ
“ไม่มี แต่…ดูเหมือนว่าคำนามสองคำนี้จะเชื่อมโยงกันอยู่ โอวิลล์น่าจะเป็นชื่อสถานที่ ส่วนเดอลานคือชื่อปราสาท”
เชื่อมโยงกัน…ชื่อสถานที่…ปราสาทเดอลานอยู่ที่โอวิลล์? แล้วโอวิลล์อยู่ที่ใดกัน? ลูเมี่ยนเอียงศีรษะมองไปทางฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี พบว่าพวกเขาล้วนส่ายหน้าช้าๆ แสดงว่าตนเองก็ไม่ทราบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“เป้าหมายสำคัญถัดไปของเราคือ สืบหาข่าวกรองเกี่ยวกับโอวิลล์และเดอลาน ผ่านช่องทางของแต่ละคน”
หลังจากได้รับคำตอบ ‘ไม่มีปัญหา’ จากพวกฟรังก้าแล้ว ลูเมี่ยนก็หันไปถามลุดวิกอีกครั้ง
“ยังมีอะไรอีกไหม?”
“มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ คุณภาพก็นับว่าไม่เลว ไม่ชอบดื่มเหล้ากลั่นหรือดื่มจนเมามาย เพียงจิบแชมเปญเป็นครั้งคราว บางครั้งก็ดื่มกาแฟบ้าง แต่ศรัทธาในชาอย่างซื่อสัตย์ มีสุขภาพดี อุจจาระคล่อง ปัสสาวะปกติ รังเกียจกลิ่นในห้องน้ำ…” ลุดวิกรำลึกถึงข้อมูลที่ได้รับจากแขนท่อนนั้น
ขณะที่ฟรังก้ากำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ และลูเมี่ยนเตรียมจะขัดจังหวะ ลุดวิกก็พลันเอ่ยถึงความรู้ที่มีคุณค่าอีกตอนหนึ่ง
“เขามีปราสาทเดอลานอยู่หลังหนึ่ง แต่ไม่ได้ปักหลักพักอาศัย เพียงแต่กลับไปเยือนเป็นครั้งคราว อีกทั้ง เขายังมิใช่เจ้าของที่แท้จริงของมัน หลายส่วนในปราสาทยังคงปิดกั้นมิให้เขาล่วงล้ำ เมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งได้เปิดห้องหนึ่ง พบหน้ากากสีทองคล้ำอยู่ภายใน”
“หน้ากากนั้นจะประทานพลังอันมหาศาลแก่ผู้สวมใส่ ทว่าก็จะนำมาซึ่งเคราะห์กรรมอันน่าสะพรึงกลัวด้วยเช่นกัน”
หน้ากากสีทองคล้ำนั่น คือสมบัติล้ำค่าของผู้ปกครองเดิมของปราสาทเดอลาน? หรือว่าเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากผู้นำสักคนของ ‘ลัทธิเร้นลับ’? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางพยักหน้ารับ
สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว ข่าวกรองนี้มิได้สลักสำคัญนัก เพราะหน้ากากสีทองคล้ำได้ถูกมอบให้มิสเตอร์ K ไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปกังวลอีก
ซักไซ้ลุดวิกอีกครู่ใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีก็เตรียมตัวเดินทางกลับทรีอาร์
แน่นอนว่า ลูเมี่ยนยังคงเป็นผู้พาพวกเขาไป ด้วยฟรังก้าไม่อาจยอมสูญเสียเม็ดหนึ่งจาก ‘สร้อยสัตมณี’
“อ้อ มีอีกเรื่อง” ลูเมี่ยนจ้องมองเธอ ครุ่นคิดชั่วอึดใจก่อนเอ่ยปาก “ลองติดต่อกับผู้คนจากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสดูสิ ว่าพวกเขายินดีจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและเรื่องราวของสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น กับตัวสมบัติหรือไม่ ทางเราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อส่งมอบเธอให้กับศาสนจักร”
เมื่อครั้งถูก ‘กวีเร่ร่อน’ พูดใส่ว่า ‘แกยังเป็นมนุษย์อยู่แน่หรือ?’ ลูเมี่ยนจึงตระหนักว่าตนช่างคล้ายคลึงกับสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่นเหลือเกิน เพียงแต่ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะและความมีเหตุผลไว้ได้ อีกทั้งยังมีโชคชะตาที่เป็นอิสระพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงถูกตีตราว่าเป็นสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ระดับ ‘0’ ไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความสนใจใคร่รู้ในตัวสมบัติปิดผนึกชิ้นนั้น อยากทราบว่าเธอประสบพบเจอเรื่องราวแบบใดมา จึงกลายเป็นเช่นทุกวันนี้
ฟรังก้าพยักหน้ารับในเบื้องต้น ก่อนจะเอ่ยถามตามสัญชาตญาณว่า
“แต่…เอ่อ…มาดามท่านนั้นเพียงแต่กล่าวว่าอาจจะคืนให้ มิได้รับปากเป็นมั่นเหมาะ”
“ทางเราก็แค่พยายามให้การแลกเปลี่ยนสำเร็จลุล่วง มิใช่ว่าจะต้องสำเร็จเสมอไป” ลูเมี่ยนเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอ
เด็กหนุ่มรีบส่งฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีกลับสู่เขตหอรำลึกในกรุงทรีอาร์ ส่วนตัวเขาเองก็ย้อนกลับมา เดินเข้าสู่ถนนอไควนัส บรรจงย่างกรายท่ามกลางผู้คนที่ยังคงดำดิ่งอยู่ในบรรยากาศหลังงานเทศกาล มุ่งหน้าสู่โรงแรมโซโลว์
ชั้น 5 ของโรงแรมพังทลายลงไปกว่าครึ่ง ส่วนชั้น 4 ก็ได้รับความเสียหายหนัก เถ้าแก่ออตตามองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความโศกเศร้าระคนสิ้นหวัง ถึงขนาดอยากจะร่ำไห้แต่กลับไม่อาจหลั่งน้ำตาออกมาได้
โนเอเลียแห่งนิกายอุดมสมบูรณ์ พลันปรากฏกายข้างๆ นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ผู้กำลังเพ่งมองโรงแรมโซโลว์อยู่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“สหายของคุณแจ้งว่า คุณจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด”
ลูเมี่ยนล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หยิบทองลิโซออกมาหนึ่งหมื่นเหรียญ ยื่นส่งให้โนเอเลีย
โนเอเลียทอดสายตามองถุงเหรียญสีดำของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความรู้สึกทึ่งอย่างจริงใจ
“ช่างเป็นของที่วิเศษจริงๆ”
แม่ชีนักรบผู้นี้รีบนับเงินค่าเสียหายทันที
“ช่างใจกว้างเสียจริง สมแล้วที่เป็นนักผจญภัยคนดัง ที่เพิ่งได้รับเงินรางวัลสามแสนทองลิโซเมื่อไม่นานมานี้”
ลูเมี่ยนไม่สนใจคำหยอกเย้าของโนเอเลีย เพียงเอ่ยขึ้นลอยๆ
“นี่เป็นค่าตอบแทนจากงานที่ได้รับมอบหมายจากตระกูลปาโก”
“ตระกูลปาโก…” โนเอเลียค่อยๆ จมดิ่งสู่ความเงียบ
ย่าเฒ่าตระกูลปาโก รวมถึงเจ้าบ้านคนปัจจุบันและภรรยา ล้วนสิ้นชีวิตในความวุ่นวายครั้งนี้
ลูเมี่ยนก้าวเดินต่อไป ท่องไปในหมู่ผู้คนราวกับกำลังเดินเล่น
ในแสงสุดท้ายของยามอัสดง เด็กหนุ่มได้ยินเสียงขับขาน ได้ยินเสียงร้องของนกทะเล ได้ยินเสียงชาวเมืองรอบข้างสนทนากันอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
“พวกคุณเห็นกันไหม? ในตอนเช้าน่ะ แม้แต่นกทะเลก็ยังมาคารวะ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’!”
“พิธีบูชาทะเลปีนี้ประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ใช่แล้ว ในช่วงนั้นยังมีเถาวัลย์มากมายงอกเงยอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนมากมายถึงกับปลื้มปีติจนสลบไป นี่ต้องเป็นการรับรองจากองค์พระแม่แน่นอน!”
“ผิดแล้ว ผิดแล้ว นั่นเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ต่างหาก แสดงว่าปีนี้ปลาที่จับได้จะเต็มเรือลำแล้วลำเล่า!”
“ธรณีจงเจริญ พระแม่แห่งสรรพสิ่งจงเจริญ!”
“‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ จงเจริญ!”
“…”
แม้ลูเมี่ยนจะไม่ทราบว่า ศาสนจักรพระแม่ธรณีใช้วิธีใดกันแน่ ถึงได้ทำให้ชาวเมืองเข้าใจว่าเหตุการณ์ล้อมจับทางศาสตร์เร้นลับสุดเอิกเกริกในช่วงเช้า กลายเป็นการบังเกิดของปาฏิหาริย์ แต่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความสุขและความปีติยินดีในใจของทุกคน
เขาครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น
“ไม่รู้ว่าคณะกรรมการที่เหลือของสมาคมประมง จะตัดสินใจได้แล้วหรือยังว่าใครจะมาสวมรอยเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ตัวปลอมคนต่อไป อา…ซิมงต์·กียาโรตัวจริงคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับปีนี้ ใครจะทำหน้าที่ก็คงไม่สำคัญ พลังที่รั่วไหลออกมาจากยานอวกาศล้วนถูกเราขโมยไปหมดสิ้น ในปีหน้า หรือแม้กระทั่งสองปีต่อจากนี้ น่านน้ำละแวกใกล้เคียงคงไม่ต้องเผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้ง สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลก็จะได้รับการ ‘หล่อเลี้ยง’ ให้แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น…”
ท่ามกลางฝูงชนที่เริงร่าในขบวนแห่ และเหล่าหาบเร่แผงลอยนับไม่ถ้วน ลูเมี่ยนเลือกเข้าบาร์แห่งหนึ่งแบบสุ่ม สั่งไวน์มันซานหนึ่งแก้วโดยไม่เจือน้ำ และเบียร์ข้าวสาลีสีทองเข้มที่ผลิตในท้องถิ่นอีกหนึ่งแก้วใหญ่
เด็กหนุ่มวางแก้วไวน์มันซานไว้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะกลมเล็ก ส่วนตัวเองยกแก้วเบียร์ขึ้น ยื่นไปชนเบาๆ แล้วยิ้มพลางพึมพำประหนึ่งพูดกับตัวเอง
“คุณเห็นหรือไม่ ได้ยินหรือไม่? การเต้นรำของพวกเขา เสียงขับขานของพวกเขา รวมถึงเสียงแห่งการแพร่พันธุ์ของฝูงปลา”
“นี่มิใช่อนาคตที่คุณปรารถนาหรอกหรือ?”
เมื่อกล่าวจบ ลูเมี่ยนก็ยกแก้วเบียร์สีทองเข้มขึ้นดื่มอึกใหญ่
……………………………………………………..