ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 598 เผชิญหน้าและยอมรับ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 598 เผชิญหน้าและยอมรับ
ตอนที่ 598 เผชิญหน้าและยอมรับ
ม่านราตรีโอบคลุมผืนแผ่นดิน ดวงดาราประดับประดาฟากฟ้า ชาวเมืองท่าซานตาที่ร่วมเฉลิมฉลองต่างกลับสู่เคหสถาน ทิ้งไว้เพียงเศษขยะที่เกลื่อนกลาดและกลิ่นสุราที่อวลอยู่ในอากาศ
เทศกาลสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ วันพรุ่งนี้ความวุ่นวายก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ลูเมี่ยนดื่มอยู่ในบาร์จนกระทั่งถึงเวลาปิดร้านจึงออกมา เมื่อก้าวสู่ถนน ดูเหมือนจะเหลือเพียงเขาเพียงผู้เดียวกับโคมไฟถนนที่จุดด้วยถ่านหิน ซึ่งส่องแสงริบหรี่เป็นระยะ
สายลมยามราตรีแฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือกของฤดูหนาวที่ใกล้มาเยือน ทุกครั้งที่ลูเมี่ยนสูดลมหายใจ ความสดชื่นก็แทรกซึมเข้าสู่ปอด มอบความรู้สึกอันแสนวิเศษ โดยมีเสียงคลื่นซัดฝั่งดังกังวานไม่ขาดสาย ยิ่งขับเน้นให้ราตรีกาลนี้สงบเงียบและลึกล้ำยิ่งนัก
ลูเมี่ยนที่ดูราวกับมึนเมาแต่อารมณ์แจ่มใส ล้วงสองมือใส่กระเป๋ากางเกง ก้าวเท้าเบาๆ เลี่ยงเศษขยะสารพัดชนิดที่ผู้ร่วมงานเฉลิมฉลองทิ้งไว้
ไร้ผู้พบเห็น รอบด้านเงียบสงัด
ด้วยอาการเช่นนี้ ลูเมี่ยนเดินกลับห้องพักที่เช่าไว้ด้วยบัตรปลอม ประหนึ่งกำลังเอ้อระเหยลอยชาย
เมื่อเขาเพิ่งเปิดประตู ก็พบลูกาโนยืนเดินไปมาอยู่ในห้องรับแขก
“ยังไม่นอนอีกหรือ?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ลูกาโนมีท่าทางราวกับเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัส กล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อนว่า
“ราวหนึ่งชั่วโมงก่อน หัวหน้าแม่ชีนักรบนามโนเอเลียมาตามหาท่าน เธอไม่ได้สวมเกราะหนัง แต่สวมชุดกระโปรงยาวสีสันฉูดฉาด รูปร่างงดงามยิ่งนัก…”
“แล้วยังไงต่อ?” ลูเมี่ยนถามอย่างขบขัน
ลูกาโนตอบด้วยน้ำเสียงอิจฉาระคนชื่นชม
“ผมแจ้งว่าท่านไม่อยู่ เธอก็จากไปด้วยความเสียดาย”
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับนายยังไง? ทำไมถึงยังไม่หลับไม่นอนมาตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็ม?” ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะในลำคอ
ลูกาโนกระแอมด้วยความกระดากสองครั้ง
“ผมดันไตร่ตรองถึงอนาคตของตัวเองขึ้นมาน่ะสิ ชั่งใจว่าควรกลับไปยังทรีอาร์เพื่อดำเนินตามเส้นทางแพทย์ต่อไป หรือควรเลือกชีวิตที่แตกต่างออกไปดี”
ลูเมี่ยนอมยิ้ม ไม่สนใจ ‘แพทย์’ ผู้นี้แต่อย่างใด เพียงชำระร่างกายอย่างเรียบง่าย แล้วกลับเข้าห้องของตน ทิ้งตัวลงนอนทันที
เด็กหนุ่มเริ่มฝัน เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในระยะหลัง ได้แทรกซึมเข้าสู่ความฝันอย่างสับสนอลหม่าน ประกอบกันเป็นเรื่องราวสุดประหลาดและพิสดารยิ่งกว่าเก่า
ยามรุ่งอรุณ หกนาฬิกาตรง ลูเมี่ยนตื่นขึ้นตามเวลา พลิกกายลุกขึ้นนั่ง
สติสัมปชัญญะของเขากลับมาแจ่มชัด ขณะหวนระลึกถึงความฝันเมื่อครู่ เด็กหนุ่มพลันพบว่าตนได้มองข้ามรายละเอียดสำคัญประการหนึ่งไป
หากไม่นับเรื่องที่เทวทูตของ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ คอยจับตาดูเหตุการณ์นี้อยู่ในเงามืด ส่วนสำคัญที่สุดในพิธีบูชาทะเลคราวนี้ก็ย่อมต้องเป็น การที่อามุนด์ใช้แท่นบูชาในหมู่บ้านมิโล ช่วยมอบพลัง ‘ขโมย’ ให้แก่ ‘คำลวง’ ของเด็กหนุ่มอย่างลับๆ และแยบยล
มิฉะนั้น เมื่อช่องทางพลังงานของยานอวกาศเปิดออก การระเบิดของพลังลึกลับจะพลิกผันสถานการณ์ของสงครามไปในอีกรูปแบบหนึ่ง และหากปราศจากพลังแห่งมหาสมุทร ตัวเขาก็จะไม่สามารถใช้อำนาจของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ กักขัง ‘นังบ้า’ ไว้จนกระทั่งมาดามเมจิกเชี่ยนมาถึงได้
ทว่า ในฐานะการดำรงอยู่บนจุดสูงสุดของสามเส้นทางสู่เทพ อันได้แก่ ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักโจรกรรม’ ราชันสวรรค์ย่อมต้องมีความเข้าใจอันลึกซึ้งและครอบคลุมเกี่ยวกับพลังบนเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ จึงไม่น่าจะมองข้ามพลัง ‘ขโมย’ ที่อามุนด์ซ่อนเอาไว้ในแท่นบูชา
การที่พระองค์มิได้แจ้งข้อมูลนี้กับ ‘วันเอพริลฟูล’ นั้นยังพอมีมุมให้เข้าใจได้ ด้วยเหตุที่พวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือใช้แล้วทิ้ง การรู้มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อความมุ่งมั่นและเจตจำนงยามลงมือปฏิบัติ แต่การที่เรื่องนี้นำไปสู่ความล้มเหลวของแผนการโดยรวม มันก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไร
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เจตนาของราชันสวรรค์นั้นมีมากกว่าที่ปรากฏ และได้บรรลุเป้าหมายบางประการโดยลับแล้ว หรืออามุนด์และผู้อยู่เบื้องหลังพระองค์ได้ดำเนินการบางอย่างไว้ล่วงหน้า จนนำไปสู่สถานการณ์เช่นนี้?
หากอามุนด์จับตาดูแท่นบูชาในหมู่บ้านมิโลมาตลอด พิธีบูชาทะเลเมื่อปีที่แล้วคงไม่มีทางล้มเหลว แน่นอน ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่พระองค์อยากเห็นความอัปยศของ ‘วันเอพริลฟูล’
การปล่อยให้ ‘วันเอพริลฟูล’ บ่อนทำลายพิธีเมื่อปีก่อนนั้นยังพอเข้าใจได้ ทว่าสำหรับปีนี้ วิธีที่ง่ายดายและเกิดปัญหาน้อยที่สุด น่าจะเป็นการทำให้ ‘แหวนจักรพรรดินีสมุทร’ สมบูรณ์อย่างลับๆ ในช่วง ‘เคารพบรรพชน’ มิใช่หรือ? จากนั้นก็คอยดู ‘อุลตร้าแมน’ ที่ปลอมตัวเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ที่รอรับตำแหน่ง แสดงสีหน้าตกตะลึงและงุนงงเมื่อพบว่าพิธีบูชาทะเลสำเร็จลุล่วง!
เหตุใดจึงต้องอ้อมค้อมวกวนเช่นนั้น ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นมากมาย?
ต้องมีบางอย่างที่เรามองข้ามไปแน่…
ลูเมี่ยนบีบนวดขมับ แล้วก้าวลงจากเตียงนอน
เขามิได้รู้สึกประหลาดใจกับคำถามที่ผุดขึ้นในใจเมื่อสักครู่ เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับผู้อยู่ในลำดับสูงมากมาย หากตนสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างแจ่มแจ้งในทุกแง่มุม หากมองออกถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายได้ในทันที นั่นต่างหากที่จะผิดปกติ
อย่างไรเสีย จุดประสงค์ของตนก็บรรลุผลแล้ว หลุมดำอันตรายในยานอวกาศก็ยังคงถูกผนึกอยู่ ส่วนที่เหลือก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขามากนัก หากคิดออกก็ดีไป หากคิดไม่ออกก็เขียนจดหมายถามมาดามเมจิกเชี่ยน ถือเป็นการเตือนสติไปในตัว
หลังจากวิ่งเหยาะๆ รอบท่าเรือซานตาที่ยังไม่ตื่นดีนัก ลูเมี่ยนก็เขียนจดหมายแจ้งปัญหาที่เพิ่งขบคิดให้มาดามเมจิกเชี่ยนทราบ
ในเวลาเดียวกัน ลูกาโนผู้ออกไปหาอาหารเช้าให้ลุดวิกก็กลับมาถึงห้อง
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วหยิบทองลิโซหนึ่งพันเหรียญให้อีกฝ่าย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ฉันมีธุระต้องไปทำสักสองสามวัน ระหว่างนี้ขอฝากลุดวิกไว้หน่อยนะ พอฉันกลับมาเมื่อไร การจ้างงานก็ถือเป็นอันสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์”
เมื่อถึงเวลานั้น ลูเมี่ยนตั้งใจจะล่องเรือไปยังทวีปใต้ ระหว่างทางจะวางอุบายเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า หวังว่าเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางในทวีปใต้ ตนจะพร้อมสำหรับการวางอุบายครั้งสุดท้ายเพื่อเลื่อนไปสู่ลำดับ 5
ลูกาโนมิได้ไถ่ถามว่านายจ้างจะไปไหน เพียงแต่ถามด้วยความกังวลใจเล็กๆ
“ส…สองสามวันนี้ จะมีอันตรายเกิดขึ้นไหมครับ?”
“เรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว” ลูเมี่ยนกล่าวพลางยิ้ม “ถ้ายังพบเจออันตรายใดอยู่ ก็แค่วิ่งไปหานิกายอุดมสมบูรณ์ ขอความคุ้มครอง นั่นมิใช่สถานการณ์ที่นายใฝ่ฝันหรอกหรือ?”
ลูกาโนยิ้มแหยๆ ความวิตกกังวลคลายลงเมื่อได้ยินท่าทีของนายจ้าง
เมืองท่าซานตาแห่งนี้ อาทิตย์ทอแสงสดใส อาหารรสเลิศ สตรีเปี่ยมเสน่หา อยู่ต่อสักสองสามวันก็คงไม่เลวทีเดียว!
…………
รถม้าโดยสารสองชั้นแล่นฉิวผ่านหมู่บ้านชนบทที่แทรกตัวอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี มุ่งหน้าสู่เชิงเขาพิไรเอส
ลูเมี่ยนยังคงรักษารูปลักษณ์ของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี นั่งอยู่ริมหน้าต่างรถม้า เพ่งพิศทิวทัศน์ภายนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
ในทุ่งหญ้าเขียวขจีทุกผืน ฝูงแกะกระจายตัวราวกับก้อนเมฆ คนเลี้ยงแกะสวมเสื้อคลุมที่ตัดแต่งให้คล่องแคล่ว เดินไปมาทั่วทุกหนแห่ง
บ้างก็พักอาศัยในกระท่อมที่ปลูกสร้างด้วยมือตนเอง บ้างก็มีเรือนเล็กๆ ติดล้อ สามารถเคลื่อนย้ายไปตามที่ราบได้
เป็นครั้งคราว ชาวบ้านในย่านใกล้เคียงพยายามขับไล่คนต่างถิ่นที่ผลัดถิ่นมา แต่ก็ถูกพวกเขาเหล่านั้นเอาตัวรอดด้วยการประจบประแจง หรือไม่ก็ใช้เงินทองและข้าวของติดสินบน
เมื่อเผชิญกับคนท้องถิ่นที่ดื้อแพ่ง คนเลี้ยงแกะที่มาจากช่องเขาก็จำใจต้องย้ายไปยังทุ่งกว้างอันห่างไกล เผชิญหน้ากับสายตาจ้องมองของเหล่าสัตว์ป่า อาทิ หมาป่า…
ภาพและเรื่องราวที่เคยได้ยินจากปากของเหล่าคนเลี้ยงแกะแห่งหมู่บ้านกอร์ตู บัดนี้ปรากฏแจ่มชัดต่อสายตาของลูเมี่ยน และจารึกลงในห้วงความทรงจำ
สองวันผ่านไป รถม้าโดยสารมาถึงเชิงเขาพิไรเอส จอดลงที่เมืองเล็กๆ นอกช่องเขา
ลูเมี่ยนสวมเสื้อคลุมผ้าขนสัตว์สีดำ ก่อนจะเดินเข้าสู่ภูเขาไปตามลำพัง
บนสันเขา ลมหนาวพัดกระโชกแรงขึ้นทุกขณะ ทุ่งโล่งแทบไร้วี่แววผู้คนสัญจร
ลูเมี่ยนเดินทางผ่านหุบเขาที่เริ่มปลอดสีเขียว ย่างเท้าบนเส้นทางที่คนเลี้ยงแกะกับพ่อค้าเหยียบย่ำมา เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าสีหม่นที่ปราศจากเงานกบิน รอบกายไร้ผู้คนและสรรพสัตว์ มีเพียงต้นไม้โรยราและลำธารน้อยที่แห้งขอด ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยภาพอันว่างเปล่าของฤดูหนาว
ท่ามกลางความโดดเดี่ยวและหนาวเหน็บเช่นนี้ เด็กหนุ่มใช้เวลาเกือบสามวัน บรรจงปีนข้ามเทือกเขาดาลีแอช จนมาถึงริมลำธารเล็กๆ นอกหมู่บ้านกอร์ตู
เมื่อผ่านพ้นป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ลูเมี่ยนก็เห็นเสาหินยักษ์สีเลือดที่แม้จะไม่สูงนัก แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับยอดเขาสูงตระหง่าน
ขณะที่เพ่งมองอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล
นั่นคือชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ กอดอกด้วยท่าทางหนาวสั่น
ชายผู้ดูแลป่าร้องตะโกนด้วยเสียงสั่นเทาในสายลมหนาวเหน็บ
“อย่าเดินไปข้างหน้าอีกเลย หมู่บ้านนั้นพังพินาศไปแล้ว!”
เด็กหนุ่มจ้องมองอยู่หลายอึดใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านนั้น?”
ชายผู้ดูแลป่าชำเลืองซ้ายขวา แล้วกระซิบเสียงแผ่ว
“เห็นว่าพวกเขาหลงเชื่อปีศาจ ชาวบ้านทั้งหมดเสียสติ เผาบ้านเรือนตัวเอง แล้วเดินเข้าสู่นรก”
“คุณลองดูสิ หมู่บ้านปกติจะเป็นเช่นนี้หรือ?”
ลูเมี่ยนจมสู่ความเงียบงัน ไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
ชายผู้ดูแลป่าเห็นท่าทีเช่นนั้น จึงกล่าวด้วยความจริงใจ
“พวกคนใหญ่คนโตได้ฝากฝังผมเอาไว้ว่า ให้คอยห้ามปรามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้หมู่บ้าน ด้วยเกรงว่าจะนำพาโชคร้ายมาสู่พวกเขา เปรียบประหนึ่งการยั่วยุปีศาจ”
ลูเมี่ยนยังคงนิ่งเงียบ ไม่ไต่ถามสิ่งใดอีก
เด็กหนุ่มจ้องมองซากปรักหักพังที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังจากปากทางเข้าหมู่บ้าน บรรจงก้าวเท้าฝ่าสายลมหนาวที่ร้องหวีดหวิว มุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าบนเขาสูงใกล้ๆ
หญ้าเลี้ยงสัตว์ในแถบนี้เหี่ยวเฉาไปหมดสิ้น บ้างก็ถูกสายลมพัดพาไป เหลือเพียงผืนดินสีน้ำตาลแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา
ลูเมี่ยนยืนชมซากปรักหักพังของหมู่บ้านกอร์ตูอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะพบกระท่อมที่คนเลี้ยงแกะทิ้งไว้ แล้วทอดกายลงนอน
เด็กหนุ่มหลับตาลง นิ่งสนิทไม่ไหวติง
หากทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน มันจะดีสักแค่ไหนกันนะ
เมื่อตื่นจากการงีบ ทุ่งหญ้าบนภูผาสูงยังคงเขียวขจีดุจดังผืนพรม นภาเบื้องบนมีนกน้อยบินกลับรัง ร้านเหล้าคร่ำครึเนืองแน่นด้วยชาวนาและคนเลี้ยงแกะ พี่สาวยังคงจ้ำจี้จ้ำไชให้เขาเล่าเรียน พวกแรมงด์กับเอวาต่างก็กังวลกับอนาคตของตัวเอง ไม่รู้ว่าชีวิตจะพาพวกเขาไปสู่หนทางใด…
…………
ณ เมืองท่าซานตา แสงอาทิตย์ยังคงสดใส แม้อากาศเริ่มหนาวเย็นลง
ลูเมี่ยนปรากฏกายขึ้นตรงหน้าลูกาโนและลุดวิกอย่างกะทันหัน
เด็กน้อยลุดวิกนั้น ความอยากอาหารช่างเพิ่มพูนอย่างน่าประหลาด ทองลิโซหนึ่งพันเหรียญถูกใช้จ่ายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก!
หากลูเมี่ยนไม่กลับมาภายในสัปดาห์หน้า ลูกาโนคงต้องพิจารณาใช้เงินของตนเองแล้ว
จะปล่อยให้เด็กหิวโหยไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจถึงขั้นกัดกินคน!
ลูเมี่ยนอมยิ้ม
“การจ้างงานสิ้นสุดลงแล้ว ผมจะชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือ คุณอยากให้ผมช่วยเทเลพอร์ตกลับไปยังทรีอาร์เลย หรือจะเดินทางด้วยเรือ หรือข้ามเทือกเขาดาลีแอชกลับไปเอง?”
ลูกาโนตกอยู่ในความเงียบทันใด ราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดในใจ
……………………………………………………..