ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 599 มีอำนาจก็ต้องใช้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 599 มีอำนาจก็ต้องใช้
ตอนที่ 599 มีอำนาจก็ต้องใช้
ลูเมี่ยนไม่ได้เร่งเร้าลูกาโน เพียงต้องการดูว่า ‘แพทย์’ ผู้นี้จะตัดสินใจเช่นไร
ครู่หนึ่งผ่านไป ลูกาโนรวบรวมความกล้าถามออกมาว่า
“ท่านจะพาลุดวิกไปไหนมาไหนด้วยหรือ?”
“แน่นอน” ลูเมี่ยนเหลียวมองลุดวิก ผู้กำลังเพลิดเพลินกับหมึกย่าง
หากมิใช่เพราะได้รับข้อมูล ‘0-01’ จากศาสนจักรความรู้ เขาก็คงไม่อยากพาเด็กน้อยผู้นี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน เหนือสิ่งอื่นใด ลุดวิกได้แสดงประโยชน์บางประการให้เห็นแล้ว
ในอนาคต บางทีอาจใช้เป็น ‘เหยื่อล่อโลกิ’ ได้อีกครา
ลูกาโนกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยว่า
“ผมยินดีช่วยดูแลลุดวิกแทน เพื่อมิให้ท่านต้องคำนึงถึงเขายามลงมือ ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งอดีตที่ท่านมีอิสระในการเคลื่อนไหว”
อย่างที่คิด…ลูเมี่ยนมิได้ประหลาดใจแม้แต่น้อยกับการตัดสินใจของลูกาโน
เด็กหนุ่มเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยปาก
“เหตุผล?”
ลูกาโนยิ้มแหยๆ พลางกล่าว
“การออกเดินทางครั้งนี้ ผมได้ประสบพบเห็นมากมาย ทั้งยังเผชิญภัยคุกคาม จึงตระหนักว่าลำดับ 8 นับว่ายังกระจ้อยร่อยนักในโลกแห่งศาสตร์เร้นลับ ไม่อาจต้านทานภยันตรายอันแท้จริงได้ จริงอยู่ หากผมกลับไปเปิดคลินิกที่กรุงทรีอาร์ แล้วแอบใช้พลัง ‘แพทย์’ ก็ย่อมต้องก้าวขึ้นสู่ชนชั้นกลางได้แน่ อา…แม้แต่การเข้าสู่สังคมชั้นสูงก็มิใช่เรื่องยาก แต่ผมกังวลว่าหากมีชื่อเสียงมากเกินไป จะพลอยดึงดูดความสนใจของผู้วิเศษทางการด้วย ทรีอาร์มิได้เปิดกว้างต่อผู้วิเศษเถื่อนดั่งเช่นเมืองท่าซานตา”
“อีกประการหนึ่ง ผู้วิเศษอันตรายเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเราอยู่เสมอ ผมไม่ปรารถนาที่จะเผชิญภัยคุกคามอีกครั้งโดยปราศจากพลังต่อกร”
“ถ้านายไม่เข้าร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับ เพียงแค่เปิดคลินิก ทำหน้าที่ของแพทย์ไป ก็คงไม่เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์อันตราย ลำพังโจรกระจอกหรืออันธพาลทั่วไป นายสามารถรับมือได้อยู่แล้วนี่?” ลูเมี่ยนกล่าวแย้งอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ผู้วิเศษที่ทิ้งมรดกไว้และทำให้ผมกลายเป็น ‘นักเพาะปลูก’ เคยบอกไว้ว่า เมื่อใดที่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งศาสตร์เร้นลับแล้ว ย่อมไม่มีวันหลุดพ้น เหตุการณ์เหนือธรรมชาติจะเวียนวนอยู่รอบกายเราเสมอ หากโชคดีอาจมีชีวิตยืนยาวจนสิ้นลมหายใจตามธรรมชาติ แต่หากโชคร้ายก็อาจเป็นเช่นเขา”
“แต่เดิมผมไม่ค่อยเชื่อถ้อยคำนี้นัก ทว่าเหตุการณ์ในครึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้สึกถึงความจริงแท้ในคำพูดนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดว่าผมไม่ได้ทำสิ่งใดเลย แต่ถนนอลเวงกลับพังทลาย ต้นไม้ประหลาดงอกขึ้น หรือก่อนที่ท่านจะว่าจ้าง ผมยังฝันว่าตัวเองกลายเป็นคนในภาพวาด ไม่ว่าอย่างไรก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงมิได้ พอตื่นขึ้นมาก็ถูกออกหมายจับเสียแล้ว ครั้งนี้ ผมเพียงแต่ดูแลลุดวิกอย่างดี มิได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใด ก็ยังถูกโจมตีอย่างไร้สาเหตุ…”
หืม…ยิ่งฟัง สีหน้าของลูเมี่ยนก็ยิ่งแปลกพิกล
เหตุการณ์ที่นายเอ่ยมาทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของฉันเองแหละ…
แล้วยังจะตามฉันอีก…
หรือนี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของกฎ ‘ผู้วิเศษมักเผชิญเหตุการณ์ลึกลับอยู่เสมอ’ ?
ทว่าสิ่งที่นายประสบมิใช่เหตุการณ์เหล่านั้น หากแต่เป็นตัวฉัน…
ลูกาโนกล่าวต่อไปว่า
“ผมได้ประจักษ์ถึงพลังวิเศษทั้ง ‘เทเลพอร์ต’ และคลื่นยักษ์ ผมไม่พอใจกับการอยู่เพียงลำดับ 8 อีกต่อไป จึงมองว่า การติดตามท่านย่อมนำมาซึ่งโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่”
ลูเมี่ยนจ้องมองลูกาโนอย่างครุ่นคิด ไม่แน่ใจว่าชายผู้นี้ถูกใครสะกดจิตให้ติดตามตน หรือว่าถูก ‘ล้างสมอง’ โดยลุดวิก จึงปรารถนาที่จะเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ของเขา
แต่เดิมลูเมี่ยนเคยคิดว่า ลูกาโนซึ่งเป็นผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ควรจะมีความเกี่ยวพันอยู่บ้างกับศาสนจักรพระแม่ธรณี ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เด็กหนุ่มคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด กลับมิได้พบเห็นว่าไกด์ผู้นี้ แอบติดต่อกับนิกายอุดมสมบูรณ์หรือคนจากศาสนจักรพระแม่ธรณีเป็นพิเศษ ซ้ำยังแสดงท่าทีเหินห่างอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าลูเมี่ยนมิได้คัดค้านอีก ลูกาโนจึงยิ้มประจบเอาใจ
“ผมมีพรสวรรค์ด้านภาษา สามารถเรียนรู้ภาษาตูทานของทวีปใต้ได้ด้วยตัวเอง หากท่านจ่ายค่าตอบแทนเดือนละ 300 เฟลคิน และรับปากจะแบ่งรางวัลจากการต่อสู้ให้บ้าง ผมก็ยินดีที่จะเป็นไกด์ แพทย์ส่วนตัว พี่เลี้ยงเด็ก และกึ่งองครักษ์ให้ท่านต่อไป”
“ได้” ลูเมี่ยนหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่งหมื่นเฟลคินเต็ม “นี่คือค่าจ้างส่วนที่เหลือ 5,000 เฟลคิน อีกทั้ง นายยังเผชิญกับภัยคุกคาม ตามข้อตกลงของเราก่อนหน้านี้ ฉันจะจ่ายเพิ่มอีก 5,000 เฟลคิน รวมทั้งสิ้นหนึ่งหมื่น”
ลูกาโนรับค่าตอบแทนตามที่ตกลงไว้ด้วยความยินดียิ่ง แล้วเริ่มจัดเก็บสัมภาระ
ลูเมี่ยนถือโอกาสนับเงินสดที่ติดตัว ยืนยันว่ายังเหลือทองคำมูลค่า 1,000 เฟลคิน เหรียญทอง เหรียญกษาปณ์ และธนบัตรรวม 76,000 เฟลคิน อีกทั้งทองลิโซที่ยังใช้ไม่หมดอีก 2,000 เหรียญ
หากไม่ซื้อตะกอนพลัง สูตรโอสถ สมบัติวิเศษ หรือความรู้ศาสตร์เร้นลับลำดับสูง เงินจำนวนนี้ยังเพียงพอต่อการจับจ่ายได้อีกยาวนาน
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อขึ้นเรือล่องใต้มุ่งหน้าสู่เฟเนพ็อตในรูปลักษณ์ของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ลูเมี่ยนเดินไปยังห้องชุดเฟิร์สคลาส พลางเหลียวมองลุดวิกผู้ทำตัวว่านอนสอนง่าย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างครุ่นคิด
“ในความทรงจำของนาย หรือควรพูดว่าในความทรงจำของโลกิ มีสิ่งมีชีวิตประหลาดรูปร่างคล้ายกิ้งก่าบ้างหรือไม่? มันตัวเล็กมาก สามารถไต่เข้าไปในปากมนุษย์ได้ ทั้งโปร่งแสงและพร่าเลือน ดูคล้ายกับวิญญาณ มีเกล็ดสีน้ำตาลอมเขียว และดวงตาสีเขียวเข้ม”
สิ่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกิ้งก่าดาวระยิบที่ ‘บุตรแห่งทะเล’ แปรเปลี่ยนร่างเป็น
ลุดวิกส่ายหน้า
“ไม่มี ในความทรงจำของแมลงดำบาร์ตินส์ก็ไม่มีเช่นกัน”
ลูเมี่ยนจมสู่ความเงียบ มองดูลูกาโนเปิดประตูห้องชุดด้วยท่าทีนอบน้อมของบ่าวรับใช้
อีกหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางเสียงหวูดไอน้ำอันแหลมหวีด เรือเดินสมุทรลำนี้ก็แล่นออกจากท่าเรือซานตา มุ่งหน้าสู่ห้วงทะเลอันไพศาล
หลังจากแล่นเรือมาเกือบสองชั่วโมง สภาพอากาศก็เริ่มแปรปรวน คลื่นลมปั่นป่วน สายลมกระโชกแรงจนผู้โดยสารบนดาดฟ้าต่างต้องหลบเข้าห้องพัก
เบื้องบนคือท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำถูกลมพัดกระจัดกระจาย คลื่นทะเลซัดสูงขึ้นเรื่อยๆ ลำเรือโคลงเคลงขึ้นลงตามจังหวะคลื่น ผู้โดยสารที่ไม่เคยออกทะเลมาก่อนต่างรู้สึกหวั่นใจ
พวกเขาสังเกตเห็นว่าลูกเรือรอบข้างดูสงบนิ่ง ไม่มีทีท่ากังวลแม้แต่น้อย จึงเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“เหตุการณ์เช่นนี้พบเห็นได้บ่อยในท้องทะเล ไม่มีอันตรายใดๆ ใช่หรือไม่?”
ลูกเรือชาวพื้นเมืองซานตายิ้มพลางตอบ
“หากพายุรุนแรงขึ้นอีก พวกเราคงต้องแวะเทียบท่าที่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบภัย”
“แต่ท่านผู้โดยสารไม่ต้องกังวลไป ปีนี้พิธีบูชาทะเลประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบันจะคอยคุ้มครองพวกเรา อุบัติภัยทางน้ำย่อมไม่เกิดขึ้นแน่นอน!”
ผู้ว่าการแห่งทะเล…เมื่อได้ยินคำตอบของลูกเรือ ผู้โดยสารกลับยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
พวกเขาล้วนเคยร่วมงานเฉลิมฉลองในพิธีบูชาทะเลที่ท่าเรือซานตา แม้จะรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจเชื่อได้เลยว่า ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ จะมีอำนาจดลบันดาลฟ้าฝนได้จริง
ท่ามกลางความหวั่นวิตกนั้น พวกเขาก็พบว่าคลื่นทะเลที่เคยซัดสูงขึ้นเรื่อยๆ กลับสงบลงอย่างฉับพลัน
ในยามที่เมฆดำยังคงครอบคลุมท้องฟ้า และสายลมยังคงพัดกระโชกรอบด้าน ผิวน้ำทะเลกลับราบเรียบราวกับถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นกดทับไว้ ไร้ซึ่งคลื่นลมปั่นป่วนดังเช่นก่อนหน้า
ลูกเรือชาวพื้นเมืองซานตาต่างเปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
“ท่านผู้ว่าจงเจริญ!”
“‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ จงเจริญ!”
เหล่าผู้โดยสารที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์ ต่างมองหน้ากันไปมา ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ภายในห้องชุดเฟิร์สคลาส ลูเมี่ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง จิบไวน์มันซานที่ไม่ได้ผสมน้ำ บนหัวเข่าวางตำราเรียนภาษาตูทานของทวีปใต้สำหรับผู้เริ่มต้น
เด็กหนุ่มกำมือขวาแน่น แล้วกระชากลงอย่างแรง
ทันใดนั้น เมฆดำบางส่วนบนท้องฟ้าก็ทรุดตัวลงมา ก่อตัวเป็นกรวยน่าสะพรึงกลัว
แสงอาทิตย์ทะลุผ่านช่องว่างมหึมาที่เกิดขึ้น ส่องสว่างเข้ามาในห้องพัก ตกกระทบลงบนตำราของลูเมี่ยน ทำให้ความสว่างภายในห้องเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ลูเมี่ยนเก็บมือขวากลับ พลิกหน้าหนังสือ รู้สึกว่าพลังของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ช่างมีประโยชน์อย่างยิ่งยามอยู่กลางทะเล
อนิจจา เขาจะใช้มันได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น
…………
ไม่นานนัก เสียงแกร๊กๆ ของสัญญาณโทรเลขก็ดังขึ้น
พอเห็นว่าหัวข้อเป็น ‘ดาบซ่อนแขน’ คิ้วของอ็องกูแลมก็ขมวดเข้าหากันทันที
“ข่าวดีสองเรื่อง ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง คุณอยากฟังอันไหนก่อน?”
“ฉันรู้ว่าคุณอยากฟังข่าวดีก่อน จะเล่าให้ฟังเลยก็แล้วกัน”
“ข่าวดีเรื่องแรกคือ สมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่นถูกพบตัวแล้ว และอยู่ภายใต้การควบคุม คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการไปเยือนเฟเนพ็อตอีกต่อไป สามารถสืบสวนเรื่อง ‘คนในกระจก’ ได้อย่างสบายใจไร้กังวล”
“ข่าวดีเรื่องที่สองคือ หลังจากการเจรจา ทางเราได้รับการยืนยันว่า กลุ่มที่ควบคุมสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น อาจจะยอมคืนมันให้ศาสนจักรของคุณ ทางเรายินดีเป็นตัวกลางในการประสานงาน แต่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยข้อมูลทั้งหมดของสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าว แน่นอนว่า ‘อาจจะ’ ไม่ได้หมายความว่า ‘จะ’ เสมอไป ก่อนที่การเจรจาจะบรรลุข้อตกลง ทางคุณยังไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆ”
“ส่วนข่าวร้ายนั้น ฮ่าๆ ในองค์กรของพวกคุณมีทรยศน่ะ สาเหตุที่สมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์หลุดออกมาได้ ก็เพราะมีหนอนบ่อนไส้ยังไงล่ะ! ข้อนี้พวกเรามั่นใจมาก”
“ลุยเลย ‘007’ โอกาสสร้างผลงานของคุณมาถึงแล้ว!”
เมื่ออ่านจบในคราวเดียว อ็องกูแลมกลับรู้สึก ‘ยังดี ยังดี’ เพราะหลังจากสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์สูญหายไป ผู้นำระดับสูงขององค์กรก็สงสัยว่ามีสายลับแฝงตัว จึงได้ทำการสืบสวนครั้งหนึ่ง แต่ไม่พบผลใด — คดีที่นำไปสู่การสูญหายของสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น ภายนอกอาจดูเหมือนมีปัญหา แต่ ‘ผู้ชำระ’ ทั้งห้านายที่รับผิดชอบคดีล้วนผ่านการตรวจสอบแล้ว ที่ตอนนั้นพวกเขาจัดการได้ไม่ดี ก็เพราะต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดฝัน
“หนอนบ่อนไส้ผู้นั้น ดูท่าจะซ่อนตัวลึกเอามากๆ เลยล่ะ…” อ็องกูแลมพึมพำกับตัวเอง
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก
ฟรังก้านั่งพิงอยู่ข้างเตียง สนทนาในกลุ่มโทรเลขไปพลาง รอคอยการกลับมาของจินนาไปพลาง
สหายหญิงผู้นี้จะไปชมการแสดงละครที่เขตโรงอุปรากรสัปดาห์ละครั้ง กลับมาในยามดึกดื่น แต่วันที่ไปนั้นไม่แน่นอน อีกทั้งยังปลอมตัวเพื่อป้องกันการถูกสะกดรอย และป้องกันการถูกค้นพบรูปแบบพฤติกรรม
ส่วนอ็องโตนีที่อาศัยอยู่แถวนั้น ก็ยังคงวุ่นวายอยู่กับการแทรกซึมเข้าสู่วงการผู้สนใจจิตวิทยา โดยหวังว่าจะได้พบปะกับ ‘นักจิตบำบัด’ ตัวจริง
“มีแค่เราคนเดียวที่ว่างสินะ เรื่องของ ‘คนในกระจก’ ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ตอบกลับมาเลย…” ฟรังก้ามิได้ปรารถนาการงานทำเสมอไป เธอเป็นผู้ชำนาญการแสวงหาความสุขอยู่แล้ว
ขณะที่ฟรังก้ากำลังคิดถึงจินนา จินนาเพิ่งชมการแสดงละครรอบสุดท้ายจบ
ในสภาพสวมหมวกผ้าคลุมหน้าสีดำห้อยลงมา เธอลุกขึ้นเดินออกจากโรงละครที่ยังมีผู้ชมหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
ตรงทางออก เธอต่อแถวอย่างอดทน ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
ทันใดนั้น จินนาพบว่าวัตถุบางชิ้นบนร่างกายกำลังสั่นไหวแผ่วเบา
เธอเลื่อนมือไปสัมผัสโดยสัญชาตญาณ พบว่ามันคือ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ที่ได้มาจากห้องฝังศพของตระกูลทามาร่า
……………………………………………………..