ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 600 ปฏิกิริยาที่ถูกต้อง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 600 ปฏิกิริยาที่ถูกต้อง
ตอนที่ 600 ปฏิกิริยาที่ถูกต้อง
‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ เกิดความผิดปกติ? จินนาชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเกร็งสติอารมณ์
วัตถุชิ้นนี้ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เธอจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่า มันเกิดจากสาเหตุใด หรือบ่งบอกถึงสิ่งใด ทำได้เพียงคาดคะเนโดยสัญชาตญาณ
เกิดปัญหาขึ้นกับ ‘โลกในกระจก’ พิเศษนั่น?
หรือว่าในเวลานี้ รอบกายเรามีผู้ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ ‘โลกในกระจก’ พิเศษนั่น?
หากเป็นอย่างหลัง มันคือการบ่งชี้ว่า ‘คนในกระจก’ ที่ฟรังก้าสืบหา บัดนี้มีเบาะแสแล้วไม่ใช่หรือ?
ในชั่วขณะดังกล่าว จินนารู้สึกถึงแรงกระตุ้นภายในใจ จนอยากจะเหลียวซ้ายแลขวา เพื่อค้นหาต้นตอที่ทำให้ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ สั่นไหวเบาบาง
เธอระงับใจตัวเองได้ทันเวลา ด้วยนึกถึงความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง
หากต้นตอมาจากผู้เกี่ยวพันกับ ‘โลกในกระจก’ พิเศษนั่นจริง ‘การรับรู้’ ก็ย่อมต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ในยามที่เศษชิ้นส่วนสั่นไหวเบาบาง ร่างกายของอีกฝ่ายก็น่าจะเกิดความผิดปกติบางประการ และกำลังเสาะหาต้นตอของปัญหาอยู่เช่นกัน
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเธอรีบร้อนเหลียวมอง ย่อมถูกอีกฝ่ายสังเกตเห็นได้โดยง่าย เมื่อถึงเวลานั้น อาจเกิดการโจมตีดุจสายฟ้าฟาดเข้ามา
จินนาคงสภาวะเช่นเดิม มองตรงไปเบื้องหน้า บรรจงเคลื่อนกายสู่ภายนอกประตู
ในระหว่างนั้น เธอเพียงแต่เอียงศีรษะแผ่วเบาเฉกเช่นผู้ชมส่วนใหญ่ ทอดสายตามองนาฬิกาบนผนังในโถงโรงละครเพียงครู่เดียว เพื่อยืนยันเวลา ณ ปัจจุบัน
23 นาฬิกา 05 นาที
หลังจดจำเวลานั้นไว้ จินนาผ่านทางออกกลับสู่โถงทางเดิน
ผู้ชมรอบกายทยอยแยกย้ายจากไป ความแออัดจึงค่อยๆ บรรเทาลง
‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ บนร่างจินนาก็กลับคืนสู่ความสงบ ไม่มีการสั่นไหวผิดปกติอีกต่อไป
“เมื่อสักครู่ ในโถงทางเดินไม่มีผู้ใด และระหว่างที่เราชมละคร ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ก็มิได้สั่นไหวแต่อย่างใด…นี่คือเครื่องบ่งชี้ว่า ความผิดปกติเมื่อสักครู่ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่เกินระยะหนึ่ง…ระหว่างที่อัดแอกันอยู่ตรงทางออกสู่โถงทางเดิน…ก็คงสักไม่เกินห้าเมตรกระมัง? มาถึงตอนนี้ เมื่ออยู่ไกลออกไป ทุกสิ่งจึงกลับสู่ภาวะปกติ?” ขณะที่ความคิดหลั่งไหลท่วมท้น จินนาแสดงทักษะการละครของตนอย่างสุดฝีมือ สวมรอยเป็นผู้ชมทั่วไป เดินออกจากโถงมาจนถึงริมถนน ขึ้นรถม้ารับจ้างของบริษัทรถม้าจักรวรรดิ จ่ายค่าโดยสารล่วงหน้า 2.5 เฟลคินด้วยความรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง
หากมิใช่ยามนี้ที่รถไฟใต้ดินและรถม้าสาธารณะหยุดให้บริการแล้ว เธอคงไม่ยอมสิ้นเปลืองเงินทองนั่งรถม้ารับจ้างจากเขตโรงอุปรากรกลับสู่เขตหอรำลึกเป็นอันขาด
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก
จินนาเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบให้ฟรังก้าฟัง แล้วถามราวกับต้องการยืนยัน
“ราวๆ ห้าทุ่มห้านาที ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ที่อยู่กับเธอ มีอาการสั่นไหวเบาๆ บ้างหรือเปล่า?”
“ไม่มี” ฟรังก้าตอบอย่างหนักแน่นผิดปกติ
ก่อนที่จินนาจะลงความเห็นจากคำตอบ ฟรังก้ายิ้มแหยๆ
“อาจจะไม่มี…เธอก็ทราบดี ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ของฉันถูกเก็บอยู่ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แม้จะมีการสั่นสะเทือน ฉันก็คงไม่รู้สึกตัวหรอก”
ขณะที่จินนาเหลือกตามองบนอย่างอดไม่ได้ ฟรังก้าส่งเสียง ‘อ๊ะ’ แล้วเอ่ยปาก
“เธอสงสัยว่า ‘โลกในกระจก’ พิเศษนั่นเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จนสร้างความผิดปกติเป็นวงกว้างสินะ? หากเป็นเช่นนั้นจริง แม้สิ่งของจะอยู่ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ฉันก็ควรจะรับรู้ได้ด้วยพลังวิญญาณ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย”
“นอกจากนั้น ในตอนที่เราวางชิ้นส่วนทั้งสองไว้ใกล้กัน มันไม่เคยเกิดการสั่นพ้องมาก่อน จึงมีโอกาสสูงที่ฉันจะพบ ‘คนในกระจก’ เข้าแล้ว หรือไม่ก็เป็นสมาชิกของตระกูลทามาร่าสาขานั้น?” จินนาเอ่ยพลางเดินไปทางกระจกเงาบานใหญ่ในห้องรับแขก ยื่นมือลูบผิวกระจก พร้อมกับกระซิบชื่อการดำรงอยู่ซ่อนเร้นที่ตนต้องการสอบถาม
ผิวกระจกเงาบานใหญ่พลันมืดดำลง คลื่นวารีอันเลือนรางปรากฏขึ้น
จินนาเริ่มการ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’
“เมื่อคืนราวห้าทุ่มห้านาที การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในรัศมีสิบเมตรรอบตัวฉัน…”
“เมื่อคืนราวห้าทุ่มห้านาที การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในรัศมีสิบเมตรรอบตัวฉัน…”
“…”
หลังจากที่เธอเอ่ยซ้ำสามครั้ง ผิวกระจกอันมืดลึกก็เปล่งประกายแสง
ท่ามกลางแสงนั้น จินนาเห็นตนเองสวมหมวกอ่อน เห็นทางออกโรงละครที่เชื่อมต่อกับโถงทางเดิน เห็นผู้ชมและคนรับใช้ที่ยืนอยู่ในรัศมีสิบเมตรรอบตัวเธอในยามนั้น
โลกวิญญาณบันทึกข้อมูลทั้งหมดนี้ไว้อย่างซื่อสัตย์
ภาพในกระจกมิได้หยุดนิ่งหรือคงที่ หากแต่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ไม่นานนักจินนาก็เห็นสตรีนางหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเยื้องข้างตนในระยะไม่กี่เมตร พลันหมุนกายอย่างฉับพลัน เหลียวมองผู้คนรอบข้าง
เธอสวมหมวกผ้าคลุมหน้าสีดำ อายุราวสามสิบกว่าปี คิ้วบาง ดวงตาสีเหลืองอ่อนเปล่งประกายมีชีวิตชีวา ผิวขาวจากการแต่งแต้มเครื่องสำอาง โดยรวมแล้วไม่อาจเรียกว่างดงาม แต่แต่งกายเหมาะสม กิริยาสง่างาม
ทว่าสตรีผู้สง่างามเช่นนี้กลับมีท่าทีหลุกหลิก เหลียวซ้ายแลขวา ราวกับบังเอิญพบเจอคู่รักในอดีตที่รักสุดหัวใจ แต่แล้วก็พลันสูญเสียร่องรอยของอีกฝ่ายไป
“ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ปกติแน่ ถึงกับแสดงปฏิกิริยาอย่างออกนอกหน้าเมื่ออยู่ใกล้ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’” ฟรังก้าเดินเข้ามาใกล้จินนา วิจารณ์ภาพที่ปรากฏบนกระจกเงาบานใหญ่ “แต่ผ่านมาเกือบชั่วโมงแล้ว เธอกลับไม่ได้ ‘ต่อต้านการทำนาย’ ด้วยวิธีใดเลย เป็นเพราะประมาทเลินเล่อ หรือว่าแท้จริงแล้วไม่รู้วิธีกันแน่?”
จินนาพยักหน้ารับ
“เธอสังเกตเห็นอะไรอีกไหม?”
“ไม่มีแล้ว…” ฟรังก้าพลันตบหน้าผากตนเอง “อ๊ะ! พวกเราน่าจะเรียกอ็องโตนีมาช่วยกันดู ‘ผู้ชม’ ย่อมมองเห็นได้มากกว่าอยู่แล้ว”
“จริงด้วย…” จินนาเงียบไปชั่วขณะ
พวกเธอยังไม่คุ้นชินกับการขอความช่วยเหลือจากอ็องโตนี
หญิงสาวรีบกล่าวต่อ
“รอพรุ่งนี้เช้าค่อยไปตามอ็องโตนีดีกว่า ถ้าเรียกเขามาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ อาจทำให้เขาเข้าใจผิดได้ อีกอย่าง มันก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร”
“จริงด้วย…อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้” ฟรังก้าพลันรู้สึกตัว
เช้าวันรุ่งขึ้น
อ็องโตนีรับชมภาพที่ปรากฏจากการ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ แล้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า
“เสื้อผ้าของเธอสั่งตัดเป็นพิเศษ บ่งบอกถึงฐานะที่ร่ำรวยไม่น้อย…เธอเหลียวซ้ายแลขวาถึงสองรอบ สีหน้าเจือแววงุนงง บางทีอาจมิใช่ผู้รอบรู้เรื่อง ‘โลกในกระจก’ หรือเศษชิ้นส่วนสักเท่าไร ซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ว่า เธอคือต้นตอที่ทำให้เศษชิ้นส่วนโลกในกระจกสั่นพ้อง ความขัดแย้งเช่นนี้มักซุกซ่อนคำตอบไว้…ลีลาการย่างก้าวของเธอบ่งชี้ว่าถูกอบรมมารยาทอย่างดี ทว่าสถานะในครอบครัวกลับมิได้สูงส่งนัก…”
ขณะฟังการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งของ ‘นักสะกดจิต’ หน้าใหม่ มุมปากของฟรังก้าขยับเล็กน้อย รู้สึกราวกับว่าตนเองก็ไม่อาจมีความลับใดซ่อนพ้นสายตาของอีกฝ่าย
‘ผู้ชม’ ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!
จินนาตั้งใจฟังอย่างถี่ถ้วน การวิเคราะห์นี้คล้ายคลึงกับพิจารณ์ตัวละครในคาบเรียนการละคร แต่ลึกซึ้งและพิถีพิถันยิ่งกว่า
ชั่วขณะหนึ่ง เธอราวกับย้อนกลับไปยังโรงละครกรงพิราบเก่า กำลังตั้งใจฟังอาจารย์บรรยาย
“คุณลักษณะเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เราหาเธอพบ แต่อย่างน้อยก็ช่วยมอบเบาะแสบางประการ” อ็องโตนีสรุปปิดท้าย
“เข้าใจแล้ว เป็นการทำโพรไฟล์บุคคลสินะ” ฟรังก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้เชี่ยวชาญ
อ็องโตนีหยิบกระดาษออกมา จับดินสอขึ้น แล้วเริ่มร่างภาพสเก็ตช์ตามความทรงจำเมื่อครู่ ตั้งใจจะนำไปเป็นสื่อสำหรับค้นหาผ่านช่องทางต่างๆ
ฟรังก้าเอ่ยถามผ่านๆ
“คุณสังเกตจากตรงไหนว่าเสื้อผ้าของเธอถูกสั่งตัด?”
เนื่องจากแต่เดิมเป็นบุรุษ แม้จะแปรเพศเป็นสตรีด้วยโอสถ แต่เธอก็ยังคงสนใจเพียงว่า เสื้อผ้าหรือกระโปรงสักชิ้นหนึ่งงามตาหรือไม่ หาได้ใส่ใจว่าเป็นผลงานจากร้านตัดเสื้อใด หรือฝีมือช่างตัดผู้ใด
จินนาก็ไม่สังเกตเห็นเช่นกัน ก่อนจะมาเป็น ‘แม่มด’ เธอยังมิอาจเอื้อมถึงชนชั้นที่จะได้สัมผัสเครื่องแต่งกายสั่งตัด
อ็องโตนีเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปยัง ‘นางมาร’ ทั้งสอง
“หลังจากได้เป็น ‘ผู้ชม’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นนักค้าข่าว ผมได้ฝึกฝนทักษะการสังเกตผู้อื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย จนรู้จักวัสดุและจุดเด่นของสินค้าจากร้านตัดเสื้อส่วนใหญ่ในกรุงทรีอาร์ คุ้นเคยกับลวดลายของช่างตัดชื่อดังหลายคน กระโปรงของสตรีผู้นั้นเห็นได้ชัดว่ามิได้มาจากร้านตัดเสื้อใดเลย”
สองนางมาร ฟรังก้ากับจินนา ต่างแสดงสีหน้ากระดากอายอยู่บ้าง ทว่าต่างก็โล่งใจที่อ็องโตนียังคงก้มหน้าวาดภาพร่างต่อไป มิได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของพวกตน
…………
ณ ท่าเรือซานตา
นอร์ฟีในชุดเสื้อเชิ้ตสตรีคู่กับแจ็กเกตสีอ่อน ส่งบาร์ทเนอร์ถึงท่าเทียบเรือ
บาร์ทเนอร์สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง มือกุมด้ามเรเพียร์ ก่อนเอ่ยถามอย่างลังเล
“คุณตั้งใจจะอยู่ที่นี่จริงหรือ?”
นอร์ฟีตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ฉันได้เข้าร่วมเป็นแม่ชีนักรบแห่งนิกายอุดมสมบูรณ์แล้ว”
“บัดนี้ฉันเพิ่งจะได้เข้าใจว่า พิธีบูชาทะเลหาใช่การแสวงหาอำนาจและทำสัญญากับเทพมารของเหล่าผู้เสื่อมทราม หากแต่เป็นการพิทักษ์ เป็นการสละตนเพื่อปกป้องผู้อื่น”
“หากเป็นแต่ก่อน สมาคมประมงมักใช้อำนาจและทรัพย์สมบัติล่อลวงผู้คนให้มาเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ และ ‘สาวใช้แห่งทะเล’ ทว่าบัดนี้ พวกเขาได้ให้คำมั่นต่อศาสนจักรของพระแม่และนิกายอุดมสมบูรณ์ว่า ในภายภาคหน้าจะแจ้งปัญหาและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ผ่านการคัดเลือก เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตนเอง ฉันจึงอยากอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อคอยกำกับดูแลเรื่องนี้”
“เช่นนั้นก็ดี” บาร์ทเนอร์ถอนหายใจ “น่าเสียดาย ผมถูกลิขิตให้ต้องผจญภัยในท้องทะเล ไม่อาจหยุดพักอยู่ที่ใดเป็นเวลานาน”
นอร์ฟี เจ้าของใบหน้างดงามน่ารัก พยักหน้ารับแผ่วเบา
“ฉันเข้าใจ”
เธอเอ่ยถามอย่างจริงใจ
“เช่นนั้น คุณปรารถนาจะทิ้งทายาทเอาไว้สักคนหรือไม่?”
“ม…ไม่ดีกว่า ขอบคุณ” บาร์ทเนอร์ตะกุกตะกักทันที “ใจผมยังไม่พร้อมจะเป็นพ่อคน”
เขาไม่ปรารถนาจะให้บุตรของตน แปรเปลี่ยนเป็นกิ้งก่ากึ่งมนุษย์ในอนาคต
นอร์ฟีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความเสียดายระคนอาลัย
“ช่างเถิด”
ย่างได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอพลันหันกลับมา เผยรอยยิ้มสดใสงดงาม
“ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ยินดีเป็นอย่างมาก ที่วันนั้นคุณพาฉันออกทะเล”
ก่อนที่บาร์ทเนอร์จะทันได้ตอบ นอร์ฟีก็ละสายตา เร่งฝีเท้า จากท่าเทียบเรือไปอย่างรวดเร็ว
บาร์ทเนอร์ทำได้เพียงยืนแน่นิ่ง ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของนอร์ฟียังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด เสียงที่เธอกล่าวว่าตนรู้สึกยินดียังก้องกังวานอยู่ริมใบหู ทันใดนั้น จิตใจชายหนุ่มก็พลันหมองหม่น ราวกับตนสูญเสียบางสิ่งไป
เมื่อร่างของนอร์ฟีลับหายไปจากท่าเทียบเรือ นักผจญภัยผู้นี้จึงบรรจงย่างเท้าก้าวขึ้นสะพานเทียบเรือ ไต่ระดับขึ้นสู่เรือที่จะพาเขากลับสู่ท่าเรือฟาริม
…………
ยามเย็น ณ บาร์บนเรือเดินสมุทร
ลูเมี่ยนถือแก้วไวน์น้ำตาลสีอำพัน เอ่ยกับแขกที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ว่า
“สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย ความจริงแล้วผมคือนักมายากล”
“บัดนี้ ผมจะแสดงมายากลลวงตาให้ท่านทั้งหลายได้รับชม”
เด็กหนุ่มชี้ไปทางหน้าต่างทันที
“โปรดมองไปด้านนอก”
บรรดาแขกในบาร์ต่างเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่าง พบว่าคลื่นทะเลรอบข้างไม่รู้แต่เมื่อใด ได้ซัดสูงขึ้นถึงสิบกว่าเมตร ราวกับยอดเขาสูงตระหง่าน
เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ทิวทัศน์อันน่าพรั่นพรึงดังกล่าวก็อันตรธานหายไป
แปะแปะแปะ! บรรดาแขกเหรื่อต่างปรบมือเกรียวกราวให้กับมายากลอันน่าทึ่งของลูเมี่ยน
……………………………………………………..