ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 604 สำนักเทพสถิต
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 604 สำนักเทพสถิต
ตอนที่ 604 สำนักเทพสถิต
ภายใต้แสงจันทร์สีแดงเรื่อที่ลอดผ่านม่านหน้าต่าง ลุดวิกในชุดนอนสองท่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวน้อย ดูราวกับนาฬิกาปลุกไร้อารมณ์ ได้พรั่งพรูความทรงจำและความรู้ที่ดูดซับจากสมองครึ่งไหม้ กับอวัยวะภายในของชายชราในชุดคลุมดำออกมา
“มีเพียงสมองเท่านั้นที่เป็นของเขาเอง ชื่อของเขาคือปรินปิโน”
“ด้วยความชราภาพและร่างกายที่อ่อนแอลง เขาเริ่มเอื้อมมือเข้าหาศาสตร์เร้นลับ และถูกจับจ้องจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่รู้ตัว ได้ครอบครองความรู้ซ่อนเร้นมากมาย จนกลายเป็นผู้วิเศษ…”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็พึมพำอย่างไร้เสียง ด้วยความรู้สึกกึ่งเยาะหยันกึ่งหวาดกลัว
ถูกจับจ้องจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่แท้ๆ แต่กลับไม่ได้ตั้งครรภ์?
องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ที่แกเคารพบูชาอยู่ เป็นองค์จริงหรือไม่หนอ?
ลุดวิกกล่าวต่อไป
“ยังไม่ชัดเจนว่าปรินปิโนเริ่มสูญเสียเครื่องในตั้งแต่เมื่อใด ผมไม่ได้ดูดซับความทรงจำในแง่มุมดังกล่าวมาด้วย”
“ในทำนองเดียวกัน ช่วงเวลาที่เขากลายเป็นผลผลิตจากการสังเคราะห์กายเนื้อ ก็ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด”
“แนวคิดของเขาคือ”
“มนุษย์เคยเป็นบุตรที่องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่โปรดปรานและภาคภูมิใจที่สุด ซึ่งความโง่เขลา ความชรา และความอ่อนแอทั้งปวงล้วนเกิดจากการอยู่ห่างพระนาง จนถูกมลทินบนโลกแปดเปื้อน”
“มีเพียงการเสด็จเยือนของบุตรแห่งองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น ที่จะช่วยให้มนุษยชาติได้รับการไถ่บาป ได้ก้าวเข้าสู่โลกอีกฝั่ง และกลับคืนสู่สภาพเดิม”
“เมื่อถึงเวลานั้น องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ก็จะเสด็จหวนกลับสู่โลกแห่งความจริงที่พระนางทรงปกครอง”
เขาใช้คำสรรพนาม ‘พระนาง’ ซึ่งบ่งบอกเพศอย่างชัดเจน เพื่อกล่าวถึง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แทนที่จะเป็น ‘พระองค์’…นี่แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของผู้คนเช่นปรินปิโน การตั้งครรภ์และการให้กำเนิดบุตรยังคงเป็นเรื่องของสตรี ดังนั้น องค์มารดาจึงเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก ‘พระนาง’…ช่างแตกต่างจากชุมนุมท่องราตรีโดยสิ้นเชิง…ลูเมี่ยนจ้องมองลุดวิก พลางพยักหน้ารับ
ลุดวิกเอ่ยทวนความพยายามและความสามารถบางส่วนของปรินปิโนด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เร็วไม่ช้า
“ทว่านี่มิใช่องค์ประกอบทั้งหมดของพิธีสถิตร่าง ยังขาดส่วนสำคัญไป…”
“ปรินปิโนมีพลังฟื้นฟูตนเองอันแกร่งกล้า ในฐานะผลผลิตของการสังเคราะห์กายเนื้อ เขาสามารถต้านทานอิทธิพลของพลังวิเศษนานัปการ”
“เขาสามารถควบคุมมนุษย์ที่ถูกบุตรแห่งเทพแผ่มลทินโดยอ้อม หรือผู้วิเศษในเส้นทางเฉพาะซึ่งสัมผัสกับ ‘ผู้ป่วยพิเศษ’ โดยตรง ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร แต่ต้องอยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว…”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็นึกเชื่อมโยงถึง ‘แวมไพร์’ ลำดับ 7 แห่งเส้นทาง ‘นักปรุงยา’ ทันที
ผู้วิเศษลำดับนี้ล้วนฟื้นฟูร่างกายได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังสามารถสร้าง ‘ข้ารับใช้โลหิตเลือด’ อันเป็นหุ่นเชิดที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับตนได้!
ลูเมี่ยนมิได้ขัดจังหวะลุดวิก เพียงรอคอยอย่างอดทนให้เขาเล่าต่อไป
“เขาเชี่ยวชาญการผ่าตัด สามารถเยียวยาผู้อื่นได้โดยตรง อีกทั้งยังครอบครองพิธีกรรมที่ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง แม้ไร้ซึ่งอวัยวะภายใน”
“เขาสามารถผสานรวมกับต้นไม้และวัตถุที่ทำจากไม้ ซ่อนตัวอยู่ภายใน ได้รับเกราะกำบังอันแข็งแกร่ง และหลบเลี่ยงการตรวจจับ”
“เขาสามารถเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงหนู เห็บ ตัวเรือด เชื้อรา และพืชนานาพันธุ์ แต่ต้องแลกด้วยพลังชีวิตบางส่วนของตน ซึ่งพลังชีวิตตรงนี้สามารถเติมเต็มผ่านพิธีสถิตร่างของบุตรแห่งเทพ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม โดยในทุกเก้าครั้งของพิธีกรรม เขาจำต้องเปลี่ยนชุดอวัยวะภายในใหม่…”
“เขายังสามารถสาปแช่งผู้อื่น อัญเชิญสัตว์ร้าย และเผาผลาญพลังชีวิตเพื่อใช้วิชามารได้อีกเล็กน้อยด้วย…”
เมื่อลุดวิกเล่าจบ ลูเมี่ยนพบว่าพลังวิเศษของปรินปิโนนั้นช่างหลากหลาย มีทั้งจุดเด่นของ ‘แวมไพร์’ รวมถึงคุณลักษณะบางประการของลำดับต่างๆ บนเส้นทาง ‘ธรณี’ เช่น ‘นักเพาะปลูก’ และ ‘แพทย์’ อีกทั้งยังครอบครอง ‘วิชามาร’ เล็กน้อย ซึ่งใช้พลังชีวิตในการร่ายเวทเช่นกัน
“ยังกับเป็นการผสมผสานของสามเส้นทาง ‘นักปรุงยา’ ‘นักเพาะปลูก’ และ ‘เจ้าวิชามาร’ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด…มอบพลังแบบนี้ผ่านพรได้ด้วยหรือ? ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ คือผู้อยู่บนจุดสูงสุดของสามเส้นทางนี้จริงๆ…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงมือลุดวิกเดินออกจากห้องชุด
เด็กหนุ่มกล่าวแก่ลูกาโนที่ยืนอยู่หน้าประตู
“ไปเรียกบาทหลวงจากห้องสวดมนต์มาที่นี่ บอกรายละเอียดทั้งหมดที่นายรู้กับเขาไป”
สั่งการเสร็จ ลูเมี่ยนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเสริม
“ได้ครับ” ลูกาโนรับคำโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะลองถามอย่างระแวดระวังว่า “แล้วท่านล่ะ?”
“ฉันก็ต้องกลับไปนอนสิ ถ้าพวกเขาอยากมาพบฉัน ก็ให้รอถึงเช้าวันพรุ่งนี้” ลูเมี่ยนโบกมือ พาลุดวิกเดินไปตามโถงทางเดินอันมืดสลัว มุ่งหน้ากลับสู่ห้องชุดของตน
ให้เรารับผิดชอบอยู่คนเดียว? ลูกาโนรำพันอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้น เขาพลันตระหนักได้ว่า ตนคือคนสุดท้ายที่ยังยืนอยู่หน้าห้องชุด ซึ่งด้านในเต็มไปด้วยเศษเครื่องในกระจัดกระจาย
ความหนาวเยือกพลันแล่นวาบไปทั่วร่าง สั่งการให้สมองรีบก้าวฉับๆ มุ่งหน้าสู่ห้องกัปตันเรือ
…………
สิบนาทีต่อมา ภายในห้องชุดของชายชราในชุดคลุมดำ
บาทหลวงนามมอนต์เซอร์รัตและกัปตันเปโดร กำลังตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พลางรับฟังลูกาโนเล่ารายละเอียดที่ตนประสบมาอย่างถี่ถ้วน
ลูกาโนบอกกล่าวแก่ทั้งสองด้วยความประหม่าว่า ตนคือผู้วิเศษ เป็น ‘แพทย์’ แห่งเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ สืบเนื่องจากเคยแสดงฝีมืออันโดดเด่นในการรักษาผู้คน เอนิโอจึงแวะมาเยือน โดยหลังจากนั้น ยามดึกสงัด ขณะที่ตนกำลังหลับใหล ก็พลันละเมอเดินมาจนถึงห้องนี้ แล้วเกือบถูกควักเอาเครื่องในไป โชคดีที่นายจ้างมาช่วยไว้ได้ทัน
ตลอดการเล่าเรื่อง ลูกาโนเพียงปิดบังตอนที่ลุดวิกดื่มเลือด ส่วนที่เหลือ เขาเล่าทุกอย่างที่รู้โดยละเอียด
กัปตันเปโดร เจ้าของเคราสีน้ำตาลอันงดงาม พึมพำอย่างกึ่งล้อเล่นว่า
“เป็นไปได้ไหมว่า นายจ้างของคุณนั่นแหละเป็นผู้สังหารแขกในห้องนี้ แล้วจงใจเกลี่ยเครื่องในให้กระจัดกระจายไปทั่ว จากนั้นก็แต่งเรื่องโกหกพวกเราว่าเป็นฝีมือของปีศาจ?”
เอ่อ…ลูกาโนถึงกับอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ
คำอธิบายนี้ก็ฟังดูเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน!
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเจ้าของดวงตาใสซื่อ สวมชุดนักบวชสีน้ำตาล ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“เพียงแค่ตรวจสอบร่างกายของเอนิโอ ก็จะทราบว่าเรื่องราวนี้จริงหรือเท็จ”
“ผมรู้” กัปตันเปโดรลูบเคราที่คาง พลางเหลือบมองลูกาโน “นายจ้างของคุณชื่ออะไร?”
“หลุยส์·แบรี” ลูกาโนตอบตามตรง
“หลุยส์·แบรี…” แววตาของเปโดรพลันเข้มขึ้น “นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ผู้ล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ นั่นน่ะหรือ?”
มอนต์เซอร์รัตเองก็เบิกตากว้างเล็กน้อย
“นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ผู้ร่วมมือกับศาสนจักรในเมืองท่าซานตา เพื่อคอยขัดขวางอำนาจชั่วร้ายที่หวังทำลายพิธีบูชาทะเลอย่างลับๆ น่ะหรือ?”
บ้าน่า…ชื่อเสียงของเจ้านายโด่งดังถึงเพียงนี้แล้วหรือ? ศาสนจักรพระแม่ธรณีได้กระจายข่าวเรื่องที่หลุยส์·แบรีกับพรรคพวกเป็นมิตร ให้แก่นักบวชทุกคนทราบแล้วหรือ? อา…เรือลำนี้ออกเดินทางจากท่าเรือซานตา บาทหลวงบนเรือคงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับแจ้ง…ลูกาโนเผื่อใจไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังคาดไม่ถึงว่า นายจ้างของตนจะทรงอิทธิพลถึงเพียงนี้
เขาตอบอย่างไม่ลังเลใจ
“ใช่แล้ว นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี”
เมื่อคำพูดของลูกาโนสิ้นสุดลง เรือทั้งลำพลันถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศ ลอยอยู่บนยอดคลื่นยักษ์สูงหลายสิบเมตร
ทว่าสภาพอากาศรอบๆ กลับปราศจากเมฆดำหรือพายุฝน ทั้งลมกรรโชกและสายฟ้าก็มิได้ปรากฏ
หลังจากกระโดดขึ้นลงระหว่างคลื่นยักษ์อันมืดมิดหลายครา เรือพลังไอน้ำลำนี้ก็ร่อนลงสู่ผิวน้ำอย่างนุ่มนวล ทุกสิ่งรอบข้างกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
กัปตันเปโดรเหลือบมองห้องชุดที่ยับเยิน สลับกับหน้าต่างที่ยังมีน้ำไหลหยด ก่อนเอ่ยถามลูกาโนด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“นี่เป็นฝีมือของนายจ้างคุณหรือ?”
“ผมได้ยินว่า คืนนี้มีคนแสดงมายากลคลื่นทะเลในบาร์ นั่นคือคลื่นของจริง?”
“ใช่” แม้ลูกาโนเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ยกความดีความชอบในเหตุการณ์อันทรงพลังราวกับภัยพิบัตินี้ให้แก่นายจ้างของตน
จากนั้นก็รีบเสริมว่า
“ท่านก็แค่ทักทายพวกคุณ”
กัปตันเปโดรกับบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพลันปิดปากเงียบทันที
ผ่านไปสิบกว่าวินาที เปโดรจึงเอ่ยถามมอนต์เซอร์รัต บาทหลวงวัยไม่ถึงสามสิบปี
“ทางศาสนจักรมีข่าวกรองเกี่ยวกับการผ่าตัดและพิธีกรรมทำนองนี้บ้างไหม?”
บาทหลวงครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“มีกลุ่มผู้ศรัทธาในพระมารดาที่หลงผิด พวกเขาเชื่อว่าความเสื่อมถอยของโลกปัจจุบัน กับความเสื่อมทรามของมนุษย์ ล้วนเป็นผลลัพธ์อันน่าเศร้าจากการห่างไกลพระมารดา”
“พวกเขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำบุตรแห่งเทพลงมาสู่โลกแห่งความจริง และอาศัยการกลับมาของบุตรแห่งเทพนั่น เรียกหาการเสด็จกลับมาของพระมารดา”
“เราเรียกพวกเขาว่า ‘สำนักเทพสถิต’”
ลูกาโนถามด้วยความไม่เชื่อ
“เพียงแค่เครื่องในของคนธรรมดา ก็สามารถอัญเชิญบุตรแห่งเทพลงมาได้แล้วหรือ?”
เขาไม่ทราบรายละเอียดของการผ่าตัดและพิธีกรรม แต่พอเดาได้ว่า วัตถุดิบสำคัญน่าจะเป็นเครื่องในมนุษย์
มอนต์เซอร์รัตจ้องมองอวัยวะมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในห้องชุด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“บุตรแห่งเทพคือบุตรของพระมารดา มนุษย์ก็เป็นบุตรของพระมารดาเช่นกัน”
กำลังจะบอกว่า โดยแก่นแท้แล้ว ไม่มีใครสูงส่งหรือต่ำต้อยกว่ากัน ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ โดยอาศัยปริมาณมาชดเชยความบกพร่อง? ลูกาโนเริ่มเข้าใจความหมายที่แท้จริงในถ้อยคำของบาทหลวง
พิธีกรรมมากมายที่เกี่ยวข้องกับการบูชายัญด้วยเลือด ล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีนี้
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงหันไปพูดกับลูกาโน
“ไปบอกนายจ้างของคุณว่า หลังจากนี้พวกเราจัดการเอง ทางนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”
“ตกลง” ลูกาโนถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น ลูเมี่ยนลืมตาตื่นตรงเวลา พบว่าตนมิได้ครอบครอง ‘พลังแห่งมหาสมุทร’ อีกต่อไป จึงไม่อาจเข้าถึงสิทธิ์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ได้อีก
เด็กหนุ่มจิบเบียร์อ่อนด้วยความเสียดาย แล้วเริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน เล่าถึงปัญหาของสำนักเทพสถิต รวมถึงเรื่องที่ว่า บุตรแห่งเทพถือกำเนิดในโลกวิญญาณแล้ว
“ในกรณีที่ได้พบกับ ‘สำนักเทพสถิต’ ฉันก็บอกไม่ได้ว่านี่เป็นปัญหาของเธอ หรือเป็นปัญหาของลูกาโนกันแน่”
“เรื่องที่ว่าบุตรแห่งเทพถือกำเนิดในโลกวิญญาณแล้ว เป็นเพียงวาทกรรมด้านการประชาสัมพันธ์เท่านั้น พอจะเข้าใจหรือไม่? ก็เหมือนกับพระคัมภีร์ของศาสนจักรเดอะฟูล ฟังไว้ก็พอ อย่าได้ไปจริงจังนักเลย”
“แน่นอน เรื่องที่คล้ายๆ กันกำลังเกิดขึ้นจริง โดยอยู่ระหว่างการบ่มเพาะและพัฒนา ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเธออยู่หลายส่วน เนื่องจากต้นตอแรกเริ่มก็คือ เปลเด็กว่างเปล่าในหมู่บ้านกอร์ตู — บุตรที่ ‘หายไป’ ของคุณนายปัวริสนั่นเอง”
“อีกอย่าง อาศัยข้อมูลที่ทางเราได้รับจากหลายฝ่าย ตอนนี้สามารถสรุปได้แล้วว่า ‘คุณนายราตรี’ มิได้สิ้นชีพในทรีอาร์ยุคที่สี่ แต่กลับได้พานพบวาสนา หรือได้รับบางสิ่งบางอย่าง ช่วยให้เรื่องราวของบุตรแห่งเทพพัฒนาต่อไป”
“นอกเหนือจากคุณนายราตรี อัวซอง·ซ็องซงแห่งองค์กร ‘คนบาป’ ก็หลบหนีออกจากทรีอาร์ยุคที่สี่ได้เช่นกัน ทางเรายังไม่ทราบวิธีที่เขาใช้ รวมถึงชะตากรรมในปัจจุบัน…”
อัวซอง·ซ็องซงยังมีชีวิตอยู่หรือ? ลูเมี่ยนอ่านมาถึงกลางจดหมายก็พลันชะงัก แต่ไม่นานก็มีรอยยิ้มฉาบไปทั่วใบหน้า
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องนอนของเด็กหนุ่มก็ถูกเคาะดังก๊อกๆ
“ใคร?” ลูเมี่ยนรู้ว่าคนที่อยู่ด้านนอกคือลูกาโน แต่ก็ถามออกไปตามมารยาท
ลูกาโนตอบผ่านบานประตูไม้ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ผมเอง…”
“ผมได้ยินเสียงทารกร้องอีกแล้ว!”
……………………………………………………..