ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 605 อาการตกค้าง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 605 อาการตกค้าง
ตอนที่ 605 อาการตกค้าง
………………..
ได้ยินเสียงทารกร้องอีกแล้ว? เป็นเพราะถูกบุตรแห่งเทพตามหลอกหลอนอยู่หรือไง? ลูเมี่ยนถือจดหมายตอบกลับของมาดามเมจิกเชี่ยนที่ยังอ่านไม่จบ พลางยิ้มขำขณะปรับท่านั่ง แล้วขณะมองไปทางประตู
“เข้ามา”
ลูกาโนบิดลูกบิด ค่อยๆ ผลักบานประตูเปิดออก ย่างกรายเข้ามาด้วยท่าทางระมัดระวัง จนมาหยุดยืนเบื้องหน้าลูเมี่ยน
กิริยาอากัปเช่นนี้ เมื่อประกอบกับรูปลักษณ์ภายนอกอันเด่นชัดด้วยคิ้วหนา ตาโต และใบหน้าเหลี่ยม ช่างดูน่าขบขันยิ่งนัก
“จอมเวทชั่วร้ายนั่น…ชายชราที่ชื่อปรินปิโนน่ะ เขาตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดผมถึงยังได้ยินเสียงร้องของทารกอยู่อีกล่ะ?” ลูกาโนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล พลางเลือกสรรถ้อยคำอย่างระมัดระวัง
เขาได้สอบถามลุดวิกที่เพิ่งตื่นนอนแล้ว และได้รับคำตอบว่าอีกฝ่ายมิได้ยินเสียงร้องของทารกแต่อย่างใด
ลูเมี่ยนเขย่ากระดาษจดหมายในมือแผ่วเบา พลางหัวเราะเบาก่อนกล่าวว่า
“มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคือ บนเรือยังมีสมุนของปรินปิโนที่รู้จักพิธีสถิตร่างของบุตรแห่งเทพ ส่วนอีกประการหนึ่ง…”
ลูกาโนรีบถามต่อด้วยความร้อนใจ
“คืออะไรหรือ?”
ลูเมี่ยนจ้องหน้า ‘แพทย์’ รายนี้ แล้วตอบยิ้มๆ
“บางที นายอาจถูกบุตรแห่งเทพที่ยังมิได้ถือกำเนิดหมายปอง ต้องการเลือกเป็นมารดาอุ้มบุญ ดังนั้น แม้ปรินปิโนจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่บุตรแห่งเทพก็ไม่จากไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่รอบกาย เพียงแต่นายไม่อาจมองเห็นหรือรับรู้ได้ตามปกติ”
ลูกาโนฟังแล้วก็พลันขนลุกซู่ มิทันได้ไตร่ตรองถึงสาเหตุที่ตนเป็นมารดาแทนที่จะเป็นบิดา เพียงเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ล…แล้วผมควรทำอย่างไรดี?”
“ไม่ต้องรีบร้อน” ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“น…นี่ยังไม่ต้องรีบร้อนอีกหรือ?” ลูกาโนรู้สึกราวกับเครื่องในของตน อาจถูกบุตรแห่งเทพรายนั้นกลืนกินได้ทุกเมื่อ เหลือไว้เพียงร่างกายอันว่างเปล่า
“แน่นอน” ลูเมี่ยนกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย “นายก็ยังไม่ตายสักหน่อยนี่? เมื่อยังไม่ตาย ก็แสดงว่าสถานการณ์ยังไม่ร้ายแรงถึงขีดสุด ย่อมสามารถค่อยๆ จัดการได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
ก็อาจจะจริง…ลูกาโนที่ถูกวาทศิลป์หว่านล้อมจนคล้อยตาม เริ่มพยักหน้าเห็นด้วยในทีแรก แต่ก็รีบเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“จำเป็นต้องรอให้ผมตายเสียก่อน ปัญหาจึงจะร้ายแรงพอ แล้วจึงค่อยเร่งจัดการหรือ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะ ‘ฮะๆ’ ก่อนตอบไปว่า
“เปล่า ถ้าแบบนั้นยิ่งไม่ต้องรีบร้อนเลยล่ะ”
“คนตายไปแล้ว จะรีบร้อนไปทำไม หรือจะให้ชุบชีวิตนายขึ้นมาใหม่?”
สรุปแล้วก็คือไม่ต้องรีบร้อนสินะ? ลูกาโนทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกหว่านล้อม แต่การที่นายจ้างยังสามารถพูดหยอกล้อและใช้วาทศิลป์เล่นตลกได้ ก็ช่วยให้เขารู้สึกมั่นใจและสงบลงไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่าเสียงร้องของทารกนั้น มิได้ถูกมองว่าเป็นปัญหาร้ายแรงแต่อย่างใด!
ลูเมี่ยนจึงเริ่มกล่าวถึงข้อสันนิษฐานแท้จริงของตน
“ยังมีความเป็นไปได้ที่สาม คือมลทินที่นายได้รับจากการสัมผัสเอนิโอ อาจไม่จางหายไปเร็วนัก หรืออาจไม่สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ จึงยังคงสร้างการเชื่อมโยงกับบุตรแห่งเทพที่ยังไม่ถือกำเนิดอยู่”
“เช่นนั้น ผมควรกำจัดมลทินนี้อย่างไร?” ลูกาโนยอมรับคำอธิบายนี้มากกว่า และเชื่อว่าต้องมีวิธีแก้ไข
ลูเมี่ยนมิได้ตอบคำถามของอีกฝ่ายในทันที ปล่อยให้ลูกาโนยืนอยู่เบื้องหน้า ขณะที่ตัวเองละสายตากลับไปอ่านจดหมายของมาดามเมจิกเชี่ยนที่ยังค้างคาอยู่
“ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบุตรแห่งเทพ รวมถึงเทวทูตของเทพมารที่ถูกผนึกอยู่ในกายเธอ การได้พานพบสมาชิกของ ‘สำนักเทพสถิต’ จึงมิใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด”
“อีกประการหนึ่ง ล่ามและไกด์ของเธอก็เป็นผู้วิเศษบนเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ซ้ำยังมีปมปัญหาอื่นอีกเล็กน้อย ดังนั้น การได้เผชิญเหตุการณ์ในขอบเขตของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จึงนับว่าปกติธรรมดา”
“ส่วนปัญหานั้นคืออะไร เธอจงขบคิดและไต่ถามเอาเอง ฉันจะไม่บอกคำตอบ นักวางแผนต้องใช้สมองให้มากเข้าไว้…”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็เงยหน้าขึ้น จ้องหน้าลูกาโนโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ทำเอา ‘แพทย์’ ผู้นี้ถึงกับผวาตัวแข็งทื่อ เหงื่อซึมออกมาเป็นชั้นบางๆ บนแผ่นหลัง
“ม…มีปัญหาอะไรอีกหรือครับ?” ลูกาโนถามอย่างตะกุกตะกัก
ลูเมี่ยนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กล่าวด้วยท่าทีครุ่นคิด
“การกำจัดมลทินน่ะ สามารถแยกออกมาเป็นวิชาหนึ่งในศาสตร์เร้นลับได้เลยทีเดียว ฉันจำเป็นต้องทราบสถานการณ์ที่แน่ชัดเสียก่อน จึงจะให้คำตอบกับนายได้”
หลังจากเน้นย้ำถึงความสำคัญ เด็กหนุ่มจึงเอ่ยถาม
“นายเคยประสบเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อนไหม? อาทิ เสียงร้องประหลาดของทารก เหตุการณ์เร้นลับในขอบเขตของการให้กำเนิด วิชามารที่เชื่อมโยงกับมารดา และอื่นๆ”
ลูกาโนไม่กล้าประมาท เกรงว่าหากไม่ได้ชำระมลทินอย่างทันท่วงที ตนอาจกลายเป็นมนุษย์ไร้เครื่องใน
เขาพินิจพิเคราะห์ ทบทวนประสบการณ์ชีวิตในหลายปีที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วน ไม่นานนักก็กล่าวอย่างลังเลว่า
“มีเรื่องหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่านับได้หรือไม่…”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากเล่าเรื่องดังกล่าวสักเท่าไร
“ถ้านายไม่เล่า ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่านับหรือไม่?” ลูเมี่ยนไม่สนใจว่านั่นจะเป็นความลับส่วนตัวหรือไม่
ลูกาโนเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนกระแอมแล้วเอ่ยว่า
“ผมเคยเล่าให้ท่านฟังแล้วใช่ไหมว่า ตัวเองกลายเป็นผู้วิเศษเพราะได้รับมรดกจากเพื่อนคนหนึ่ง?”
“ใช่ นายสังหารเพื่อนคนนั้นหรือ?” ลูเมี่ยนถามจี้
ลูกาโนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“เปล่าครับ เขาฆ่าตัวตาย”
“ฆ่าตัวตาย?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมาทันที
ในที่สุดลูกาโนก็ตัดสินใจ เอ่ยออกมาในคราวเดียว
“สมัยที่ผมเป็นนักล่าเงินรางวัล เคยอาศัยช่องเขาลับในเทือกเขาดาลีแอช ลักลอบขนของเถื่อนไปมาเพื่อหาเงิน อีกทั้งยังช่วยผู้ต้องหาบางรายหลบหนีออกนอกประเทศ ทันโกก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เขามิได้หนีจากอินทิสไปเฟเนพ็อต หากแต่หนีจากเฟเนพ็อตไปอินทิส”
“ภายหลัง เขาพบหุบเขาแห่งหนึ่ง ณ ใจกลางขุนเขา จึงแผ้วถางที่ดินผืนหนึ่ง ปลูกธัญพืชและพืชผัก เลี้ยงปศุสัตว์ แทบไม่ติดต่อกับผู้ใด ผมแวะไปเยี่ยมเขาเป็นประจำ นำทั้งเกลือ น้ำตาล ผ้า และสินค้าอื่นๆ ไปมอบให้ ส่วนค่าตอบแทนคือ เขาจะสอนความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับให้ผม”
“ที่ผมออกจากบ้านมาผจญภัย มาเป็นนักล่าเงินรางวัล ก็เพราะไม่ปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างสามัญชน ศาสตร์เร้นลับล้วนดึงดูดใจผมมาก และความรู้ที่ทันโกถ่ายทอดให้ บางครั้งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง”
“ทันโกบางคราวก็เงียบขรึม อารมณ์ร้ายดุจหินผา ราวกับกำลังสำนึกผิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่บางครั้งก็ร่าเริงช่างพูด สนใจทุกสิ่งสารพัด”
“ในบางครา เขาจะกล่าวว่า ตนได้ละทิ้งคำสั่งสอนของพระแม่ธรณี ตกลงสู่ห้วงนรกแห่งความชั่วร้าย จนแทบไม่หลงเหลือความเป็นตัวเอง ทุกข์ระทมแสนสาหัส ทว่าบางครั้ง เขาก็รู้สึกว่าศาสนจักรกำลังหลอกลวงผู้คน และพระแม่ที่แท้จริงได้ละทิ้งโลกมนุษย์ไปนานแล้ว…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ลูกาโนจึงเริ่มตระหนักว่า คำพูดเพ้อเจ้อของทันโกนั้น คล้ายคลึงกับแนวคิดของสำนักเทพสถิตที่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเคยบรรยายไว้อย่างน่าพิศวง
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งโชคชะตาไว้แต่แรกแล้วหรือ? เขาแอบสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง รู้สึกราวกับความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วร่าง
เขาเร่งจังหวะการเล่าให้เร็วขึ้น
“ปลายฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ผมได้ไปเยี่ยมทันโกอีกครั้ง ดื่มสุราที่เขาต้มเอง สนทนาถึงสารพัดเรื่องราวของโลกภายนอก”
“ทันใดนั้น เขาก็เอ่ยกับผมว่า ตัวเขาไม่อาจทนรับความเสื่อมทรามและบาปหนาของตนเองได้อีก แถมยังใกล้จะต้านทานปีศาจที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจไม่ไหวแล้ว เขาอยากจะจบชีวิตตัวเองก่อนที่ปีศาจร้ายนั่นจะยึดครองร่างกายโดยสมบูรณ์ จึงไหว้วานให้ผมนำมรดกของเขา ไปมอบให้แก่นักบวชของศาสนจักรพระแม่ธรณีในกรุงโตเลย์แห่งแคว้นกายา โดยกำชับว่าถ้าเป็นฝั่ง ‘ข้ารับใช้’ จะดีมาก”
“ผมรับปากแบบขอไปที ระหว่างนั้นก็พยายามโน้มน้าวเขา จนดูเหมือนทันโกจะยอมล้มเลิกความตั้งใจ ทว่าพอถึงยามสายของวันถัดมา ผมกลับพบว่า เขานอนสิ้นใจอยู่กลางทุ่งนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวธัญพืชเสร็จ บนร่างของเขา งอกเป็นรวงข้าวสาลีสีทองอร่ามทีละเมล็ดสองเมล็ด อีกทั้ง…อีกทั้งยังมีอวัยวะเพศสตรีงอกออกมาอีกหลายแห่ง”
“ในชั่วขณะนั้น ผมตกตะลึงจนแทบช็อก รู้สึกว่านี่คือสัตว์ประหลาดตัวจริงเสียงจริง”
“ท่านคงทราบดีอยู่แล้ว สำหรับนักล่าเงินรางวัล สัตว์ประหลาดที่ตายแล้วย่อมเป็นสัตว์ประหลาดที่ดี เป็นแหล่งวัตถุดิบที่แลกเงินทองได้”
“ผมรวบรวมความกล้า รื้อค้นร่างของทันโก พบว่าข้างกายเขามีก้อนสีทองอร่ามคล้ายเมล็ดธัญพืช แต่มีขนาดใหญ่เท่าครึ่งกำปั้น”
“ด้วยความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่ทันโกเคยสอน ผมเชื่อว่านี่คือบ่อเกิดของพลังวิเศษของเขา”
“ผมสองจิตสองใจอยู่นาน ลังเลว่าควรรักษาสัญญาที่ให้ไว้เมื่อคืน แล้วนำมรดกชิ้นนี้ส่งคืนศาสนจักรพระแม่ธรณีหรือไม่”
“ผมเป็นคนบาปหนา ทรยศต่อคำมั่นสัญญาที่เคยลั่นวาจาไว้ หวังเพียงว่าแสงตะวันจะช่วยไถ่บาป”
ลูเมี่ยนที่เงียบฟังจนจบ กล่าวพลางหัวเราะ
“กินมันเข้าไปทั้งอย่างนั้นเลยหรือ?”
ลูกาโนยิ้มแหยๆ ก่อนตอบ
“ครับ ผมเพิ่งมารู้เรื่องสูตรโอสถหลังจากได้เป็นผู้วิเศษและเข้าสู่โลกของศาสตร์เร้นลับแล้ว ตอนนั้นนับว่าโชคดีมากที่ไม่แตกสลาย ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ นับแต่นั้นมา ผมจึงหมกมุ่นอยู่กับการซื้อสูตรโอสถ ไม่อยากเผชิญเหตุการณ์แบบเดิมอีก”
“นับว่าโชคเข้าข้างจริงๆ หากเป็นสักสองสามปีก่อน นายคงยืนหยัดไม่ไหวหรอก เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราคงได้ทำความรู้จักกันบนเทือกเขาดาลีแอช ในฐานะนักล่าสัตว์ประหลาด กับสัตว์ประหลาด” ลูเมี่ยนระลึกผลการวิจัยของประธาน ‘แกนดาล์ฟ’ จึงเย้ยหยันลูกาโนออกไป
ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มรำพันอยู่ในใจว่า
“สมดังคำของโรซายล์มหาราชจริงๆ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว…ทันโกคนนั้นมีปัญหาแน่นอน อาจเคยสัมผัสกับศรัทธาในเทพมารมาก่อน ตะกอนพลังที่เขาทิ้งไว้ ย่อมมีมลทินปนเปื้อนอยู่ไม่น้อยเลย แต่กลับกล้ากินเข้าไปตรงๆ…”
“ไม่แปลกใจเลยที่บังเอิญได้พานพบผู้คนจากสำนักเทพสถิต ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารก แถมยังถูกมลทินปนเปื้อนได้ง่ายๆ เพียงเพราะสัมผัสกับเอนิโอ…”
ลูกาโนถามด้วยความกังวลใจ
“ต้นตอของปัญหาคือวัตถุดิบของ ‘นักเพาะปลูก’ ที่ผมกินเข้าไปตั้งแต่แรกหรือครับ?”
กินเข้าไปตั้งปีแล้ว แถมยังเลื่อนลำดับแล้ว ปัญหานี้คงหมดทางแก้ไขแล้วกระมัง?
ลูเมี่ยนเพิกเฉยต่อสายตาเว้าวอนของลูกาโน แสร้งทำเป็นครุ่นคิดอย่างจริงจัง พลางอ่านส่วนท้ายของจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยน
“สำหรับคำเตือนของเธอเมื่อคราวก่อน ฉันได้ลองตรึกตรองจนเกิดการคาดเดาอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถแบ่งปันได้ เล่าได้เพียงว่า อาจเป็นเพราะอามุนด์กับองค์ผู้อยู่เบื้องหลังแอบลงมือกระทำบางสิ่งล่วงหน้า ราชันสวรรค์จึงมองข้ามปัญหาที่เกี่ยวข้องไป”
“แต่อย่างไรเสีย สถานการณ์นี้ก็มอบผลลัพธ์ในเชิงบวกให้กับทั้งเธอและทางเรา ฉันขอแนะนำให้แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก่อน ไม่ต้องสืบค้นให้ลึกซึ้ง”
“ส่วนปัญหาเสียงร้องของทารกที่ยังคงตามหลอกหลอน ให้ลองไปขอความช่วยเหลือจากนักบวชของศาสนาแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณีดู”
นี่มัน…มาดามเมจิกเชี่ยนคาดการณ์ถึง ‘อาการตกค้าง’ ของลูกาโนล่วงหน้าได้ด้วยหรือ? ก็สมควรอยู่หรอก เธอได้เห็นต้นตอปัญหาของลูกาโนแล้วนี่นา…ลูเมี่ยนเงยหน้าขึ้น ยิ้มพลางกล่าวกับลูกาโนว่า
“วิธีชำระล้างมลทินก็คือ ไปขอความช่วยเหลือจากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตคนนั้น”
ฮึ่ย…เราพูดไปมาตั้งมากมาย แต่กลับมีคำแนะนำแค่นี้เองหรือ? ต่อให้นายบอกว่าไม่มีวิธีแก้ ฉันก็คงไปลองเสี่ยงดวงกับบาทหลวงคนนั้นอยู่ดี…ลูกาโนขยับมุมปากเล็กน้อย ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
“ได้ครับ ขอบคุณมาก”
……………………………………………………..