ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 607 กลิ่นอายของอาหาร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 607 กลิ่นอายของอาหาร
ตอนที่ 607 กลิ่นอายของอาหาร
เมื่อได้เห็นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตกำลังทำท่าทางราวกับอุ้มทารกน้อย พร้อมโยกไปมาอย่างแผ่วเบา ในห้องว่างเปล่าที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีแดงเรื่อ ทั้งที่ในอ้อมแขนนั้นไร้ซึ่งสิ่งใด ลูกาโนถึงกับขนลุกซู่ ความเย็นเยียบแล่นจากก้นกบขึ้นสู่กระหม่อม
นี่คือการอุ้มเด็กหรือ?
เด็กที่มองไม่เห็น?
บุตรแห่งเทพที่ว่านั้นหรือ?
เมื่อความคิดอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นจนรู้สึกเสียวฟัน ลูกาโนพยายามปิดประตูกลับไปอย่างแผ่วเบา ทำตัวเหมือนกับคนเปิดประตูผิดห้อง หวังจะย่องจากไปก่อนที่บุคคลด้านในจะทันสังเกตเห็น
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง เสียงของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตก็ดังขึ้นข้างหู
“คุณมาสวดมนต์หรือ?”
ดวงตาของลูกาโนหรี่ลงวูบหนึ่ง ราวกับแมวป่าขนพองสยองเกล้า เขาพลิกกายกลับหลังหัน แล้วพุ่งทะยานสู่ปากบันได
ในยามนี้ สิ่งเดียวที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงคือ นายจ้างผู้ทรงอานุภาพของเขา!
ทว่า ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นเพียงความมืดมิด ไร้ซึ่งร่องรอยของบันไดไม้
ในห้วงรัตติกาลอันมืดมิดนั้น มีเพียงกอหญ้ารกครึ้มสีเข้มกำลังโบกสะบัดอย่างเงียบงัน ปลายรวงอัดแน่นด้วยเมล็ดพืชอวบอ้วน
ร่างกายของลูกาโนแข็งทื่อในทันใด ไม่อาจคาดเดาได้ว่า หากพุ่งเข้าสู่ความมืดเช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง
“หนีทำไมหรือ?” กอหญ้าแหวกออก ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่อุ้มทารกไร้ตัวตนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าลูกาโน ด้านหลังของเขาคือต้นโอ๊กขนาดมหึมาที่ดูราวกับภาพลวงตา
ตรงโคนต้นโอ๊กใกล้ๆ กับกอหญ้า ปุ่มปมมากมายกระจุกตัวกัน ก่อเกิดเป็นตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตอันเรียบง่ายและชวนขนพองสยองเกล้า
เมื่อเห็นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตในชุดนักบวชสีน้ำตาลยืนห่างจากตนไม่ถึงสามเมตร ลูกาโนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเหตุผลอันไร้น้ำหนักโดยสัญชาตญาณ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ผมไม่อยากรบกวนคุณ”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตยังคงโอบแขนทั้งสอง พลางยิ้มบางๆ
“คุณเห็นอะไร?”
เส้นขนทุกเส้นบนลำคอของลูกาโนลุกชัน เหงื่อเย็นผุดซึมทั่วแผ่นหลังราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เขาชี้นิ้วไปทางอ้อมกอดอันว่างเปล่าของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอย่างยากลำบาก พลางเอ่ยถาม
“คุณทำแบบนี้ทำไม?”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตตอบด้วยน้ำเสียงลึกลับ
“พวกเราล้วนเป็นบุตรของมารดา”
ลูกาโนไม่กล้าซักไซ้ต่อ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ
“ใช่ๆๆ พวกเราล้วนเป็นบุตรของมารดา”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หลบเลี่ยง จงใจเสริมว่า
“บุตรขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่”
‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’… แม้ลูกาโนจะคาดเดาคำตอบนี้ไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจริงๆ หัวใจเขาก็แทบหยุดเต้น สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เมื่อเห็นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเปิดเผยตัวตนเช่นนี้ ลูกาโนจำต้องถามแม้จะไม่อยากถามก็ตาม
“ค…คุณไม่ใช่ศาสนิกของพระแม่ธรณีหรอกหรือ?”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตไม่มีทีท่ารู้สึกผิดที่ทรยศต่อศาสนจักรพระแม่ธรณีแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยปาก
“พระแม่ธรณีเป็นเพียงด้านหนึ่งขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นภาพสะท้อนหนึ่งเท่านั้น พระนางทรงใช้ร่างนี้คอยดูแลดินแดนแห่งการทรยศ คอยเฝ้ามองพวกเราผู้เป็นบุตรที่ห่างไกลจากอ้อมกอดของมารดา”
อึก…ลูกาโนเผลอกลืนน้ำลายลงคอ ไม่รู้จะโต้แย้งบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอย่างไรดี
เขาเพิ่งเข้าร่วมศาสนจักรพระแม่ธรณีได้เพียงวันเดียว ได้ฟังคำเทศนาเพียงสองครั้ง จะมีความรู้ทางเทววิทยาอันลึกซึ้งใดมาหักล้างคำสอนนอกรีตเช่นนี้
แน่นอน เขาอาจปฏิเสธไปเสียเลยก็ได้ เพราะคำอธิบายของมอนต์เซอร์รัตฟังดูชั่วร้ายผิดธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นดังที่บาทหลวงผู้นี้กล่าวอ้างจริง ด้วยทรัพยากรและอิทธิพลของศาสนจักรพระแม่ธรณี คงทำให้บุตรแห่งเทพที่ว่านั่นถือกำเนิดในโลกแห่งความเป็นจริงได้นานแล้ว คงทำให้ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ กลับคืนมาได้แล้ว แต่ความจริงเป็นอย่างไรก็อย่างที่เห็น
จะเกิดอะไรขึ้นหากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตโกรธจัดขึ้นมา?
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตกล่าวต่อไปว่า
“สรรพชีวิตในโลกนี้ล้วนเป็นบุตรขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ บ้างก็เป็นผู้ที่พระนางทรงอุ้มท้องและประสูติ บ้างก็เป็นเชื้อสายของเหล่าเทพที่สืบทอดกันมา และบ้างก็เป็นผู้ที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่โดยตรง ทั้งผมและคุณล้วนเป็นกรณีหลังสุด พวกเรามีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่!”
ฉันเกิดจากแม่ของฉันเอง ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่…ลูกาโนแย้งในใจอย่างอดไม่ได้ แต่ภายนอกต้องแสร้งฝืนยิ้ม จนดูน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้ พลางเอ่ยปาก
“คุณไม่รู้สึกบ้างหรือว่า พวกศาสนิกขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด?”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตยิ้มพลางกล่าว
“ไม่ต้องกังวลถึงการกลับมาขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่หรอก มีมารดาคนใดบ้างที่เกลียดชังบุตรของตนเอง?”
“คุณอาจไม่ทราบ นอกเหนือจากโลกของเรา ยังมีโลกอีกมากมาย สรรพชีวิตในดินแดนเหล่านั้นล้วนเติบโตอย่างแข็งแกร่งภายใต้สายพระเนตรขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ สืบทอดเผ่าพันธุ์อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เคยได้ยินว่าเผ่าพันธุ์ใดถูกทำลายล้าง ทว่ากลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“อีกอย่าง พระนางคือผู้ประทานชีวิตให้แก่พวกเรา หากพระนางจะทรงเรียกคืนชีวิตที่ประทานให้ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของพระนาง พวกเราควรให้ความร่วมมืออย่างสุดกำลัง”
ร่วมมือบ้านท่านสิ ไอ้ลูกหมูอัปรีย์! ลูกาโนไม่หลงเชื่อคำลวง พลันชักปืนพกที่ซ่อนไว้ออกมา แล้วเหนี่ยวไกใส่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตสองนัดติดกัน ปัง! ปัง!
เขาไม่มัวตรวจสอบว่าการยิงเกิดผลหรือไม่ รีบพลิกกายกลับทันที แล้วพุ่งทะยานสู่ขอบความมืดที่ปกคลุมด้วยหญ้ารกสีดำ
แม้ไม่รู้ว่าส่วนลึกของความมืดนั้นจะนำพาไปสู่แห่งหนใด อาจซ่อนเร้นอันตรายมหันต์ไว้ก็ตาม แต่การอยู่ที่นี่ยิ่งอันตรายกว่า!
“อุแว้!”
ทันใดนั้น เสียงร้องของทารกที่ฟังดูไม่สมจริง พลันดังขึ้นในโสตประสาทของลูกาโน
เสียงนี้เหมือนกับที่เขาเคยได้ยินในคืนก่อนๆ ไม่มีผิดเพี้ยน
สีหน้าของลูกาโนแข็งค้างกะทันหัน ฝีเท้าที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งค่อยๆ ช้าลง
แววตาของเขาเริ่มเลือนรางว่างเปล่า ร่างกายหมุนกลับ บรรจงก้าวเดินไปทางบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตผู้อุ้มทารกไร้ตัวตน มุ่งสู่ต้นโอ๊กขนาดมหึมาที่ดูราวกับภาพลวงตา
“นั่นคือมารดาของพวกเรา…”
“พระมารดาผู้ประทานชีวิตให้แก่พวกเรา…”
“พระนางทรงเต็มใจรับผู้สำนึกผิดทุกคน รับบุตรธิดาทุกดวงที่หวนคืนสู่เหย้า…”
“หากพระนางปรารถนาจะเรียกคืนชีวิตที่ประทานให้เรา ก็จงปล่อยให้เป็นไปตามพระประสงค์ ชีวิตที่พระนางมอบให้ พระนางย่อมมีสิทธิ์เรียกคืน…”
ฟังเสียงของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่แว่วมาอย่างประหลาด ทั้งไกลอนันต์และใกล้มหันต์ ลูกาโนค่อยๆ เกิดความรู้สึกยอมรับอย่างแรงกล้าจากส่วนลึกในหัวใจ
ใช่แล้ว นั่นคือมารดาของเรา…
พระนางจะทำร้ายเราได้อย่างไร?
สิ่งที่พระนางมอบให้ พระนางย่อมสามารถเรียกคืนได้…
ลูกาโนก้าวเร็วขึ้นทุกที จนมาอยู่เคียงข้างบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงไออุ่นและความอบอุ่นใจ ราวกับอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
ความรู้สึกชุ่มฉ่ำที่ยากจะพรรณนาค่อยๆ พอกพูนทีละน้อย ประหนึ่งลูกแมวที่กำลังถูกแม่แมวเลียขน
ช่างผ่อนคลายเหลือเกิน…ลูกาโนหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
ในยามนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กที่มารดาของตนโปรดปรานที่สุด
เสียงนั้นดังมาจากเบื้องหลัง
เหตุใดแม่จึงอยู่ด้านหลัง มิใช่ด้านหน้า? ลูกาโนครุ่นคิดอย่างเลือนราง
จากนั้น เขาได้ยินเสียงมารดาร้องเรียกดังก้องจากเบื้องหลัง
“อย่าไปนะ!”
“อย่าก้าวไปข้างหน้า!”
“อันตราย!”
อย่าไป…อย่าก้าวไปข้างหน้า…อันตราย…ลูกาโนสะดุ้งโหยงทันควัน ดวงตาที่เลื่อนลอยว่างเปล่ากลับมามีประกายขึ้นอีกครา
เขามองเห็นตำแหน่งที่ตนยืนอยู่ เห็นต้นโอ๊กมหึมาที่ดูราวภาพลวงตา เห็นกลีบเนื้อชุ่มฉ่ำอันบิดเบี้ยว กำลังแผ่ไออุ่นพลางงอกเงยออกจากลำต้น โดยที่ร่างของตนกำลังถูกกลีบเนื้อนั่นห่อหุ้มไว้เกือบครึ่ง ค่อยๆ ดึงรั้งเข้าไปข้างใน
นี่คืออ้อมกอดของมารดาที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่
ม่านตาของลูกาโนเบิกกว้างในฉับพลัน ความเย็นแล่นปราดขึ้นสู่กระหม่อม ขนลุกชันทั่วร่าง
เขาใช้สองมือออกแรงผลักกลีบเนื้อที่เต็มไปด้วยของเหลวเหนียวเหนอะ ช่วยให้ทั้งตัวถอยกรูดออกมา
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอุ้มทารกไร้ตัวตน ปรากฏกายขึ้นเคียงข้างลูกาโน ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า
“จงกลับไปเถิด กลับสู่อ้อมกอดของพระมารดา กลับคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเรา”
ลูกาโนได้ยินดังนั้น ความสิ้นหวังก็แล่นพล่านในอก
เขาปรารถนาจะต่อสู้กับบาทหลวงผู้นี้ ทว่าน่าสมเพชนัก เมื่อพบว่าตนเองที่ดื่มโอสถ ‘นักเพาะปลูก’ กับ ‘แพทย์’ มาแล้วนั้น นอกจากพละกำลังมหาศาลและความชำนาญในการใช้เครื่องมือเกษตรกรรมและมีดผ่าตัดแล้ว กลับไร้ซึ่งพลังเหนือธรรมชาติสำหรับการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ การจำแนกและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ หรือแม้แต่ ‘การรักษาโรคร้าย’ ‘รักษาแผล’ ‘เย็บวิญญาณ’ ‘การประสาทชีวิต’ และทักษะการผ่าตัดอันยอดเยี่ยม ล้วนไม่อาจนำมาใช้ในการต่อสู้ได้เลย
ก่อนหน้านี้ ลูกาโนอาศัยทักษะการต่อสู้และความสามารถในการยิงปืนที่ได้เรียนรู้มาในยามเป็นนักล่าค่าหัว ผนวกกับพละกำลังของ ‘นักเพาะปลูก’ และอาวุธร้อนเป็นหลักในการต่อสู้
แต่อย่างไรเสีย ในยามนี้ การไม่ต่อสู้ย่อมหมายถึงความตาย ลูกาโนในฐานะนักผจญภัยที่เคยผ่านโลกและคร่าชีวิตผู้คนมาบ้าง แม้จะหวาดกลัวอย่างสุดขีด ก็ยังคงเหนี่ยวไกปืนใส่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัต พร้อมชักมีดผ่าตัดอันคมกริบออกมา
…………
ภายในห้องชุดเฟิร์สคลาสของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนกำลังศึกษาตำราภาษาตูทานใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังก๊อกๆ
เขาลุกขึ้นอย่างฉงน เปิดประตูออกไป พบว่าเป็นลุดวิก
ลุดวิกในชุดนอนลายตารางสีเทาขาว ดูไม่ต่างจากเด็กน้อย กล่าวอย่างจริงจัง
เหตุไม่คาดฝัน? ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลังจากทราบว่าลูกาโนยังได้ยินเสียงร้องของทารก เด็กหนุ่มก็เพิ่มความเข้มงวดในการแอบสอดส่องและเฝ้าระวังบ่าวรับใช้ผู้นี้ รวมถึงเมื่อสักครู่นี้ด้วย
แต่ไม่ใช่ว่าลูกาโนแค่ตรงไปยังห้องสวดมนต์ของศาสนจักรพระแม่ธรณีหรอกหรือ?
แม้กระทั่งที่นั่น ก็ยังเกิดเหตุไม่คาดฝันได้?
ลุดวิกกล่าวต่อ
“หลังจากเขาเข้าไปในห้องสวดมนต์ กลิ่นอายของเขาก็หายไป”
“กลิ่นอายแบบไหน?” ลูเมี่ยนพอจะเดาได้คร่าวๆ จึงถามไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
ลุดวิกตอบโดยไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องแปลก
“กลิ่นอายของอาหาร”
ลูเมี่ยนบิดคอและข้อมือ มองลุดวิกอย่างครุ่นคิดพลางเอ่ยถาม
“นายถึงกับตั้งใจจับสัมผัสกลิ่นอายของเขาเชียว?”
ใบหน้าอวบอูมของลุดวิกแสดงสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘มีอะไรแปลกหรือ’
“หากเขาตายไป แล้วคุณไปทำธุระอื่น ใครจะช่วยหาอาหารมาให้ผมล่ะ?”
“นั่นก็จริง” ลูเมี่ยนยิ้มออกมา
…………
ในความมืดที่ปกคลุมด้วยหญ้ารกสีดำ มีดผ่าตัดของลูกาโนฟันฉับลงบนร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ทว่ากลับฟาดโดนเพียงอากาศธาตุ
“แว้!”
เสียงร้องของทารกดังขึ้นอีกครา ลูกาโนเกิดอาการเหม่อลอยชั่วขณะ เกือบจะสูญเสียการควบคุมตนเองอีกหน
มอนต์เซอร์รัตอุ้มทารกไร้ตัวตน ปรากฏกายบนต้นโอ๊กมหึมาที่ดูราวภาพลวงตา ยิ้มพลางกล่าวแก่ลูกาโนว่า
“อย่าขัดขืนเลย พวกเรามาจากพระมารดา และจะกลับคืนสู่พระมารดา”
ทันทีที่วาจาของบาทหลวงผู้มีดวงตาใสกระจ่างและรอยยิ้มอบอุ่นสิ้นสุดลง เสียงเคาะประตูดังก๊อกๆ ก็แว่วมาอย่างฉับพลัน ก้องกังวานไปทั่วความมืดมิดอันดูไร้ขอบเขตนี้ สะท้อนไปมาในหมู่หญ้ารกที่เต็มไปด้วยรวงเมล็ด
ลูกาโนที่ได้ยินเสียงเคาะประตู พลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา
ช่างมีมารยาทเสียจริง ในยามเช่นนี้ยังอุตส่าห์เคาะประตูอีก…
……………………………………………………..