ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 608 วิธีหาเหยื่อ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 608 วิธีหาเหยื่อ
ตอนที่ 608 วิธีหาเหยื่อ
เสียงเคาะประตูดังก้องเพียงสามครั้ง ก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
พร้อมกับบานประตูไม้ที่ปลิวกระเด็น แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าดบนผนังโถงทางเดินก็สาดส่องเข้ามายังความมืดมิดที่เต็มไปด้วยวัชพืชแห่งนี้ เปลวเพลิงสีแดงฉานพลันทะลักล้นเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ในห้วงสายตาของลูกาโน ต้นโอ๊กมหึมาที่ดูราวภาพลวงตานั่น อันตรธานหายไปในพริบตา บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่อุ้มทารกไร้ตัวตนก็สูญสลายไร้ร่องรอยเช่นกัน
ภายใต้การรุกรานของเปลวเพลิงและแสงสว่าง วัชพืชค่อยๆ จางหาย ความมืดมิดล่าถอย ลูกาโน ‘กลับคืน’ สู่ห้องสวดมนต์อันเรียบง่ายที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีชาดอีกครา
ลูเมี่ยนผู้สวมหมวกสานสีเหลืองทอง ปรากฏกาย ณ ช่องประตูอันว่างเปล่าไร้บานพับ สายตาของเด็กหนุ่มกวาดมองไปทั่วทุกซอกทุกมุมภายใน ทว่ากลับมิอาจพบเห็นร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตแม้แต่น้อย
“พลังชนิดนี้ดูคล้ายคลึงกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ แต่ยังไม่เป็นอิสระจากโลกความจริงเท่าที่ควร…มีร่องรอยการผนวกเข้ากับจุดเด่นของเส้นทางอื่น…คล้ายคลึงกับพลังวิเศษที่ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนได้รับหลังจากฝืนเปลี่ยนเส้นทาง…ตอนนี้เขาหลบอยู่ที่ไหน? ตามความรู้ที่ลุดวิกได้รับจากอาหาร ผู้วิเศษจากสำนักเทพสถิตสามารถซ่อนกายในสิ่งของที่ทำจากไม้ได้ แม้จะไม่แน่ชัดว่าบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเสื่อมทรามเพราะถูกสำนักเทพสถิตหลอกล่อหรือไม่ แต่ก็ชัดเจนว่าเขาได้รับอิทธิพลจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แน่นอน…” ลูเมี่ยนประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรวดเร็ว
ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย ต่อการกระทำของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ผู้หลบหนีและซ่อนตัวโดยไม่พยายามต่อสู้หรือขัดขืน
อันที่จริง การแสดงมายากลคลื่นทะเลในบาร์บนเรือ นับเป็นเพียงความสนุกสนาน อีกทั้งไม่อยากปล่อยให้อำนาจ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ หมดอายุไปอย่างสูญเปล่า แต่การใช้คลื่นยักษ์ ‘ทักทาย’ กัปตันเปโดรกับบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตในภายหลังนั้น หาใช่เพียงเพื่อโอ้อวดหรือเพลิดเพลินกับความตกตะลึงพรึงเพริดของผู้อื่น
ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัดว่า เรื่องราวเกี่ยวกับสำนักเทพสถิตจะยุติลงเพียงเท่านี้หรือไม่ และไม่ทราบแน่ชัดว่ายังมีสาวกของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แฝงตัวอยู่บนเรืออีกไหม เด็กหนุ่มจึงจงใจสำแดงอำนาจระดับครึ่งเทพของผู้ว่าการแห่งทะเลเพื่อข่มขวัญศัตรู!
หากไร้ซึ่งสาวกอื่นของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ และไม่มีภัยอันตรายใดแอบแฝง การ ‘ทักทาย’ ก็จะถือเป็นเพียงการอวดโอ่ แต่หากมีอยู่จริง ก็เท่ากับได้ข่มขู่ให้อีกฝ่ายยำเกรงการดำรงอยู่ของยอดฝีมือระดับครึ่งเทพ บีบให้พวกมันซ่อนตัวลึกยิ่งขึ้น ไม่กล้าคิดลงมือจนกว่าเรือจะเทียบท่าถัดไป แล้วค่อยแจ้งให้ผู้วิเศษทางการของศาสนจักรพระแม่ธรณีจัดการ
บัดนี้ บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตชัดเจนแล้วว่า ไม่กล้าเผชิญหน้ากับนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ผู้ครอบครองพลังอำนาจในระดับครึ่งเทพ จึงเลือกที่จะซ่อนตัวทันที รอคอยให้เรือเทียบฝั่งเท่านั้น!
หากมิใช่เพราะลูกาโนโชคร้าย หรืออาจกล่าวได้ว่าโชคดีเกินไป จนได้เผชิญหน้ากับบาทหลวงผู้อุ้มทารกไร้ตัวตนเสียก่อน มอนต์เซอร์รัตก็คงจะสวมรอยเป็นนักบวชของศาสนจักรพระแม่ธรณีผู้เอาการเอางานต่อไป ไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายกับ ‘ตัวเป้ง’ อย่างหลุยส์·แบรี
“ห…หลวงพ่อ…หลวงพ่อมอนต์เซอร์รัตเป็นสาวกของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’! เมื่อครู่เขาอุ้มทารกที่มองไม่เห็น!” เมื่อแน่ใจว่าตนได้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง กลับมาอยู่ในห้องสวดมนต์ และนายจ้างก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ลูกาโนรีบเล่าความเป็นมาอย่างละเอียดโดยไม่รอช้า
อุ้มทารกที่มองไม่เห็น…อาจซ่อนตัวอยู่ในสิ่งของที่ทำจากไม้…สายตาของลูเมี่ยนกวาดไปทั่วห้องสวดมนต์ ผ่านเก้าอี้ พื้นไม้ และตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตที่แกะสลักบนผิวไม้ของผนัง
ทันใดนั้น มีบางสิ่งดลใจเด็กหนุ่ม จึงก้าวเดินไปทางตราศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทน ‘พระแม่ธรณี’
ขอบของตราศักดิ์สิทธิ์นั้นประดับด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น รวงข้าว ดอกไม้ และน้ำพุ ส่วนตรงกลางเป็นภาพวาดอย่างง่ายของทารก
ทารก!
เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกลามตามการเคลื่อนไหวของลูเมี่ยน แผ่ขยายเข้าไปภายใน เผาไหม้พื้นไม้และเก้าอี้ทีละตัว
ลูเมี่ยนหยุดยืนเบื้องหน้าตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต ยื่นมือขวาออกไป สัมผัสเบาๆ ลงบนใบหน้าของทารกในภาพวาด
ทันใดนั้น เนื้อไม้ตรงจุดดังกล่าวก็พลันผุพัง พร้อมกับหลั่งของเหลวเหนียวข้นสีเหลืองออกมา
ภาพที่กำลังปรากฏ ดูราวกับทารกที่ถูกห้อมล้อมด้วยรวงข้าวและดอกไม้เกิดการเสื่อมโทรมมาเนิ่นนาน จนหลั่งน้ำตาเป็นสายโลหิต
“ศาสนจักรพระแม่ธรณีมีปัญหาใหญ่แล้ว…” ลูเมี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย
แม้เด็กหนุ่มจะไม่พบร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ซ่อนตัวอยู่ แต่กลับค้นพบความเสื่อมโทรมและความมืดมน ซึ่งซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังความงดงามบนเปลือกนอกของศาสนจักรพระแม่ธรณี
เมื่อเห็นว่าสิ่งของที่ทำจากไม้ในห้องถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต อีกทั้งบนเรือไอน้ำที่สร้างจากเหล็กกล้าลำนี้ ก็ยังเต็มไปด้วยวัสดุที่ทำจากไม้ ลูเมี่ยนจึงหันกายมาทางลูกาโนแล้วกล่าวว่า
“พาผมไปห้องกัปตันเรือ”
“ได้ครับ” ลูกาโนผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อทั้งสองออกจากห้องสวดมนต์ เปลวเพลิงสีแดงฉานภายในห้องก็ดับมอดในทันที ไม่ลุกลามอีกต่อไป
ณ ห้องกัปตันเรือ เปโดรเจ้าของเคราสีน้ำตาลงดงาม เมื่อเห็นนักผจญภัยคนดังหลุยส์·แบรีมาเยือนด้วยตนเอง ก็พลันรู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที
ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของเขา ย่อมคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่า บนเรือคงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว
ในเหตุการณ์ของสำนักเทพสถิตนั้น นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี ไม่ได้อยู่รอในจุดเกิดเหตุด้วยซ้ำ เพียงแค่ส่งคนรับใช้มาแจ้งเหตุเท่านั้น แต่บัดนี้ เขากลับมาเยือนด้วยตนเอง!
นี่บ่งบอกถึงอะไร?
บ่งบอกว่าเกิดปัญหาร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม!
“บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเสื่อมทรามแล้ว เขาศรัทธาในเทพมาร” ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่รอให้กัปตันเรือถาม “เขาอาจเป็นสมุนของจอมเวทชั่วร้ายแห่งสำนักเทพสถิต”
สมองของกัปตันเปโดรราวกับถูกกระหน่ำด้วยท่อนไม้ ส่งเสียงอื้ออึงจนว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เมื่อผ่านไปสองสามอึดใจ เขาจึงถามอย่างระมัดระวัง
“คุณฆ่าเขาไปแล้วหรือ?”
“ยัง” ลูเมี่ยนตอบตามตรง “เขาหนีออกจากห้องสวดมนต์ ตอนนี้กำลังซ่อนตัว คุณรีบส่งโทรเลขรายงานเรื่องนี้ไปยังศาสนจักรพระแม่ธรณีกับรัฐบาลเฟเนพ็อตเถอะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม คนรับใช้ของผมจะเล่าให้ฟังเอง”
เมื่อเผชิญกับคำขอที่คล้ายคำสั่งของหลุยส์·แบรี กัปตันเปโดรมิได้แสดงอาการขัดขืนแต่อย่างใด เพียงทอดสายตาไปยังลูกาโน ตั้งใจฟังเรื่องราว ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนศาสนา ไปจนถึงคำให้การของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเอง และการอุ้มทารกล่องหน
เมื่อฟังจบ เปโดรทำหน้าเคร่งเครียดพลางกล่าวว่า
“ผมเองก็รู้สึกว่าบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตไม่ปกติสักเท่าไร แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้”
“ผิดปกติยังไง?” ลูเมี่ยนถาม
เปโดรถอนหายใจก่อนตอบว่า
“เขาเป็น ‘คนโปรด’ ของพระองค์ หรือก็คือผู้วิเศษแห่งเส้นทาง ‘ธรณี’ เป็นนักบวชที่เคร่งครัดอย่างมาก โดยปกติแล้ว จำเป็นต้องมี ‘ข้ารับใช้’ ของพระองค์ตามประกบ จึงจะสามารถประกอบพิธีมิสซา เทศนาสั่งสอนศาสนิกชน และนำพาผู้อื่นเข้าร่วมศาสนจักรได้ แต่ในทางกลับกันไม่จำเป็น ทว่าการเดินทางครั้งนี้ มีเพียงเขาผู้เป็น ‘คนโปรด’ ของพระองค์เท่านั้น หาได้มี ‘ข้ารับใช้’ คอยตามประกบ”
“ทีแรกผมก็นึกว่า สืบเนื่องจากพิธีบูชาทะเล วิหารที่เมืองท่าซานตาจึงขาดแคลนกำลังคน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก ใครจะไปคิดว่า บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตจะเสื่อมทรามถึงเพียงนี้…”
ต้องมี ‘ข้ารับใช้’ คอยตามประกบ จึงจะสามารถประกอบพิธีมิสซา เทศนาสั่งสอนศาสนิกชนได้…ครั้งนี้ไม่มี ‘ข้ารับใช้’ ติดตามมาด้วย…เราเคยได้ยินมาว่า คำสั่งที่ออกโดย ‘คนโปรด’ ของศาสนจักรพระแม่ธรณี รวมถึงการตัดสินใจต่างๆ ของพวกเขา จำเป็นต้องมี ‘ข้ารับใช้’ อย่างน้อยหนึ่งคนลงนามรับรองจึงจะมีผลบังคับใช้ มิฉะนั้นจะถูกมองว่าได้รับอิทธิพลจากปีศาจหรือเทพมาร…เทพมาร…หมายถึงองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่นั่น? หรือว่า…เมื่อนำเหตุการณ์ในช่วงหลายวันนี้ มาประกอบเข้ากับความรู้ที่มีอยู่เดิม ลูเมี่ยนก็พลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง ถึงสาเหตุที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีจึงต้องแบ่งเป็นสองระบบ คือ ‘คนโปรด’ และ ‘ข้ารับใช้’ แทนที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียว
มาดามเมจิกเชี่ยนแห่งเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ เคยกล่าวไว้ว่า บางครั้งเธอก็ได้รับอิทธิพลจากราชันสวรรค์ ยากที่จะยืนยันว่าวิวรณ์ที่ได้รับมาจากมิสเตอร์ฟูลจริงหรือไม่
ดุจดั่งราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค ผู้สถิตอยู่บนจุดสูงสุดของสามเส้นทาง อันได้แก่ ‘ผู้ฝึกหัด’ ‘นักทำนาย’ และ ‘นักโจรกรรม’ องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้ทรงอำนาจที่คอยเฝ้ามองเส้นทางต่างๆ เช่น ‘นักเพาะปลูก’ ‘นักปรุงยา’ และ ‘อันธพาล’ ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ‘คนโปรด’ ที่มาจากสองเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ และ ‘นักปรุงยา’ ย่อมได้รับอิทธิพลจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ด้วยเช่นกัน ไม่อาจแยกแยะได้ว่าวิวรณ์ที่ได้รับนั้นมาจาก ‘พระแม่ธรณี’ หรือ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จำเป็นต้องผ่านการยืนยันจาก ‘ข้ารับใช้’ ที่มิได้อยู่ในสองเส้นทางนี้ จึงจะมั่นใจได้ โดยในขณะเดียวกัน เหล่า ‘ข้ารับใช้’ ก็ต้องคอยจับตาดูสถานะของ ‘คนโปรด’ อยู่ตลอดเวลา!
อย่างนี้นี่เอง…นึกแล้วเชียว การออกแบบระบบที่ดูประหลาด สิ้นเปลือง และไร้เหตุผล แท้จริงแล้วแฝงไว้ด้วยเหตุผลอันลึกซึ้งและเคร่งครัดอย่างยิ่ง…ลูเมี่ยนมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงหันไปพูดกับกัปตันเปโดร
“ส่งโทรเลขเถอะ”
เมื่อกัปตันรายงานสถานการณ์ของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตไปยังรัฐบาลเฟเนพ็อตกับศาสนจักรพระแม่ธรณีแล้ว ลูเมี่ยนก็ครุ่นคิดหาวิธีตามหาตัวบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีพลังในขอบเขต ‘เทเลพอร์ต’ หรือชำนาญการดำรงชีวิตใต้ทะเล ไม่อย่างนั้นแล้ว บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหนีพ้นจากเรือไปได้ คงทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่ง
ลูเมี่ยนไม่คิดจะรบกวนเหล่าอาร์คาน่าใหญ่ด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ โดยตั้งใจจะหาทางแก้ไขด้วยตนเอง
“ใช้เครื่องขยายเสียงบนเรือลบหลู่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ยั่วยุบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ให้เขาเผยตัวออกมาเอง?”
“ในสภาวะที่ไม่สามารถระบุตัวเป้าหมายได้ พลัง ‘ยั่วยุ’ ของเราคงไม่เกิดผลมากนัก…”
“เผาทุกสิ่งที่ทำจากไม้? นี่เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะหีบสินค้าส่วนใหญ่ล้วนทำจากไม้…”
“ยืมขวดจากฟรังก้ามาทำยาผีบอก? วิธีนี้ต้องใช้ศพสดๆ…อีกทั้ง ในเมื่อจะไปหาฟรังก้าทั้งที ทำไมไม่ขอให้เธอช่วยทำนายด้วยกระจกวิเศษไปเลยล่ะ?”
“เป่าขลุ่ยกระดูก บรรเลงกลอนดนตรีเคืองแค้น แล้วให้ผู้โดยสารอุดหูไว้ก่อน? แต่อุดหูก็ทำได้แค่ลดทอนความเสียหาย ไม่ใช่การขจัดผลข้างเคียง…”
“…ลองถามลุดวิกดูว่า จดจำกลิ่นอายของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตได้หรือไม่?”
“ยังมีอีก…ใช่แล้ว อันนี้ก็ลองได้เหมือนกัน!”
ภายในเวลาสั้นๆ ลูเมี่ยนคิดได้หลายแผน และตัดสินใจลองทีละวิธี ก่อนจะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเป็นทางเลือกสุดท้าย
เด็กหนุ่มอำลากัปตัน พาลูกาโนกลับไปยังห้องชุดเฟิร์สคลาส อาศัยความมืดสนิทของราตรีกาล
“นายจำกลิ่นอายของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตได้ไหม?” ลูเมี่ยนถามลุดวิก
ลุดวิกส่ายหน้า
“ไม่เคยเจอหน้ากันตรงๆ”
“เข้าใจแล้ว” ลูเมี่ยนหันกายมา ยิ้มให้ลูกาโนพลางกล่าว “ฉันจะทดลองอะไรบางอย่าง นายก็ต้องร่วมมือด้วย”
“ทดลองอะไรหรือ?” ลูกาโนพลันรู้สึกหวั่นใจ
ลูเมี่ยนชี้ไปนอกหน้าต่าง
“ออกไปที่ดาดฟ้าเถอะ ตรงนั้นกว้างกว่า”
ลูกาโนก้าวลงสู่ดาดฟ้าด้วยความกระวนกระวายใจ ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงระเรื่อที่ทอดปกคลุม เขาเห็นนายจ้างของตนนำชุดเกราะสีเงินขาวออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วหันมายิ้มให้ตนด้วยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
ลูเมี่ยนยังจำได้ดี ในคำอธิบายของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ มีระบุไว้เป็นพิเศษว่า มันเกลียดชังสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเส้นทาง ‘ธรณี’ และ ‘รัตติกาล’ อย่างยิ่ง
หากไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นผู้วิเศษบนเส้นทางเหล่านั้นเลยล่ะ?
มันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?
หากอยู่ใกล้กันในระยะหนึ่ง มันจะอาศัยความเกลียดชังนี้ ปรี่เข้าไปโจมตีบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตผู้เป็น ‘แพทย์’ หรือไม่?
ลูเมี่ยนยังไม่ทราบคำตอบ จึงตั้งใจจะทดสอบกับลูกาโนดูก่อน เนื่องจากอีกฝ่ายก็เป็นผู้วิเศษเส้นทาง ‘ธรณี’ เช่นกัน
……………………………………………………..