ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 609 ชุดเกราะอรรถประโยชน์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 609 ชุดเกราะอรรถประโยชน์
ตอนที่ 609 ชุดเกราะอรรถประโยชน์
ลูเมี่ยนทอดสายตามองลูกาโนพลางยิ้ม ก่อนจะหันเหความสนใจไปยัง ‘ชุดเกราะอหังการ’ คอยจับตาดูว่ามันจะทำอย่างไรต่อไป
“การทดลองแบบไหน? จะลองทดสอบฤทธิ์ของชุดเกราะนี้หรือ?” ลูกาโนเอ่ยถามด้วยความกระวนกระวายใจระคนสงสัย
ทันทีที่คำพูดหลุดจากปาก บรรยากาศบนดาดฟ้าอันมืดมิด ซึ่งพอมองเห็นได้เพียงเลือนรางด้วยแสงจันทร์สีชาด ก็พลันแข็งค้างราวกับอากาศจับตัวเป็นก้อน
ในวินาทีต่อมา ลูกาโนเห็นชุดเกราะเต็มตัวที่ไร้ผู้สวมใส่นั่น พลันเสกดาบแสงเล่มเขื่องขึ้นมาบนมือ ขณะที่สายตาอันไร้ตัวตนจับจ้องมายังตน
นี่มัน…ลูกาโนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ชุดเกราะสีเงินขาวเต็มยศก็ก้าวย่างอาดๆ พุ่งทะยานเข้าใส่เขา สองมือที่ถือดาบแสงเล่มเขื่องพร้อมฟันได้ทุกเมื่อ
ลูเมี่ยนย้ายมายืนอยู่ด้านหน้าลูกาโนในพริบตา ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน จนเสื้อผ้าลินินกับกางเกงขายาวสีดำแทบจะฉีกขาด
โครม!
ลูเมี่ยนเจ้าของร่างกายที่ขยายใหญ่ ซัดหมัดออกไปปะทะกับ ‘ดาบแสงแรก’ ตรงด้านข้าง ก่อให้เกิดเสียงดังราวกับโลหะกระทบกัน
ลูกาโนเพิ่งได้สติกลับคืนมา แม้จะยังไม่เข้าใจดีนัก ว่าเหตุใดชุดเกราะเต็มยศที่ไร้ผู้สวมใส่นี้จึงโจมตีตน แต่สัญชาตญาณก็สั่งให้หันหลังเผ่นหนีอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเขาวิ่งออกไปได้ระยะหนึ่ง ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็หยุดนิ่ง ยืนสงบไม่ไหวติง
‘ดาบแสงแรก’ ที่ก่อตัวจากแสงสว่างพลันแตกสลาย กลายเป็นประกายระยิบระยับ กระจายตัวขับไล่แสงจันทร์สีชาด นำพาความรู้สึกราวกับรุ่งอรุณใกล้มาเยือนมาสู่ดาดฟ้าอันมืดมิด
แต่เพียงครู่เดียวความรู้สึกนั้นก็จางหายไป
ลูเมี่ยนไม่กล้าหันหลังให้ ‘ชุดเกราะอหังการ’ จึงเอี้ยวกายครึ่งหนึ่ง ประเมินระยะห่างระหว่าง ‘ชุดเกราะอหังการ’ กับลูกาโน
“ราวยี่สิบเมตร…เมื่อคำนวณจากความเร็วในการวิ่งหนีของลูกาโน ระยะการรับรู้น่าจะอยู่ที่ราวสิบห้าเมตร…” ลูเมี่ยนสรุปอย่างฉับไว หดร่างกายกลับสู่สภาพเดิม ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
เพียงพอแล้ว ระยะรับรู้สิบห้าเมตร ถือว่าเพียงพอแล้วบนเรือลำนี้!
“การทดลองจบแล้ว”
หือ? ลูกาโนชะงักฝีเท้า เหลียวมองกลับไป พบว่านายจ้างได้เก็บชุดเกราะสีเงินขาวสุดพิลึกพิลั่นนั่น กลับเข้าไปในสมบัติวิเศษที่ปลอมตัวเป็นถุงเหรียญแล้ว
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก วิ่งกลับมาพลางถามด้วยความใคร่รู้
“การทดลองประสบความสำเร็จไหม?”
“สำเร็จอย่างงดงาม” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข
ลูกาโนไม่เข้าใจว่า การทดลองเช่นนี้มีความหมายอันใด แต่พอเดาได้รางๆ ว่านายจ้างของตน อาจกำลังหาหนทางจัดการกับบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
เมื่อกลับมาถึงห้องชุดเฟิร์สคลาส ลูเมี่ยนรีบสั่งการลูกาโนทันที
“นายไปหากัปตันเรือ บอกให้เขารวบรวมผู้วิเศษเส้นทาง ‘ธรณี’ บนเรือนี้ อา…รวมถึงเส้นทาง ‘นักปรุงยา’ ด้วย ให้มารวมตัวกันที่นี่ รอจนกว่าฉันจะจับตัวบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตได้แล้วค่อยแยกย้ายกลับ หากผู้ใดไม่มา ก็ต้องรับความเสี่ยงเอาเอง”
ลูเมี่ยนไม่แน่ใจว่า กัปตันเปโดรจะรู้ถึงปัจจัยที่ไม่มั่นคงทุกอย่างบนเรือ และล่วงรู้ถึงผู้วิเศษทุกคนหรือไม่ เด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะคอยระวังเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อป้องกันมิให้ ‘ชุดเกราะอหังการ’ สังหารผู้วิเศษทั่วไปที่ยังซ่อนเร้นอยู่ การให้เปโดรดำเนินการตามขั้นตอนนี้ก่อน จะช่วยลดภาระของลูเมี่ยนไปได้มาก
หลังจากส่งสายตามองลูกาโนออกจากห้องชุด ลูเมี่ยนก็หันไปกล่าวกับลุดวิกที่เริ่มกินมื้อดึกอีกครั้ง
“นายก็คอยสังเกตด้วย ว่ามี ‘อาหาร’ แอบแทรกซึมเข้ามาในห้องของเราหรือไม่”
ลุดวิกที่ปากเต็มไปด้วยเค้ก ทำสัญญาณมือว่า ‘ไม่มีปัญหา’
ระหว่างรอกัปตันเรือมาถึง ลูเมี่ยนอุ้ม ‘ชุดเกราะอหังการ’ เดินวนรอบชั้นบนสุดของเรือ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
ไม่นานนัก เปโดรก็พาชายคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย พร้อมด้วยผู้โดยสารที่สวมหมวกปิดบังใบหน้า เข้ามาในห้องชุดของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนไม่ได้อธิบายอะไร เพียงชี้ไปที่บริเวณโซฟา
“พวกคุณรออยู่ที่นี่”
เมื่อกล่าวจบ เขาไม่รอคำตอบจากทั้งสามคน เพียงแตะหมวกสานสีทองบนศีรษะเบาๆ แล้วหมุนกายออกจากห้อง
เมื่อเข้าสู่บันได ลูเมี่ยน ‘ดึง’ ชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาวออกมา พร้อมกับใช้สองมือประคองสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ไว้ใต้รักแร้ แล้วบรรจง ‘ลาดตระเวน’ ไปตามชั้นต่างๆ บนเรือ
ทุกครั้งที่ ‘การกระจัด’ จากตำแหน่งของตนถึงห้องชุดของตัวเองน้อยกว่าสิบห้าเมตร เขาจะระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็มิได้แสดงท่าทีว่าต้องการจู่โจมผู้ใด
“หากระยะห่างเกินห้าเมตร ผนวกกับมีสิ่งกีดขวางหลายชั้น ชุดเกราะจะไม่แสดงปฏิกิริยาพิเศษหรือ?” ลูเมี่ยนคาดเดาเหตุผลไปพลาง ขณะที่ค่อยๆ เคลื่อนลงทีละชั้น
ราวครึ่งชั่วโมงผ่านพ้น เด็กหนุ่มก็ก้าวเข้าสู่ห้องเก็บสินค้าชั้นล่างสุด
ยังไม่ทันได้เดินวนผ่านกองลังไม้ไปสักกี่กอง ‘ชุดเกราะอหังการ’ ในมือลูเมี่ยนก็พลันสั่นไหวแผ่วเบา ก่อนจะสลัดหลุดจากอ้อมแขนของเด็กหนุ่มอย่างฉับพลัน
ชุดเกราะสีเงินขาวเต็มยศเสกดาบแสงเล่มเขื่อง ก้าวสองก้าวแล้วฟันฉับใส่ลังไม้ตรงมุมห้อง
โครม! ลังไม้แยกออกจากกันตรงกลาง แท่งเหล็กกล้าไหลกลิ้งออกมาหลายแท่ง
ในขณะเดียวกัน บนพื้นผิวของลังไม้ ใบหน้าอันสะอาดสะอ้านและเยาว์วัยของมอนต์เซอร์รัตก็ปรากฏขึ้น ตามด้วยร่างกายที่ค่อยๆ แสดงตัว
เผชิญหน้ากับดาบแสงขนาดมหึมาที่ชุดเกราะสีเงินขาวชูขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของบาทหลวงผู้นี้ ซึ่งแต่เดิมก็นับว่ากำยำ ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่าพิศวง ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นหมียักษ์สีน้ำตาล
โครม! ฝ่ามือของเขาตบผัวะอย่างทรงพลัง ปัด ‘ดาบแสงแรก’ เฉไปด้านข้าง ตกลงบนลังไม้บรรจุสินค้าที่อยู่เบื้องหลัง
พละกำลังนี้มิได้ด้อยไปกว่าหมียักษ์ตัวจริงเลยแม้แต่น้อย!
ในยามที่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตกำลังต้านทานการโจมตีของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ อย่างดุเดือด ทางด้านข้างเยื้องหลังของบาทหลวง ใกล้กับกองลังไม้ ร่างของลูเมี่ยนในชุดเสื้อเชิ้ตลินิน เสื้อกั๊กสีดำ สวมหมวกสานสีเหลืองทอง ได้ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ฮึ่ม!”
แสงสีขาวสองสายพุ่งออกจากจมูกของลูเมี่ยน ปะทะเข้ากับร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ยังไม่ทันได้หันกายหลบหนี
ดวงตาของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพลันเลื่อนลอย ร่างทั้งร่างล้มพับลงบนพื้นห้อง ราวกับขาดสติในบัดดล
ทว่าพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พลังชีวิตในกายของเขากลับพลุ่งพล่านดุจดังเครื่องจักรไอน้ำที่เริ่มทำงานเต็มกำลัง
พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นนี้ แปรเปลี่ยนเป็นพลังในการเยียวยาตนเองอันแกร่งกล้า เร่งซ่อมแซมดวงจิตของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตด้วยความรวดเร็ว
แก่นแท้ของ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ นั้นคล้ายคลึงกับ ‘ทะลวงจิต’ อยู่มาก ทั้งสองล้วนมุ่งเป้าไปที่ร่างจิต ยากแก่การป้องกัน เพียงแต่ ‘ทะลวงจิต’ นั้นนำพาความเจ็บปวดอันสุดจะต้านทาน จนเป้าหมายจมดิ่งสู่ห้วงทุกข์ ไร้ทางหลุดพ้น ขณะที่ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ กลับแทรกซึมสภาวะคล้ายหลับใหลหรือสลบไสลเข้าสู่ร่างจิต ซึ่งก็นับเป็นการทำร้ายร่างจิตอีกรูปแบบหนึ่ง
หากเป็นการทำร้าย ก็ย่อมสามารถเยียวยาได้
ด้วยอำนาจการเยียวยาตนเองจากพลังชีวิตอันเปี่ยมล้น ดวงตาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเริ่มกลอกกลิ้งเล็กน้อย
ร่างกายยังไม่ทันจะล้มแนบพื้น เขาก็ใกล้จะฟื้นคืนสติแล้ว!
ทว่าสำหรับลูเมี่ยนแล้ว ขอแค่ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ สามารถควบคุมคู่ต่อสู้ไว้ได้สักหนึ่งอึดใจ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ด้วยคำนึงว่าบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอาจเป็นผลผลิตจากการ ‘สังเคราะห์กายเนื้อ’ ซึ่งจะทำให้ความสามารถบางประการไร้ผล ลูเมี่ยนจึงพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย พร้อมกับยื่นมือขวาออกไป
ณ กลางอุ้งมือที่แบออกของเด็กหนุ่ม เปลวเพลิงสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาวกำลังถูกบีบอัดชั้นแล้วชั้นเล่า กลายเป็นวัตถุกลมที่ดูแน่นหนาอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็ชู ‘ดาบแสงแรก’ ขึ้นอีกครั้ง
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเพิ่งลืมตาขึ้น ร่างกายพยายามรักษาสมดุลโดยสัญชาตญาณ ทว่าหางตาก็ทันเห็นประกายตาสีเขียวมรกตของหลุยส์·แบรี เห็นลูกไฟอันตรายสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาว และเห็นดาบแสงเล่มเขื่องฟาดฟันลงมายังศีรษะของตน
เขาเพียงทันทิ้งตัวล้มไปด้านข้างตามแรงเฉื่อย หลบพ้น ‘ดาบแสงแรก’ แต่ก็ถูกลูเมี่ยนกดลูกไฟแดงจ้าจนเกือบขาวลงบนร่าง
บึ้ม!
ท่ามกลางเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตถูกซัดกระเด็นออกไป
บริเวณตั้งแต่ไหล่ขวาจรดท้องของเขาฉีกขาด เนื้อหนังแยกออก กระดูกหัก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่ยังกระตุกไหว
แขนขวาของเขาห้อยต่องแต่ง ใกล้จะหลุดออกจากร่างเต็มที
ทว่าพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นในร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ยังมิได้สูญสิ้นไป บาดแผลใหญ่เริ่มยุบพอง เลือดเนื้อบิดเบี้ยว เยียวยาตัวเองอย่างน่าพิศวง
โครม!
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตกระแทกลงบนพื้นห้อง พร้อมกับได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ที่วิ่งถลันเข้ามาพร้อมดาบยักษ์แห่งแสงในท่าฟันสับ
เขาชี้นิ้วไปยังเศษเลือดเนื้อที่กระจัดกระจายเพราะแรงระเบิด ทันใดนั้น พวกมันก็พลันมีชีวิตขึ้นมา รวมตัวกันในพริบตา ยืดยาวออกเป็นร่างมนุษย์สีเลือดบางๆ อันพร่าเลือน
ร่างสีเลือดพุ่งเข้าหาชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาว ห่อหุ้มมันไว้ แล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปอย่างไม่หยุดหย่อน
แสงรุ่งอรุณเจิดจ้าขึ้นโดยพลัน ปกคลุมทั่วห้องระวางสินค้า จนร่างสีเลือดค่อยๆ ถูกกลืนกินและจางหายไป
แสงแห่งรุ่งอรุณเหล่านี้อ่อนโยนอย่างยิ่ง มิได้แสบตาจนบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตต้องฝืนหลับตา ดังนั้น บนกระจกตาของเขาจึงสะท้อนภาพฝูงอีกาเพลิงสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาว
อีกาเพลิงราวสิบห้าถึงยี่สิบตัว โบยบินรอบกายของลูเมี่ยนผู้ยืนล้วงกระเป๋าข้างหนึ่ง ดวงตาของพวกมันจ้องมองบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ขณะบินวนเป็นวงโคจรต่างๆ พุ่งเข้าใส่เขา
พวกมันหมายฉีกกระชากร่างของเหยื่อให้แหลกลาญ จุดไฟเผาผลาญเลือดเนื้อทุกชิ้นส่วน แม้เขาจะมีพลังเยียวยาอันแกร่งกล้า แต่ก็คงไม่อาจฟื้นคืนจากการโจมตีครั้งนี้ได้
เมื่อเลือดเนื้อทุกชิ้นส่วนอยู่ห่างกันเกินยี่สิบถึงสามสิบเซนติเมตร ย่อมยากที่พลังเยียวยาจะ ‘คลาน’ มารวมตัวกันใหม่ได้!
นี่มิใช่เวทมนตร์เลือดเนื้อเสียหน่อย!
ม่านตาของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพลันเบิกกว้าง ปากอ้าออกโดยสัญชาตญาณ เปล่งเสียงประหลาดแต่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคย
พร้อมกันกับเสียงดังกล่าว ความมืดหนาทึบก็ทาบทับทันที วัชพืชที่อุดมไปด้วยเมล็ดงอกงาม พลันงอกเงยในพริบตา กลืนกินแสงรุ่งอรุณที่เคยเจิดจ้าในห้องระวางสินค้าจนหมดสิ้น
อีกาเพลิงสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาวราวสิบห้าถึงยี่สิบตัว บางส่วนหลงทิศในความมืด ไม่อาจข้ามผ่านระยะทางอัน ‘ไกลโพ้น’ จึงค่อยๆ สลายไป ส่วนที่เหลือร่อนลงสู่ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอย่างราบรื่น
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่อง ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพลันโปร่งแสง จากตำแหน่งยืนของเขา ต้นโอ๊กอันเลือนรางขนาดมหึมาผุดขึ้นมา
ต้นโอ๊กดังกล่าวมิได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดหรือเปลวเพลิง ส่วนบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตผู้ยังมีสภาพเลือดอาบ ย้ายไปยืนอยู่บนกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยมิสเซิลโท แขนทั้งสองข้างโอบกอดกัน ประหนึ่งกำลังอุ้มทารกที่มองไม่เห็น
เขาจ้องมองลูเมี่ยน รอยยิ้มจากส่วนลึกของหัวใจปรากฏบนใบหน้า
ที่แท้แกก็มิใช่ครึ่งเทพสินะ…
“อุแว้!”
เป็นครั้งแรกที่ลูเมี่ยนได้ยินเสียงร้องของทารกไร้ตัวตน
“อุแว้! อุแว้! อุแว้!”
ท่ามกลางเสียงร้องไม่ขาดสาย ลูเมี่ยนค้นพบว่าพลังชีวิตของตนค่อยๆ รั่วไหลออกจากร่าง ทั้งกายและใจอ่อนล้าลงทุกขณะ แม้แต่สติสัมปชัญญะก็เริ่มพร่าเลือน
มิหนำซ้ำ พลังชีวิตที่สูญเสียไปนั้น ดูเหมือนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ทารกไร้ตัวตนในอ้อมกอดของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต กลายเป็นอาหารบำรุงเลี้ยงให้แก่มัน
……………………………………………………..