ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 610 ‘เกิดใหม่’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 610 ‘เกิดใหม่’
ตอนที่ 610 ‘เกิดใหม่’
เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงร้องของทารกที่ทำให้ตนอ่อนแรงลงทุกขณะ ลูเมี่ยนตัดสินใจ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังข้างกายบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตในพริบตา เพื่อโจมตีสุดกำลังพร้อมกับขัดขวางอิทธิพลนั้น
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มเห็น ‘ชุดเกราะอหังการ’ ที่ได้ยินเสียงร้องของทารกแล้วชะงักงันอยู่กับที่ ก่อนจะทรุดตัวลงกะทันหัน ปักดาบ ‘ดาบแสงแรก’ ลงบนพื้นที่ปกคลุมด้วยหญ้าสีเข้ม
บัดซบ! อยู่ๆ ก็ใช้ ‘พายุแสง’ เลยหรือ? ลูเมี่ยนพลันขนลุกซู่ ไม่มีเวลาตรวจสอบให้แน่ใจ รีบเปลี่ยนจุดหมายของการ ‘เทเลพอร์ต’ ในทันที หายวับไปจากความมืดที่มีต้นโอ๊กเสมือนจริงตั้งตระหง่านอยู่ แล้วปรากฏกายบนดาดฟ้าเรือ
เด็กหนุ่มสังเกตได้นานแล้วว่า ทุ่งร้างอันเต็มไปด้วยวัชพืชที่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตสร้างขึ้นมา ด้อยกว่า ‘โลกอีกฝั่ง’ ของเหล่า ‘คุณนาย’ อย่างเห็นได้ชัด ไม่อาจตัดขาดการเชื่อมโยงอันลึกล้ำระหว่างภายในและภายนอก จึงไม่สามารถขัดขวางพลัง ‘เทเลพอร์ต’ ของผู้อื่น เพียงแต่กั้นเสียงและคลื่นกระเพื่อมจากการต่อสู้ไม่ให้แพร่ออกไปเท่านั้น คล้ายคลึงกับ ‘ขวดเสกสรร’ แต่ยังด้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ กระนั้น ทุ่งร้างที่ปกคลุมด้วยวัชพืชสีเข้มและต้นโอ๊กเสมือนจริงแห่งนี้ ก็ยังมีความพิเศษอื่นๆ อันน่าพิศวง
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งจะจางหายไปในความมืดของทุ่งร้าง ‘ดาบแสงแรก’ ที่ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ปักลงบนพื้นก็แตกออกทันที
ดาบแตกออกเป็นเศษแสงนับไม่ถ้วน กลายเป็นพายุมหาภัยครอบคลุมบริเวณนั้น
วัชพืชที่เต็มไปด้วยรวงอันอุดมสมบูรณ์ ถูกหั่นเฉือนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผืนแผ่นดินกลายเป็นว่างเปล่า
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้โอ๊ก ไม่ทันได้หลบหลีก เพิ่งจะเปลี่ยนผิวกายให้มีลักษณะคล้ายเนื้อไม้ ก็ถูก ‘พายุแสง’ กลืนกินเข้าไปเสียแล้ว
เสียงร้องอันว่างเปล่าและเสมือนจริงของทารกขาดหายไปในทันใด
เมื่อ ‘พายุแสง’ สงบลง บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตยังคงแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ในวินาทีถัดมา ร่างกายที่ปกคลุมด้วยเปลือกไม้สีน้ำตาลดุจดังถูกหล่อขึ้นจากเนื้อไม้ เกิดปริแตกกะทันหัน เผยให้เห็นรอยแยกร่องลึกนับไม่ถ้วน
แกร่ก แกร่ก แกร่ก! ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตร่วงหล่นลงสู่โคนต้นโอ๊กทีละส่วนๆ รอยตัดเรียบสนิท เลือดไหลริน
เลือดเนื้อเหล่านั้นถูกรากของต้นโอ๊กเสมือนจริงดูดซึมไปในพริบตา ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษซาก
ณ ช่วงกลางของลำต้นโอ๊ก เปลือกไม้แยกออก กลีบเนื้อมหึมาที่ชุ่มฉ่ำและบิดเบี้ยวงอกเงยออกมา ขยายตัวกลายเป็นโพรง
ศีรษะของมนุษย์ปรากฏขึ้นจากตรงนั้น ในลักษณะถูกบีบให้โผล่ออกมา
เพียงชั่วพริบตา มนุษย์ร่างเปลือยคนดังกล่าวก็ถูก ‘คลอด’ จากต้นโอ๊กเสมือนจริง ไม่ใช่ใครนอกจากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตนั่นเอง
เขายังคงอยู่ในร่างผู้ใหญ่ ผิวกายเปียกชื้น บางส่วนปกคลุมด้วยเยื่อบางสีขาวกึ่งโปร่งใสที่ดูสกปรกอยู่บ้าง
เกิดใหม่!
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอาศัยความมืดที่เต็มไปด้วยวัชพืช อาศัยต้นโอ๊กเสมือนจริง อาศัยทารกไร้ตัวตน ได้รับการเกิดใหม่!
ดวงตาและคิ้วของเขาดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าเดิม บนแผ่นหลังพลันงอกปีกคล้ายค้างคาว ขนาดของมันใหญ่โตเกินจริง หุ้มด้วยเยื่อสีเข้ม
เขาบินจากช่วงกลางของต้นโอ๊กยักษ์ มุ่งสู่ชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาว
‘ชุดเกราะอหังการ’ ลุกขึ้นยืน ในมือมีแสงรวมตัว ปั้นเป็นหอกแหลมคมเล่มยาว
มันขว้างหอกยาวเล่มดังกล่าวอย่างสุดแรง หลังจากแหวกอากาศครู่หนึ่ง หอกก็พุ่งเสียบกลางอกกับท้องของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
ปีกคล้ายค้างคาวของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพับเข้าหากันทันที ทั่วร่างแตกกระจายเป็นค้างคาวสีดำขนาดเท่าฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วน
ฝูงค้างคาวเหล่านั้นบินว่อนไปทั่วท้องฟ้า บางส่วนโฉบไปด้านหลังของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ รวมตัวกันใหม่เป็นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่มีเยื่อสกปรกเคลือบกาย
ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตพองขยาย กลายเป็นดั่งหมีใหญ่ ที่ฝ่ามือมีเล็บแหลมคมงอกเงย ประดับด้วยลวดลายและสัญลักษณ์ลึกลับ
เขาออกแรงตะปบ ทิ้งรอยข่วนลึกห้าแนวบนแผ่นหลังของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ จนเห็นความว่างเปล่าภายใน
‘ชุดเกราะอหังการ’ ชะงักค้างอีกครั้ง ราวกับอากาศรอบข้างแข็งตัวไปด้วย
ขณะที่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเตรียมจะโจมตีต่อ ก็พลันพบว่าชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาวนั่น หมุนกายกลับมาในพริบตาโดยไม่มีลางบอกเหตุ
มันบีบอัดแสงสว่างชั้นแล้วชั้นเล่าจนกลายเป็นอาวุธ ทั้งค้อนยักษ์ ขวาน โซ่ตีนตะขาบ ฯลฯ แล้วกระหน่ำฟาดฟันใส่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอย่างบ้าคลั่ง
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตย่อตัวลงต่ำ หดร่างจมหายเข้าสู่พื้นดินที่ปราศจากวัชพืชแล้ว เคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งใกล้กับต้นโอ๊กเสมือนจริงมากขึ้น
ส่วนบริเวณที่เขาเคยยืนอยู่เดิม พื้นดินถูกกระแทกจนเป็นแอ่ง ถูกฟันจนแยกเป็นร่อง
ในยามนั้น ลูเมี่ยนคาดว่า ‘พายุแสง’ คงสิ้นสุดลงแล้ว จึง ‘เทเลพอร์ต’ กลับมายังความมืดแห่งนี้ใหม่
เด็กหนุ่มมองดูบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตด้วยความประหลาดใจอยู่ในที เนื่องจากพบว่าอีกฝ่ายยังคงไม่บาดเจ็บ เพียงแต่ปราศจากชุดบาทหลวงสีน้ำตาลหุ้มกาย
ลูเมี่ยนไม่ได้ชะงักงัน รีบชักขลุ่ยกระดูก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เด็กหนุ่มหวังฉวยโอกาสขณะที่ ‘ชุดเกราะอหังการ’ กำลังตามรังควานบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต กอปรกับข้อเท็จจริงที่ว่า เสียงภายในนี้จะไม่แพร่ออกไปด้านนอก เพื่อเป่าบทเพลงที่ตนเพิ่งเรียนรู้มาจากงานเฉลิมฉลองในเมืองท่าซานตา ให้บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตสดับรับฟัง มันคือท่วงทำนองที่นักบุญผู้หนึ่งของศาสนจักรพระแม่ธรณี ประพันธ์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ลูเมี่ยนควรจะสวมถุงมือสนับทุบตีก่อน แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ เข้าไปใกล้ เพื่อใช้กำปั้นตะบันใส่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตสักหมัด ปลุกความปรารถนาหรืออารมณ์บางอย่างของอีกฝ่าย จากนั้นจึงถอยออกมา เป่า ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ เพื่อจุดชนวนผลข้างเคียงของถุงมือ แต่คราวนี้ ลูเมี่ยนกลับละทิ้งวิธีรบอันชำนาญนี้เสีย
ด้วยเหตุว่า สนามรบมีต้นโอ๊กประหลาดและเสมือนจริงขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ อีกทั้งก่อนหน้านี้ บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตยังอุ้มทารกไร้ตัวตนที่คาดว่าเป็นบุตรแห่งเทพ หากสวมถุงมือสนับทุบตีบุกเข้าไป ลูเมี่ยนไม่กล้าจินตนาการว่าจะดึงดูดสายตาและภยันตรายเช่นไรมาสู่ตน
หากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ล่วงรู้เข้า อาจบันดาลให้บุตรแห่งเทพก้าวข้ามบาเรียแห่งมายาและความจริงได้ชั่วครู่ เพื่อเล่นงานเขาด้วยตัวเอง จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต!
อีกประการหนึ่ง ลูเมี่ยนเชื่อมั่นว่า สาวกเทพมารอย่างมอนต์เซอร์รัตย่อมมีปมทางจิตใจอันชัดแจ้ง อีกทั้งสภาวะจิตก็คงไม่มั่นคงนัก การเป่ากลอนดนตรีเคืองแค้นใส่โดยตรง ย่อมมีโอกาสสูงที่จะจุดชนวนจุดอ่อนของอีกฝ่าย เหมือนกับที่ตัวเขาเองและมิสเตอร์ K ก็คงไม่ปลาบปลื้มนัก หากมีใครสักคนเป่ากลอนดนตรีเคืองแค้นใส่ตน
เพียงแต่ลูเมี่ยนยังไม่อาจคาดเดาได้ว่า จุดอ่อนใดจะถูกจุดชนวน และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นไร จำต้องรอดูสถานการณ์แล้วค่อยหาทางรับมือกันต่อไป
เพียงแค่ยกกลอนดนตรีเคืองแค้นขึ้นจรดริมฝีปาก ลูเมี่ยนก็พลันตระหนักได้ว่า ความเย็นเฉียบกำลังแล่นปราดมายังต้นคอ
“อุแว้!”
เสียงร้องลวงตาของทารกดังก้องอีกครา อยู่ใกล้แค่เอื้อม
“คิกๆ คิกๆ”
เสียงร้องของทารกแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะในพริบตา ราวกับกำลังเล่นเกมสนุกกับลูเมี่ยน
ร่างของลูเมี่ยนแข็งทื่อโดยไม่ทราบสาเหตุ ชั่วขณะหนึ่งไม่อาจขยับเขยื้อน
ลมหายใจอันเยียบเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่ม บรรจงไหลรินลงสู่ช่วงท้อง
ยิ่งนานเข้า ลูเมี่ยนก็ยิ่งหนาวเหน็บ พลังชีวิตเริ่มหลั่งไหลออกนอกร่าง ก่อนจะไหลย้อนกลับเข้ามารวมกับลมหายใจเย็นเยียบ ณ จุดหนึ่งในร่างกาย
เสียงทารกข้างหูของเด็กหนุ่ม สลับไปมาระหว่างเสียงร้องแหลมๆ เสียดแก้วหู กับเสียงหัวเราะร่าเริง
โดยมิได้ลังเล ลูเมี่ยนถ่ายเทจิตเข้าสู่ท่อนแขนขวา ปลุกเร้าตราประทับตกค้างของจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์
บรรยากาศอันน่าพรั่นพรึง เปี่ยมล้นด้วยความโหดเหี้ยมคลั่งไคล้ พลันทะลักล้นออกจากร่างของลูเมี่ยน จนดูเหมือนร่างกายใหญ่โตขึ้นทั้งที่มิได้ใช้พลัง ‘สั่งสม’ อีกทั้ง ความกระหายเลือดก็แผ่ซ่านชัดเจนราวกับจับต้องได้
เสียงร้องไห้สลับกับเสียงหัวเราะของทารกไร้ตัวตน เงียบหายจางไปอีกครา ความเยือกเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างของลูเมี่ยนถูกหลอมละลายด้วยความร้อนแผดเผาอันปั่นป่วน ทุ่งร้างมืดมิดทั้งผืนสั่นไหวโยกเยก แสงริบหรี่สาดส่องเป็นทางๆ
ลูเมี่ยนจึงยุติการปลุกเร้าที่ตนควบคุมอยู่ แล้วเป่าขลุ่ยกระดูกสีดำที่มีรูสีเลือด
ทำนองเพลงอันแฝงนัยแห่งความรื่นเริงดังก้องกังวาน บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่กำลังปะทะกับชุดเกราะอหังการพลันชะงักงัน
สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวในทันใด แสดงออกถึงความทุกข์ระทมอันพรรณนามิได้
เมื่อเห็นชุดเกราะสีเงินวาวฟาดแท่งยาวที่ก่อตัวจากแสงใส่ตน บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตก็ชี้นิ้วไปยังใต้ฝ่าเท้าของคู่ต่อสู้โดยสัญชาตญาณ
เถาวัลย์มากมาย วัชพืชนานาพันธุ์ กิ่งไม้นับไม่ถ้วน ผงาดขึ้นกะทันหัน โอบล้อมชุดเกราะอหังการไว้ในพริบตา ขัดขวางการเคลื่อนไหวของมัน
ท่ามกลางเสียงกิ่งไม้แตกหักและเถาวัลย์ฉีกขาด ชุดเกราะอหังการค่อยๆ บุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตหันมองลูเมี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน พลางร้องตะโกนว่า
“หนีไปเร็ว!”
“บุตรแห่งเทพไม่มีวันตาย!”
หนีไปเร็ว? นี่มัน…ลูเมี่ยนสังเกตเห็นว่า บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตดูปกติขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก แววตาอันอบอุ่นและความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านนั้น ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดและการดิ้นรนต่อสู้
“ช่วยสารภาพบาปแทนผมต่อพระแม่ธรณีด้วย!”
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง
ร่างเปลือยเปล่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงสุดพิสดาร ภายใต้เยื่อบางสกปรกสีขาว อวัยวะสำหรับการสืบพันธุ์และฟักตัวอ่อน ทยอยงอกเงยทีละอันสองอัน ปะปนกันอย่างน่าสยดสยอง
สารภาพบาปต่อพระแม่ธรณี? ลูเมี่ยนพอจะเข้าใจสภาวะของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตในยามนี้อยู่รางๆ
การเสื่อมทรามของเขาดูเหมือนจะไม่สมบูรณ์ ยังคงมีด้านที่ศรัทธาต่อพระแม่ธรณีหลงเหลืออยู่ จนก่อให้เกิดการแบ่งแยกบุคลิกภาพ ในยามปกติ บุคลิกภาพด้านชั่วร้ายจะกดทับบุคลิกภาพด้านปกติเอาไว้
กลอนดนตรีเคืองแค้นได้จุดชนวนปมปัญหานี้ จนบุคลิกภาพปกติของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตได้เปรียบชั่วคราว สามารถกลับมายึดครองร่างกายได้อีกครั้ง? ลูเมี่ยนรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง แต่นั่นมิได้ขัดขวางเขาจากการรวบรวมพลังสร้างลูกไฟสีแดงเพลิงจนเกือบขาวลูกแล้วลูกเล่า ก่อนจะระดมยิงพวกมันใส่ร่างกลายพันธุ์ของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
สีหน้าของมอนต์เซอร์รัตแปรเปลี่ยนสลับไปมา ระหว่างความเยือกเย็นและเป็นทุกข์ ร่างกายของเขาบางครั้งทำท่าหลบหลีก บางครั้งก็ถูกดึงกลับมา
เขาตะโกนสุดเสียงราวกับทุ่มพลังทั้งหมดที่มี
“บุตรแห่งเทพไม่อาจสังหารได้ เพียงแต่ขับไล่ให้จากไปเท่านั้น!”
คำพูดของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตเพิ่งขาดห้วง ลูกไฟสีแดงเพลิงจนเกือบขาวก็พุ่งมาถึง ตกกระทบลงบนร่างของเขา พร้อมกันนั้น ชุดเกราะอหังการสีเงินวาวก็ทะลวงเถาวัลย์และกิ่งไม้ที่ขวางกั้น วิ่งถลันมาถึงเบื้องหน้าบาทหลวง แล้วฟาดเหวี่ยงแท่งยาวที่ก่อตัวจากแสง
บึ้ม!
ในวินาทีที่ลูกไฟระเบิด บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตฝั่งเสื่อมทรามได้ยึดครองร่างกลับมาอีกครั้ง เตรียมจะหดตัวลงสู่ใต้พื้นดิน
ทันใดนั้นเอง ร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา ในท่วงท่ากำลังชูขลุ่ยกระดูกสีดำขึ้น
ลูเมี่ยนเทเลพอร์ตตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลางของการระเบิด โดยมิได้เกรงกลัวเลยสักนิดว่า ตนเองอาจบาดเจ็บสาหัสจากคลื่นกระแทกอันหนักหน่วง!
ลูกไฟเป็นเพียงกลลวง การโจมตีอันร้ายกาจที่แท้จริงที่เขาเตรียมไว้คือกลอนดนตรีเคืองแค้น!
บึ้ม!
คลื่นเพลิงอันพลุ่งพล่านกลืนกินร่างทั้งสองเข้าไป
……………………………………………………..