ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 611 นามแท้จริง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 611 นามแท้จริง
ตอนที่ 611 นามแท้จริง
บึ้ม!
ขณะที่ร่างกายถูกแรงระเบิดฉีกกระชาก ลูเมี่ยนพึ่งพาคุณสมบัติทนความเจ็บปวดของ ‘นักพรต’ รวมถึงคุณสมบัติต้านทานการเผาไหม้ของ ‘นักวางเพลิง’ กระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวาอีกครั้ง
เด็กหนุ่มพาบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ถูก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ แทงคอ หายวับไปในคลื่นเพลิงที่ม้วนตลบ ปรากฏกายอีกครั้ง ณ ขอบทุ่งร้างอันมืดมิด
เสื้อเชิ้ตผ้าลินินของเด็กหนุ่ม เสื้อกั๊กสีดำ และกางเกงขายาวสีเข้มกลายเป็นริ้วรุ่งริ่ง ส่วนเปลือยที่เผยออกมาล้วนมีแต่เนื้อหนังยับเยิน สลับกับรอยไหม้ดำเกรียม บางจุดถึงกับเห็นกระดูกขาวโพลนได้โดยตรง
ส่วนบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตนั้น บัดนี้ย่างเข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกขณะ เยื่อบางสกปรกสีขาวกึ่งโปร่งใสที่เคยห่อหุ้มร่างกายของเขา ล้วนฉีกขาดและมอดไหม้ไปพร้อมกับแรงระเบิด สูญสลายไม่เหลือซาก เผยให้เห็นร่างกลายพันธุ์อันเปลือยเปล่า อวัยวะสารพัดชนิดงอกเงยออกมา ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยยุบและแผลไหม้ เนื้อหนังหลุดร่วงเป็นก้อนๆ ไม่หยุด
ตุบ
ชิ้นเนื้อก้อนแรกตกลงบนขอบความมืดที่ยังมีหญ้ารกปกคลุม ทันใดนั้นมันก็ซึมหายลงไป ราวกับถูกผืนดินดูดกลืน
ลูเมี่ยนเห็นเช่นนั้นก็ได้รับการดลใจ คว้าร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตไว้ แล้วเปิดใช้ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้ง
เด็กหนุ่มทะยานออกจากทุ่งร้างมืดมิดโดยพลัน ร่างของเขาปรากฏขึ้นบนดาดฟ้าที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีแดงเรื่อ
ในเวลาเดียวกัน ณ ส่วนลึกของห้องระวางสินค้า ต้นโอ๊กลวงตาเริ่มลอกเปลือกออก งอกเป็นกลีบเนื้อมหึมาชื้นแฉะและลื่นมัน
กลีบเนื้อที่เต็มไปด้วยโลหิตเริ่มบิดเบี้ยว แต่กลับคายออกมาเพียงร่างจิ๋วที่เล็กกว่าฝ่ามือ
ร่างจิ๋วนี้มีขนาดใกล้เคียงกับก้อนเนื้อของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ที่หล่นลงพื้นและถูกทุ่งร้างดูดกลืนไปเมื่อครู่
ใบหน้าของมันดูสะอาดสะอ้าน ลักษณะอ่อนเยาว์ ชัดเจนว่าเป็นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ย่อส่วนลงไม่รู้กี่เท่า
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตร่างจิ๋วนี้ ดวงตาดูเลื่อนลอย สีหน้าแข็งทื่อ ไร้ซึ่งแววฉลาดหลักแหลมใดๆ
‘ชุดเกราะอหังการ’ สีเงินวาววิ่งปรี่เข้ามา ฟาดค้อนยักษ์แห่งแสงที่เสกขึ้นใหม่อย่างหนักหน่วง ทุบบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตร่างเอลฟ์น้อยให้แบนราบ กลายเป็นเศษเนื้อสีเลือดเละเทะ
ต้นโอ๊กมหึมาลวงตาพลันจางหายไปทีละน้อย ทุ่งร้างสีดำที่ปกคลุมด้วยหญ้ารก เริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความเร่ง
เพียงชั่วหนึ่งกะพริบตา ทิวทัศน์ประหลาดเหล่านี้ก็อันตรธานไป ห้องระวางสินค้ากลับคืนสู่สภาพเดิม เว้นแต่ลังไม้หลายใบแตกละเอียด ผนังและพื้นที่หล่อด้วยเหล็กกล้า ปรากฏรอยบุบและรอยลึกชัดเจน
อีกด้านหนึ่ง ลูเมี่ยนชักขลุ่ยกระดูกสีดำ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ออกมา มองดูโลหิตของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่หยดลงบนดาดฟ้าเหล็กกล้าทีละดวง โดยไม่มีทีท่าจะซึมผ่านแต่อย่างใด
เด็กหนุ่มเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก็ได้ยินเสียงของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ล้มลงนอนกับพื้น อยู่ในภาวะใกล้สิ้นใจ ร้องเสียงอ่อนแรงแต่มุ่งมั่นว่า
“หากจะขับไล่พระองค์…บุตรแห่งเทพ…ต้องทราบ…นามแท้จริงของพระองค์!”
“นามแท้จริงของพระองค์คือ…”
ทันใดนั้น เสียงของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตก็หายวับไป ทั้งที่ปากของเขายังขยับพะงาบเปิดปิดอยู่
ในไม่ช้า ข้างหูของลูเมี่ยนก็ได้ยินเสียงลวงตาของทารกร้องอีกครั้ง
ต่างจากครั้งก่อน เสียงร้องในหนนี้แว่วมาแต่ไกล ราวกับดังมาจากอีกโลกหนึ่ง ร่างกายของลูเมี่ยนมิได้แข็งค้างหรือเย็นเฉียบ ทั้งยังไม่สูญเสียสมรรถภาพในการเคลื่อนไหว
บุตรแห่งเทพที่มองไม่เห็นยังเกรงกลัวออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อยู่สินะ? เป็นความกลัวจากสัญชาตญาณหรือ? ลูเมี่ยนเร่งกวาดตามองรอบตัว พบว่าแสงจันทร์สีแดงเรื่อบนดาดฟ้าเรือ หรือพูดให้ถูกคือรอบๆ ตัวเขา เลือนหายไปหมดแล้ว
บริเวณนี้กลายเป็นความมืดมิดผิดวิสัย กระทั่งเสียงคลื่นซัดสาดก็ไม่อาจแทรกผ่านเข้ามาได้
“อุแว้! อุแว้! อุแว้!”
เสียงร้องของทารกยังคงดังต่อเนื่อง ที่มาของมันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทุกขณะ
ลูเมี่ยนก้มศีรษะฉับพลัน ทอดสายตาไปยังร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่สิ้นลมหายใจแล้ว มองไปทางศพที่มีเลือดเนื้อเละเทะ จ้องเขม็งไปยังช่วงท้องของศพดังกล่าว
ท้องของศพพองขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้ ราวกับมีสิ่งใดกำลังบิดเบี้ยวอยู่ภายใน ดันให้หน้าท้องที่มีบาดแผลใหญ่อยู่แล้วปูดโปนขึ้น กลายเป็นสีแดงฉานชวนขนพองสยองเกล้า
ลูเมี่ยนหรี่ตาลง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยื่นมือขวาที่กำ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ไว้ แล้วเลื่อนเข้าใกล้ท้องของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่พองสูงขึ้น
ฉีก!
เมื่อขลุ่ยกระดูกสีดำเฉือนลงไปแผ่วเบา ท้องสีเลือดของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตก็แยกออกจากตรงกลาง ภายในนั้นมีเพียงลำไส้เล็กเปื้อนเลือดกับเครื่องในส่วนอื่น ไร้ซึ่งบุตรแห่งเทพที่ว่า ไม่มีทารกสกปรกเปียกแฉะแม้แต่น้อย
พรวด! ของเหลวใสสีเหลืองอ่อนจำนวนมาก พุ่งออกจากท้องศพที่แยกออก กระเซ็นเต็มดาดฟ้าโดยรอบ
“อุแว้! อุแว้! อุแว้!”
เสียงร้องของทารกดังขึ้นทุกขณะ แหลมเสียดแก้วหูยิ่งขึ้น และใกล้เข้ามาหาลูเมี่ยนทุกที
ดูเหมือนว่าความโกรธแค้นระคนเกลียดชังของพระองค์ กำลังเอาชนะความหวาดกลัวต่อออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ทีละน้อย
ต้องหาผู้เชี่ยวชาญสักคน มาขับไล่บุตรแห่งเทพที่มองไม่เห็นนี้เสียที…ลูเมี่ยนที่ยังเหลือพลังวิญญาณพอจะใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ได้อีกสองครั้ง ตั้งใจจะไปตามหาผู้ช่วย
‘นักล่า’ ไม่สันทัดในกรณีแบบนี้แม้แต่น้อย!
ทว่า เมื่อลูเมี่ยนกระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวา กลับพบว่าตนไม่อาจรับรู้ถึงโลกวิญญาณ หรือพิกัดที่เคยรู้จักได้อีกต่อไป
ความมืดมิดผิดวิสัยที่มาพร้อมเสียงร้องแหลมปวดหูของบุตรแห่งเทพ ดูเหมือนจะปิดล้อมมิติแห่งนี้เอาไว้
นี่ถือว่าใกล้เคียงกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ อย่างมาก!
ตามหาผู้ช่วยก็ไม่ได้ อัญเชิญผู้ส่งสารหรือวิงวอนต่อตัวตนลำดับสูงก็ไม่ได้…แววตาของลูเมี่ยนพลันเคร่งขรึม หัวใจหล่นวูบในทันที
ยามนี้ เสียงร้องไห้ของบุตรแห่งเทพที่มองไม่เห็นยิ่งใกล้เข้ามา ร่างกายของเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกแข็งทื่อและเย็นเฉียบอีกครั้ง
ในชั่วพริบตาแห่งความคิด ลูเมี่ยนในฐานะ ‘นักวางแผน’ ก็พบหนทางใหม่อย่างฉับไว
ศาสตร์ไล่ผี!
นี่คือหนึ่งในอาคมพิธีกรรมห้าประการของ ‘ภิกษุบิณฑบาต’ สามารถขับไล่วิญญาณอาฆาต หรือแม้แต่วิญญาณมารได้
โดยแก่นแท้แล้ว บุตรแห่งเทพที่ยังไม่ได้ถือกำเนิดในโลกความจริง ยังอยู่ในสภาพไร้รูปร่าง ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับวิญญาณอาฆาตและวิญญาณมารอย่างยิ่ง!
ส่วนประเด็นที่ ‘ศาสตร์ไล่ผี’ จำเป็นต้องอาศัยการวิงวอนต่อตัวตนลำดับสูง ลูเมี่ยนหาได้กังวลไม่
ประการแรก เด็กหนุ่มสามารถวิงวอนถึง ‘ตัวข้า’ ได้ ประการที่สอง หากต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ก็ยังสามารถวิงวอนต่อมิสเตอร์ฟูลได้เช่นกัน ในยามที่ไม่อาจติดต่อกับโลกภายนอก ตราผนึกของ ‘เดอะฟูล’ บนอกของเขาจะตอบสนองในทันที มอบศักดิ์และพลังอำนาจให้!
เหนือสิ่งอื่นใด ลูเมี่ยนที่กลายเป็น ‘นักพรต’ แล้ว ย่อมสามารถย่นย่อขั้นตอนบางส่วนของ ‘ศาสตร์ไล่ผี’ ให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลาอันสั้นที่สุด
ปัญหาในตอนนี้คือ ‘ศาสตร์ไล่ผี’ ต้องใช้นามแท้จริงของเป้าหมาย รวมทั้งสิ่งของที่ติดตัวมาเป็นเวลานาน ซึ่งลูเมี่ยนไม่มีทั้งสองอย่าง
เด็กหนุ่มหันสายตากลับไปยังท้องของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ยุบลงเพราะแตกออก ตั้งใจจะค้นหาสิ่งที่อาจเกี่ยวข้อง
หากผ่านไปหนึ่งนาทีแล้วยังไม่พบสิ่งใด เขาจะระดมพลังทั้งหมดเพื่อปลุกกระแสออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ หวังข่มขู่ให้บุตรแห่งเทพที่ไร้รูปร่างหวาดกลัว พร้อมกับทะลวงความมืดมิดอันผิดวิสัยนี้ และบรรลุผลในการขับไล่โดยอ้อม
หลังจากกวาดตามองไปมาหลายครั้ง สายตาของลูเมี่ยนก็หยุดอยู่บนกองลำไส้เล็กอันยุ่งเหยิงและเปรอะเปื้อนโลหิต
วัตถุสีเนื้อชิ้นหนึ่งแทรกอยู่ท่ามกลางกองลำไส้ รูปร่างคล้ายแท่ง ค่อนข้างสั้น ชุ่มเลือด และดูเหมือนว่ายังพัฒนาไม่เต็มที่
นี่มัน…สายสะดือของบุตรแห่งเทพที่ยังไม่สมบูรณ์? ถ้าใช่ มันย่อมเชื่อมโยงกับบุตรแห่งเทพอย่างแนบแน่น ผูกพันกันด้วยสายเลือด ถึงเราจะไม่ทราบนามแท้จริงของพระองค์ ก็ยังอาจประกอบ ‘ศาสตร์ไล่ผี’ ให้สำเร็จได้…ลูเมี่ยนเก็บ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ แล้วฉวยสิ่งที่คล้ายสายสะดือยังไม่พัฒนานั้นมา
เสียงร้องลวงตาของทารก ดังรุนแรงและแสบแก้วหูยิ่งขึ้น
ลูเมี่ยนถึงกับสั่นสะท้านแผ่วเบา ก่อนจะหัวเราะในลำคอพลางเอ่ยปาก
“ขอบใจนะที่ช่วยยืนยันให้”
เด็กหนุ่มถือสายสะดือที่ยังไม่สมบูรณ์เอาไว้ แล้วเริ่มเต้นรำท่วงท่าหนึ่ง ซึ่งมีจังหวะที่งดงามแต่บิดเบี้ยวเหลือหลาย ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความดิบเถื่อน
ในระหว่างการร่ายรำ ลูเมี่ยนโน้มกายลงครั้งแล้วครั้งเล่า ใช้สายสะดือดังกล่าวจุ่มเลือดของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต วาดอักขระลงบนพื้นดาดฟ้า
เด็กหนุ่มย่นย่อลวดลายให้ง่ายขึ้น เมื่อวาดเสร็จก็เหยียดตัวยืนตรง กดฝ่ามือซ้ายลงไป จุดเปลวเพลิงสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาวบนอักขระนั้น
ถัดมา เขาโยนสายสะดือลงท่ามกลางกองเพลิง
การกระทำนี้แฝงนัยอันทรงพลัง เป็นสัญลักษณ์แห่งการขับไล่ การเผาผลาญ และการชำระล้าง!
“อุแว้!”
เสียงร้องของทารกใกล้เข้ามาโดยฉับพลัน ลูเมี่ยนถึงกับเย็นเฉียบไปทั้งร่าง แขนขาสั่นระริกอย่างอ่อนแรง
เด็กหนุ่มรีบวางเทียนไขที่จุดแล้วไว้เหนือกองเพลิงกับสายสะดือ จากนั้นถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วกล่าวคาถาเป็นภาษาเฮอร์มิส
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
ทันทีที่สวดนามอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูล หมอกสีเทาจางๆ ก็แผ่ซ่านออกจากความว่างเปล่า เสียงร้องของทารกไร้รูปดังห่างออกไปโดยพลัน ฟังดูลวงตายิ่งกว่าเดิม
สัมผัสถึงความร้อนแผดเผาบนอกซ้าย ลูเมี่ยนย่างเท้าไปข้างหน้าสองก้าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หยิบสายสะดือที่กำลังถูกแผดเผาขึ้นมา สะบัดสามครั้ง แล้ววางกลับที่เดิม
เด็กหนุ่มสวดต่อไป
“ข้าขอวิงวอนความช่วยเหลือจากท่าน”
“ขอพระองค์ทรงขับไล่สิ่งที่เชื่อมต่อกับสายสะดือนี้…”
ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีแดงเจิดจ้าจนเกือบขาวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีของหมอกเทา ลุกโชนร้อนแรงยิ่งกว่าเก่า สายสะดือดังกล่าวถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว โดยข้างๆ กันนั้น ใบหน้าโปร่งแสงของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ซึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลระเบิดและคราบเลือดเปื้อนเปรอะ ก็พลันปรากฏชัดเจน
เสียงร้องอันว่างเปล่าของทารกยิ่งแผ่วไกลออกไปทุกที
ดวงวิญญาณของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตลอยถอยหลังโดยไม่อาจต้านทาน บนใบหน้าอันทุกข์ทรมานนั้น ฉายแววโล่งอกเล็กน้อย
เขาก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เชื่อมต่อกับสายสะดือ อีกทั้งบัดนี้ยังกลายเป็นวิญญาณแล้ว!
บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตยกสองมือขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วตะโกนสุดเสียงว่า
“ชีวิตมีค่า การเก็บเกี่ยวน่ายินดี!”
“ธรณีจงเจริญ พระแม่แห่งสรรพสิ่งจงเจริญ!”
ร่างวิญญาณโปร่งแสงของเขาละลายหายไปในความมืดล้ำลึก ส่วนบุตรแห่งเทพที่ไร้รูปร่าง เริ่มเปล่งเสียงกรีดร้องแหลมๆ แสบแก้วหู เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและคำสาปแช่ง
เสียงร้องดังกล่าวก้องกังวานในสมองของลูเมี่ยน ราวกับเด็กหนุ่มถูก ‘ทะลวงจิต’ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งร่างไม่เพียงแต่อ่อนแรงลงอย่างยิ่ง หากยังถูกความเจ็บปวดแห่งดวงวิญญาณครอบงำความคิด จนสูญเสียการรับรู้ต่อโลกภายนอก
เมื่อเขาฟื้นคืนสติ ความมืดผิดปกติบนดาดฟ้าก็สลายไปแล้ว แสงจันทร์สีชมพูระเรื่อสาดส่องลงมาอีกครั้ง
อักขระที่วาดไว้บนพื้น รวมทั้งเปลวเพลิงที่ย้อมด้วยสีหมอกเทา ถูกลบเลือนไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเทียนไขที่ยังคงลุกไหม้เงียบงัน กับซากสายสะดือที่ไหม้เกรียมแห้งเหี่ยว
ลูเมี่ยนพักหายใจครู่หนึ่ง แล้วก้มลงดับไฟเทียน พร้อมกับยกมือแตะอกน้อมกายลง กระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ขอบพระคุณมิสเตอร์ฟูล”
หลังจากเก็บซากสายสะดือและเทียนพิธีกรรม เด็กหนุ่มเหลือบมองร่างไร้วิญญาณของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตที่ยังไม่ได้สกัดตะกอนพลัง แล้วปลดปล่อยพลังแห่งการ ‘สั่งสม’ ออกมา
พลังวิญญาณของเขาทยอยฟื้นคืน ความอ่อนแรงบรรเทาลงหลายส่วน
ลูเมี่ยนจึงค่อยกล้ากลับไปยังห้องระวางสินค้า เพื่อนำ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ที่ยืนนิ่งอยู่ใส่เข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
จัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นบนร่างกาย พร้อมกับรักษาบาดแผลภายนอกคร่าวๆ
จากนั้น เขาฝืนทนความเจ็บปวด เดินกลับไปยังห้องชุดของตนอย่างไร้พิรุธ แล้วกล่าวกับพวกกัปตันเปโดร
“ปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตอยู่บนดาดฟ้า สำหรับมรดกของเขา คงต้องรบกวนพวกคุณช่วยส่งมอบให้แก่ ‘ข้ารับใช้’ ของศาสนจักรพระแม่ธรณีด้วย”
ลูเมี่ยนไม่เคยคิดจะครอบครองวัตถุต่างๆ จากศาสนจักรพระแม่ธรณีเลย
พวกกัปตันเปโดรจากไปด้วยความประหลาดใจเจือสงสัย เพื่อไปตรวจสอบสถานการณ์บนดาดฟ้า ส่วนลูกาโนเข้ามาใกล้ลูเมี่ยนแล้วกระซิบถาม
“บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตตายแล้วจริงหรือ?”
“นายจะไปดูศพของเขาก็ได้นะ” ลูเมี่ยนตอบพลาง ‘ยิ้ม’ ตั้งใจจะสั่งให้บ่าวรับใช้คนนี้ช่วยรักษาตน
ลูกาโนขมวดคิ้วแล้วกล่าว
“แต่ก่อนหน้านี้ ผมได้ยินเสียงของเขาอยู่รางๆ เหมือนว่าหลวงพ่อกำลังเรียกนามของบุตรแห่งเทพผู้นั้นอยู่…”
เรียกนามของบุตรแห่งเทพ? ตอนนั้นบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตได้เอ่ยนามแท้จริงของบุตรแห่งเทพออกมาแล้ว แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางประการ มันไม่มีโอกาสได้หลุดออกมายังโลกแห่งความจริง มีเพียงผู้วิเศษที่ถูกบุตรแห่งเทพปนเปื้อน และต้องอยู่ใกล้เคียงเท่านั้นจึงจะได้ยิน? ลูเมี่ยนครุ่นคิดแล้วกล่าวกับลูกาโน
“คงเป็นตอนก่อนที่บาทหลวงมอนต์เซอร์รัตจะสิ้นใจ”
“เขาเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร?”
ลูกาโนถอนหายใจโล่งอก พยายามนึกทบทวนแล้วเอ่ยปาก
“อะไรแล้วนะ…อะไรแล้วนะ…”
ในที่สุด เขาก็นึกขึ้นได้ จึงออกเสียงตามที่ได้ยิน
“ใช่แล้ว…โอมีเบล่า”
……………………………………………………..