ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 612 รุ่งอรุณ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 612 รุ่งอรุณ
ตอนที่ 612 รุ่งอรุณ
“โอมีเบล่า”
เสียงอันทรงพลังและซ้อนทับกันของเทอร์มีโพลอส ดังก้องอยู่ข้างหูของลูเมี่ยน โดยเป็นการทวนคำพูดของลูกาโน
“แกเคยได้ยินชื่อนี้หรือ?” ลูเมี่ยนไม่คาดคิดว่า ชื่อที่ตนไม่รู้สึกอะไร จะทำให้เทอร์มีโพลอสผู้เงียบงันมานานเอ่ยวาจาได้
“ไม่เลยครับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” ลูกาโนนึกว่าคำถามพุ่งเป้ามายังตน
ทว่าเทอร์มีโพลอสกลับจมสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด
ดูเหมือนนามแท้จริงของบุตรแห่งเทพจะมีปัญหา…แถมยังฟังดูคล้ายนามของสตรีเพศ ก็สมควรอยู่ เส้นทาง ‘อันธพาล’ เมื่อถึงลำดับ 5 ‘แบนชี’ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิง ส่วนลำดับ 0 ของเส้นทาง ‘ธรณี’ ก็คือ ‘พระแม่ธรณี’ ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นสตรีอย่างชัดเจน เมื่อรวมกับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แล้ว การที่บุตรแห่งเทพจะเป็นสตรีย่อมดูไม่แปลก ออกจะสมเหตุสมผลเสียด้วยซ้ำ… ลูเมี่ยนเหลือบมองลูกาโน ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่เคยได้ยินก็ดีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้น สักวันหนึ่งนายอาจต้องกลายเป็นแม่ของบุตรแห่งเทพก็ได้”
เมื่อกล่าวจบ ลูเมี่ยนเหลือบมองลุดวิกที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดได้วิ่งไปยืนอยู่บนระเบียงห้องรับแขก ก่อนจะก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงเดินตรงไปหา
เด็กหนุ่มเพ่งสายตาตามทิศทางที่ลุดวิกมอง หรือก็คือดาดฟ้าเรือ จนได้เห็นกัปตันเปโดรกับผู้ติดตาม กำลังตรวจสอบร่างไร้วิญญาณของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“กินได้ไหม?”
ความหมายของเขาคือ ร่างของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตนั้นกินได้หรือไม่?
เด็กหนุ่มเพียงแต่รับปากว่า จะไม่ครอบครองวัตถุของศาสนจักรพระแม่ธรณี รวมถึงตะกอนพลังที่แยกออกมาจากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต แต่ไม่รวมถึงการรักษาศพไว้อย่างสมบูรณ์
การที่ศพจะเสียหายไปบางส่วนจากการต่อสู้อันดุเดือด ย่อมถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง!
ลุดวิกส่ายหน้า
“ช่างเถอะ” ลูเมี่ยนละสายตากลับมาด้วยความเสียดาย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เด็กหนุ่มย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า เหตุใดบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตจึงมีความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับบุตรแห่งเทพไร้รูปร่างนั่น ถึงกับมีสายสะดือเล็กๆ งอกขึ้นในท้อง อีกทั้งยังไม่อาจยืนยันได้ว่า ปรินปิโนเป็นผลผลิตจากการสังเคราะห์กายเนื้อของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตหรือไม่
อันที่จริง เขาก็พอมองออกว่าบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตถูกปนเปื้อนอย่างหนัก เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะใกล้เคียงกับ ‘นังบ้า’
แน่นอนว่า ยังคงสู้ศพของ ‘นังบ้า’ ไม่ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่แม้แต่ลุดวิกยังเห็นว่าสกปรกเกินไป
ส่วนเรื่องการสื่อวิญญาณ ตามความรู้ที่ลูเมี่ยนมี ดวงวิญญาณที่ถูกขับไล่ด้วย ‘ศาสตร์ไล่ผี’ จะไม่สามารถเรียกกลับมาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง และหากเกินระยะเวลาหนึ่งไปแล้ว การ ‘สื่อวิญญาณ’ ก็ไม่มีคุณค่าใดอีก
เมื่อกลับเข้าสู่ห้องนั่งเล่น ลูเมี่ยนทรุดกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง ปลดกระดุมเสื้อกั๊กสีดำและเสื้อเชิ้ตผ้าลินิน แล้วเอ่ยกับลูกาโน
“ช่วยรักษาแผลให้ฉันหน่อย”
ลูกาโนเหลือบมองบาดแผลที่ถูกพันผ้าไว้อย่างเรียบง่าย บางแห่งยังมีเลือดซึมออกมา จึงเอ่ยด้วยความตกตะลึงว่า
“หนักถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“นายคิดว่าบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตจัดการได้ง่ายนักหรือไง? ถ้าไม่ยอมเสี่ยงบาดเจ็บบ้าง คนตายอาจเป็นฉันเองก็ได้” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน
ลูกาโนปฏิเสธโดยไม่ทันคิด
“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมหมายถึง…ท่านบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เหตุใดเสื้อกับกางเกงถึงไม่มีร่องรอยความเสียหายเลยล่ะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดใหม่ก่อนกลับมา” ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่เร่งร้อน ทั้งที่กำลังอดกลั้นความเจ็บปวด
ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของเด็กหนุ่มมีเสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก และกางเกงที่เหมือนกันเกือบสิบชุด เพียงแต่เสื้อกั๊กมีหลายสี แต่สีดำก็มีอยู่หลายตัวเช่นกัน
ปัญหาเดียวก็คือ หมวกสานสีเหลืองทองถูกไฟไหม้ในระหว่างการระเบิด กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
แต่สำหรับหลุยส์·แบรี นักผจญภัยคนดังแล้ว เรื่องนี้มิใช่ปัญหาใหญ่โตแต่อย่างใด ตอนที่เขาออกจากท่าเรือฟาริม ก็ได้เตรียมหมวกแบบเดียวกันไว้หลายใบโดยเฉพาะ
นี่แหละคือข้อดีของการมี ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หากต้องพึ่งพาเพียงหีบเสื้อผ้าธรรมดา จะมีช่องว่างสำหรับบรรจุสิ่งของไร้ประโยชน์เหล่านี้สักแค่ไหนกันเชียว?
ลูกาโนไม่กล้าซักไซ้อีก รีบตั้งใจรักษาแผลให้นายจ้างอย่างจริงจัง
ส่วนผิวหนังที่ไหม้เกรียมบางส่วนนั้น เดิมทีเขาคิดจะใช้มีดผ่าตัดตัดออกก่อนทำการรักษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ถูกลูเมี่ยนห้ามไว้ บอกให้ทำแค่พอประมาณก็พอ
ในสภาพที่จะฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้ในเวลาหกโมงเช้า ลูเมี่ยนไม่อยากทนทรมานกับการผ่าตัดโดยไร้ยาชาอีก
เมื่อความเจ็บปวดและบาดแผลอยู่ในระดับที่ทนไหว ลูเมี่ยนเดินกลับเข้าห้อง คลี่กระดาษจดหมาย เริ่มรายงานเรื่องราวของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต กับนามแท้จริงของบุตรแห่งเทพไปยังมาดามเมจิกเชี่ยน
เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทพมารและบุตรแห่งเทพเช่นนี้ เด็กหนุ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งเสมอมา เห็นว่าจำเป็นต้องส่งให้ผู้บังคับบัญชาไปปวดหัวแทน
หากมิใช่เพราะมิสเตอร์ K ไม่มีผู้ส่งสาร เขาคงส่งสำเนาไปให้ด้วย แก้ไขประโยคบางประโยค เพื่อให้ผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือรายนี้ได้รับรู้เรื่องราวไปพร้อมกัน ส่วนทิศทางต่อไปในอนาคต มิใช่เรื่องที่สมาชิกธรรมดาอย่างเขา ผู้เป็นเพียงไพ่อาร์คาน่าเล็กจะต้องกังวล
อีกประการหนึ่ง เด็กหนุ่มพอจะมองออกแล้วว่า ในการปราบปรามเทพมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกซึมของเหล่าเทพมารนอกบาเรียนั้น ชุมนุมทาโรต์กับชุมนุมแสงเหนือมีจุดยืนที่สอดคล้องกันอยู่มาก ไม่ว่าตนจะอยู่ในฐานะไพ่อาร์คาน่าเล็กแห่งชุมนุมทาโรต์ หรือสมาชิกเต็มตัวของชุมนุมแสงเหนือ ก็ล้วนมีความรับผิดชอบในด้านนี้
ผ่านไปเกือบสิบนาที ลูเมี่ยนได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดลงบนกระดาษจดหมาย รวมถึงปฏิกิริยาของเทอร์มีโพลอสโดยไม่ตกหล่นแม้แต่น้อย
จากนั้น เขาจึงอัญเชิญผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ออกมา
หลังจากทะเลาะกับลุดวิก เมื่อใดที่อีกฝ่ายอยู่แถวนี้ ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ มักจะมาและจากไปอย่างรวดเร็ว แทบไม่เคยอยู่นานเพื่อพูดคุยเล่นสักประโยคสองประโยค
…………
ณ ราชอาณาจักรโลเอ็น กรุงเบ็คลันด์ ภายในห้องนอนอันสะอาดสะอ้านและสดชื่น
มาดามเมจิกเชี่ยนที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง พลันลุกขึ้นนั่งกะทันหัน
นางพึมพำด้วยความสงสัยว่า
“สัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ?”
“มีเรื่องสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นหรือ?”
มาดามเมจิกเชี่ยนเพิ่งรินไวน์เลือดโซเนียให้ตัวเอง ยังไม่ทันได้เริ่มทำนายดวงดาว ก็เห็นผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ปรากฏกายบนโต๊ะเขียนหนังสือ วางกระดาษจดหมายที่พับเป็นรูปสี่เหลี่ยมลงข้างปากกาหมึกซึมสีแดงเข้ม
จดหมายของลูเมี่ยนสินะ…ค้นพบปัญหาในตัวบาทหลวงของศาสนจักรพระแม่ธรณีแล้วหรือ? ไม่เสียแรงเปล่าที่เราแอบบอกใบ้เขาไป…มาดามเมจิกเชี่ยนเสกแก้วไวน์ลอยอยู่กลางอากาศ พลางหยิบจดหมายขึ้นมาคลี่ออก
เธออ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยทวนนามนั้นแผ่วเบา
“โอมีเบล่า?”
บุตรแห่งเทพไร้ตัวตนมีนามจริงเช่นนี้หรือ?
การเตือนทางพลังวิญญาณของเรา เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้หรือ?
เรื่องระดับนี้ สมควรนำขึ้นอภิปรายในชุมนุมทาโรต์ตามวาระปกติ…
ครู่ต่อมา หลังจากใช้ ‘โหราศาสตร์’ ยืนยันโดยอ้อมแล้ว มาดามเมจิกเชี่ยนทรุดกายลงนั่ง จ้องมองปากกาหมึกซึมสีแดงเข้มที่กระโดดขึ้นมาเอง ถอดฝาออกเอง แล้วเริ่มเขียนถ้อยคำลงบนกระดาษหนังแกะเทียมด้วยตัวเอง บรรยายความคิดของเธอลงไป
“โอมีเบล่าคือนามที่ซ่อนเร้นอยู่ในม่านหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ทว่าแฝงไว้ด้วยนัยสำคัญทางศาสตร์เร้นลับอันลึกล้ำ…”
…………
“การใช้โอมีเบล่าเป็นนามแท้จริงของบุตรแห่งเทพ ฉันไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับความลับในยุคที่สอง อันเป็นช่วงที่เทพบรรพกาลปกครองแผ่นดินก่อนยุคของเทพสุริยันบรรพกาล หรือว่า ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ กำลังใช้นัยสำคัญอันทรงพลังทางศาสตร์เร้นลับนี้ ค่อยๆ กัดกร่อนอำนาจของ ‘พระแม่ธรณี’ ตลอดจนตัวตนของพระองค์เอง”
“หากสามารถไขปริศนาอันซ่อนเร้นในยุคโบราณนั้นได้ บางทีพวกเราอาจพบคำตอบ”
“พระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพบูชาอยู่ อาจทราบบางสิ่งบางอย่าง”
ลูเมี่ยนจ้องมองจดหมายตอบที่เขียนบนกระดาษหนังแกะเทียมในมือ อดรู้สึกไม่ได้ว่า มาดามเมจิกเชี่ยนกำลังแนะเป็นนัยให้ตนสอบถามมิสเตอร์ K แห่ง ‘ชุมนุมแสงเหนือ’
“กล่าวโดยย่อ โอมีเบล่าสืบเชื้อสายมาจากเผ่าคนยักษ์โบราณ ครั้งหนึ่งในยุคที่เทพบรรพกาลยังคงเรืองอำนาจ นางได้รับการขนานนามว่า ‘เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว’ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ยังไม่อาจเปิดเผยแก่เธอได้ในยามนี้ เธอไม่จำเป็นต้องสืบสวนขยายผลมัน เพียงแต่คอยสังเกตการณ์เมื่อพบเจอกับ ‘คนโปรด’ ของศาสนจักรพระแม่ธรณี สมาชิกของ ‘ชุมนุมท่องราตรี’ และ ‘สำนักเทพสถิต’ ก็พอ ทางเราจะรับผิดชอบติดตามเรื่องนี้เอง แน่นอน เมื่อถึงเวลาอันควร อาจมอบหมายภารกิจย่อยหนึ่งถึงสองอย่างให้เธอก็เป็นได้”
เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว…นึกแล้วเชียว เกี่ยวพันกับเส้นทาง ‘ธรณี’ จริงๆ…ลูเมี่ยนจุดเพลิงสีแดงแผดเผาจดหมายในมือ แล้วลุกขึ้นยืน เดินกลับเตียงนอน แสร้งทำเป็นหลับใหลขณะเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวทั่วทั้งลำเรือ
กระทั่งดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ร่างกายของเด็กหนุ่มก็หายเป็นปลิดทิ้ง โดยปราศจากเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ
ลูเมี่ยนย่างกรายกลับสู่ห้องนั่งเล่น เอ่ยถามลูกาโนผู้ตื่นเช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมง แถมยังดูเหมือนจะนอนไม่เต็มอิ่ม
“ยังได้ยินเสียงร้องของทารกอยู่ไหม?”
“ไม่แล้ว” ลูกาโนตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความปีติยินดีระคนกังวล
เขารู้สึกว่า ควรเฝ้าสังเกตอีกสักสองสามวัน จึงจะสรุปผลได้อย่างแน่ชัด
ลูเมี่ยนยิ้มก่อนเอ่ยปาก
“เห็นไหม การไปขอความช่วยเหลือจากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต คือหนทางแก้ไขอาการตกค้างของนายอย่างถาวร”
คำพูดดังกล่าวทำเอาลูกาโนแทบสำลัก ถ้อยคำติดค้างอยู่ในลำคอ
เพราะแบบนี้ นายเลยให้ฉันไปขอความช่วยเหลือจากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต?
การกำจัดบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต เท่ากับเป็นการแก้ไขอาการตกค้างอย่างถาวร?
ลูเมี่ยนเดินไปทางระเบียงสองสามก้าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“อีกสักพักนายลองไปหาเอนิโอ อ้างว่าไปตรวจอาการซ้ำ เพื่อยืนยันสภาพของเขา”
หืม…เอนิโอได้รับการผ่าตัดช่วยชีวิตโดยบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต หากบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตมีปัญหา เขาก็อาจมีปัญหาเช่นกัน…ลูกาโนรู้สึกกังวลเล็กๆ เมื่อต้องไปพบคนไข้รายนั้นอีก ด้วยเกรงว่าจะเผชิญอันตรายครั้งใหม่ แต่พอเห็นแสงอาทิตย์นอกหน้าต่างสว่างขึ้นทีละนิด ขอบฟ้าเริ่มถูกย้อมเป็นสีแดงระเรื่อ ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เก้านาฬิกา ลูกาโนกลับมารายงานต่อลูเมี่ยนว่า คนไข้รายนั้นฟื้นตัวได้ดี ยังไม่พบร่องรอยความล้มเหลวหรือภัยแฝงจากการผ่าตัด อีกทั้งยังไม่แสดงอาการของมลทิน
แทบจะในเวลาเดียวกัน กัปตันเปโดรมาพบลูเมี่ยน แจ้งว่าเรือจะจอดเทียบท่าชั่วคราว เพื่อให้บุคลากรจากศาสนจักรพระแม่ธรณีขึ้นมารับศพและมรดกของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต รวมถึงพาตัวผู้เกี่ยวข้องไปด้วยกัน
เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ศาสนจักรพระแม่ธรณีระบุชัดเจนว่า ผู้เกี่ยวข้องไม่รวมถึงนักผจญภัยคนดังกับบ่าวรับใช้
ลูเมี่ยนเพียงอมยิ้ม ไม่ตอบโต้คำพูดของกัปตัน วางท่ามั่นใจและเด็ดเดี่ยวเหลือหลาย
ครั้นถึงยามเที่ยง แม่ชีนักรบหลายคนพร้อมด้วยบาทหลวงในชุดนักบวชสีน้ำตาล ทยอยขึ้นมาบนเรือ พาตัวพวกเอนิโอลงไป
จากระเบียง ลูกาโนเห็นเอนิโอถูก ‘เชิญ’ ลงเรือด้วยท่าทางงุนงงระคนหวาดกลัว แต่ไม่อาจขัดขืน เขาถอนหายใจก่อนเอ่ยว่า
“เขาไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เหตุใดจึงต้องถูกจับตัวไปด้วยล่ะ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“นายบอกว่าไม่มีปัญหา พวกหล่อนก็ต้องเชื่อ?”
“คิดในแง่ดีเถอะ เมื่อศาสนจักรพระแม่ธรณียืนยันว่าไม่มีปัญหาจริง เอนิโอคนนั้นก็อาจได้ทำงานธุรการภายใน ได้พบปะกับแม่ชีนักรบทุกวัน”
ลูกาโนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยขึ้นหลังผ่านไปสองสามอึดใจ
“แต่นั่นก็เท่ากับสูญเสียอิสรภาพ”
“เขาเป็นแค่เหยื่อเท่านั้น…”
“อิสรภาพ?” ลูเมี่ยนแค่นเสียงหัวเราะ “อิสรภาพนั้นมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นภัยต่อผู้อื่น”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น เมื่อเห็นเอนิโอที่กำลังหวาดหวั่นพรั่นพรึง และนึกถึงบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตผู้จากไปด้วยบุคลิกปกติ เด็กหนุ่มก็นึกถึงวาทะประหลาดที่พี่สาวมักเอ่ยเป็นครั้งคราว
“สรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์”
วู้!
เสียงหวูดไอน้ำดังขึ้น เรือกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง
……………………………………………………..