ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 615 ทายาท
ตอนที่ 615 ทายาท
อาศัยความเห็นจากอ็องโตนี ฟรังก้าพอจะเดาได้ว่าเดไลลามิใช่ ‘คนในกระจก’ แต่ก็ต้องมีความสัมพันธ์บางประการกับ ‘คนในกระจก’ เพราะหากเธอไม่รู้อะไรเลย ก็ย่อมไม่มีทางแสดงปฏิกิริยาผิดปกติอย่างโจ่งแจ้งแน่
ที่ฟรังก้ายังคงถามออกไปต่อหน้ากระจกวิเศษ ก็เพียงเพื่อยืนยันความจริง อีกทั้งป้องกันกรณีที่เดไลลาอาจเตรียมการล่วงหน้า โดยแท้จริงแล้วมิได้ถูกอ็องโตนีสะกดจิต
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟรังก้าจึงเอ่ยคำถามที่สอง
“เจ้าของเส้นผมเหล่านี้ เป็นทายาทของตระกูลทามาร่าหรือไม่?”
ในกระจกอันมืดสลัว ท่ามกลางเสียงน้ำไหลชัดเจน เสียงแหบพร่าชราภาพดังตอบกลับมา
“มิใช่”
ไม่ใช่ทายาทตระกูลทามาร่า…ฟรังก้าใช้วิธีคัดแยก เลือกมาคำถามหนึ่ง จากกลุ่มคำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
“เจ้าของเส้นผมเหล่านี้ เป็นทายาทของ ‘คนในกระจก’ หรือไม่?”
เสียงชราภาพตอบกลับมาอย่างราบเรียบแผ่วเบา
“ใช่”
ใช่…ฟรังก้าและจินนาทั้งตกตะลึงและยินดี
แม้ว่าพวกเธอจะเคยคาดเดาเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อได้รับการยืนยัน ก็อดรู้สึกตะลึงงันระคนหวาดหวั่นมิได้
‘คนในกระจก’ เหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในทรีอาร์นานเพียงใดกัน ถึงได้มีทายาทอายุราวสามสิบกว่าปีแล้ว?
อีกทั้ง พวกเขายังสามารถแต่งงานมีบุตรได้เยี่ยงคนปกติ มีทายาทสืบสกุล…
นอกเหนือจากการนับถือ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ในกระจก นอกเหนือจากความหัวรุนแรง และความเกลียดชังต่อตัวตนนอกกระจก พวกเขาแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร?
พวกฟรังก้ายังไม่แน่ใจว่า ‘คนในกระจก’ ส่วนใหญ่เมื่อสิ้นชีวิต จะสลายร่างกายทิ้งไว้เพียง ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ หรือว่ามีเพียงการ์ดเนอร์ในกระจกและ ‘คนในกระจก’ พิเศษบางคนเท่านั้นที่เข้าข่ายนี้
เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับเรื่องที่โมรัน·อาวินี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลปัจจุบัน ผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเดไลลา กำชับให้เธอคอยสังเกตปฏิกิริยาผิดปกติเอาไว้ ฟรังก้าจึงสามารถอนุมานได้ว่า ข้าราชการชั้นสูงคนดังกล่าวถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่มานานหลายปีแล้ว
“ตามข่าวกรองที่รวบรวมมาได้ การปรับปรุงทรีอาร์ใต้ดินโดยเทศบาลเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมถึงการสร้างสุสานใต้ดิน ล้วนทำไปเพื่อรับมือกับปัญหา ‘ตราผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่รั่วไหล’ หมายความว่าก่อนหน้านั้น ก็อาจมีพวก ‘คนในกระจก’ หลุดออกจากตราผนึกมาแทนที่ร่างเดิม และใช้ชีวิตอยู่ในกรุงทรีอาร์” อ็องโตนีกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ปัญหาในตอนนี้คือ ‘คนในกระจก’ สามารถมีทายาทได้ตามปกติ”
จินนาดวงตาไหววูบ เอ่ยเสริมว่า
“ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ในห้องฝังศพตระกูลทามาร่านั้น เป็นทายาทคนใดในช่วงหลายสิบปีมานี้นำเข้าไป หรือว่าเป็น ‘คนในกระจก’ บางคนเข้าไปค้นหาอะไรสักอย่าง แล้วพลาดท่าตายอยู่ในนั้น?”
“หรืออีกทางหนึ่ง ก่อนที่ทรีอาร์ยุคที่สี่จะจมลงใต้ดินและถูกผนึก ‘คนในกระจก’ ได้แทรกซึมอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อยู่แล้ว?”
ฟรังก้าสูดปากเบาๆ แล้วเอ่ยว่า
“สมมติฐานข้อหลังของเธอ…น่ากลัวชะมัด”
“เดิมทีเราคาดการณ์ว่า ‘โลกในกระจกพิเศษ’ เกิดขึ้นจาก ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ อันเป็นเหตุให้ทรีอาร์ยุคที่สี่จมดิน และมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับทั้งการอวตารของนางมารต้นกำเนิด การโต้กลับครั้งสุดท้ายของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ก่อนสิ้นใจ และการล่มสลายของ ‘นางมารหายนะ’ กริสโมนา แต่หากมี ‘คนในกระจก’ ปรากฏตัวในทรีอาร์ยุคที่สี่ก่อนหน้านั้น ต้นตอของปัญหาก็จะยิ่งลึกลับและน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม”
ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าอดไม่ได้ที่จะมองไปยังกระจกเครื่องแป้งในมือ แล้วเอ่ยถามผิวกระจกอันมืดมิดลึกล้ำว่า
“ฉันเป็นทายาทของ ‘คนในกระจก’ หรือไม่?”
เธอมิได้คาดหวังคำตอบ เพราะตามปกติแล้ว การทำนายด้วยกระจกวิเศษจะถามได้เพียงสามข้อเท่านั้น เธอเพียงแต่เอ่ยออกไปตามความรู้สึก พลางจบการทำนายไปในคราวเดียวกัน
กระจกเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เปล่งเสียงออกมาอย่างไม่คาดฝัน
“บรรพบุรุษของเจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับทรีอาร์”
อ้อ กำลังจะบอกว่า เราไม่มีทางเกี่ยวข้องกับ ‘คนในกระจก’ ได้สินะ? เดี๋ยว…ฟรังก้าพลันเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี
ความมืดมิดลึกล้ำบนผิวกระจกจางหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงชราภาพก็มิได้ปรากฏอีก
ฟรังก้าพลันนิ่งอึ้งไป
จินนาขยับเข้าไปใกล้อ็องโตนี กระซิบถามเสียงเบาว่า
“คุณได้ยินความอ่อนใจในคำตอบเมื่อครู่หรือไม่?”
อ็องโตนีเหลือบมองฟรังก้าครู่หนึ่ง แล้วผงกศีรษะน้อยๆ แทบไม่สังเกตเห็น
“เฮ้ย! อย่ามากระซิบกระซาบกันแถวนี้ ฉันหูดีนะ!” ฟรังก้าบ่นอุบ โสตประสาทของ ‘นักลอบสังหาร’ นั้นถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
“ดีแล้วที่บอกว่าไม่มี ถ้าหากมี นั่นสิจะน่ากลัวกว่า”
“อา…ปู่หรือทวดของพวกคุณก็คงไม่ใช่ชาวทรีอาร์กระมัง?”
“ผมไม่ใช่ชาวทรีอาร์ด้วยซ้ำ” อ็องโตนีตอบ
จินนาส่งเสียง ‘อืม’ แล้วว่า
“พ่อแม่ของฉันมาถึงกรุงทรีอาร์ในรุ่นปู่ของพวกท่าน”
ฟรังก้าถอนหายใจแล้วเอ่ยปาก
“ตอนนี้ทิศทางการสืบสวนชัดเจนแล้ว นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน โมรัน·อาวินี!”
เธอลังเลว่าจะสืบสวนในที่ลับก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง หรือจะรีบแจ้ง ‘007’ ให้ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสดำเนินการแทนดี การเลือกอย่างหลังจะเท่ากับว่า เธอมีโอกาสถูกตีกรอบด้วยกฎ ‘การรักษาความลับ’ จนไม่ได้รับข้อมูลที่ต้องการจาก ‘007’
…………
วู้!
ท่ามกลางเสียงหวูดไอน้ำ เรือสำเภาแล่นเข้าสู่ท่าเรือโคเลีย อันเป็นท่าเรือทางตอนใต้สุดบนแนวชายฝั่งของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต
ปัจจุบันย่างเข้าสู่กลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว กรุงทรีอาร์กำลังอยู่ในฤดูหนาว แม้แต่เมืองท่าซานตาก็มีอุณหภูมิลดต่ำลงจนต้องสวมเสื้อคลุมหนา ทว่าที่นี่อากาศกลับยังอบอุ่น ผู้คนที่สัญจรไปมาส่วนใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลวดลายฉูดฉาด กับกางเกงหลวมๆ เผยให้เห็นข้อเท้า
เมืองท่าโคเลียแตกต่างจากเมืองท่าซานตา ไม่มีธรรมเนียมการพกดาบหรือสวมกระบี่ แต่ตามที่ลูเมี่ยนทราบ ที่นี่ยังคงมีขนบธรรมเนียมอันดุดัน มักเกิดการตีรันฟันแทงกลุ่มใหญ่อยู่บ่อยครั้ง
สืบเนื่องจากเมืองท่าโคเลียแตกต่างจากเมืองท่าซานตาที่มีทั้งทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่ราบ และเหมืองแร่บนภูเขาคอยจุนเจือ แถบนี้มีพื้นที่เพาะปลูกไม่มาก ทุ่งหญ้าก็ยิ่งหายาก ชาวบ้านดั้งเดิมจึงพึ่งพาทะเลในการดำรงชีวิต
อาศัยทั้งการปรับปรุงที่ดิน เมล็ดพันธุ์ และปศุสัตว์จากรุ่นสู่รุ่นโดยศาสนจักรพระแม่ธรณี เมืองท่าโคเลียในปัจจุบันจึงดีขึ้นกว่าสมัยโบราณมาก ข้าวปลาอาหารสามารถผลิตได้เองเกือบเพียงพอ ทว่าขนบธรรมเนียมอันดุดันยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
แน่นอนว่า เมืองท่าโคเลียยังคงนำเข้าธัญพืชจำนวนมาก เพราะที่นี่คือหนึ่งในท่าเรือการค้าหลักของอาณาจักรเฟเนพ็อตที่เชื่อมต่อกับทวีปใต้ มีผู้คนต่างถิ่นมากหน้าหลายตา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของ ‘กองเรือเก็บเกี่ยว’
กัปตันเปโดรยืนเคียงข้างลูเมี่ยน เหลียวมองท่าเรืออันคึกคักด้วยเรือที่แล่นเข้าออกไม่ขาดสาย ก่อนเอ่ยว่า
“ยามนี้คือฤดูแล้ง อากาศไม่ร้อนจัด ฝนก็ตกไม่มาก นับเป็นช่วงเวลาที่สบายที่สุดของเมืองท่าโคเลีย เหมาะแก่การต้อนรับการมาเยือนของคุณ”
เป็นคำกล่าวอย่างสุภาพ
ลูเมี่ยนพิงราวเรือ เหม่อมองไปยังท้องทะเลอันไกลโพ้นที่ราวกับมีเมฆดำปกคลุม
“นั่นคือทะเลคลั่งหรือ?”
ทะเลคลั่งแบ่งแยกทวีปเหนือและทวีปใต้ออกจากกัน จวบจนกระทั่งจักรพรรดิโรซายล์ค้นพบเส้นทางเดินเรือปลอดภัย อาณาจักรต่างๆ ในทวีปเหนือจึงสามารถแล่นเรือข้ามมหาสมุทรแห่งนี้ไปถึงทวีปใต้ได้
“ครับ” เปโดรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะท้อนใจ “หากปราศจากกัปตันและลูกเรือผู้คุ้นเคยกับท้องทะเลนั้นคอยนำทาง เรือลำใดก็ต้องถูกสภาพอากาศอันแปรปรวนและบ้าคลั่งกลืนกิน ทุกปีที่เมืองท่าโคเลีย จะต้องมีผู้คนต้องสังเวยชีวิตให้แก่อุบัติเหตุทางทะเลเสมอ”
เมื่อผู้โดยสารบนเรือลงจากลำไปเกือบหมดแล้ว ลูเมี่ยนจึงพาลุดวิกกับลูกาโนติดตามกัปตันเปโดรไปยังบ้านของเขา
เด็กหนุ่มต้องการดูสถานการณ์ของซาร่า บุตรสาวคนโตของเปโดร และคนรักของเธอก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการใดต่อไป
ลูกาโนถือกระเป๋าเดินทาง จูงมือลุดวิกเดินตามหลังนายจ้างไปทีละก้าว
จนกระทั่งออกจากท่าเรือ เขาจึงพลันตระหนักถึงบางสิ่ง
นายจ้างและกัปตันกำลังสนทนากันด้วยภาษาที่ราบสูง!
นับตั้งแต่ออกจากเมืองท่าซานตา นายจ้างใช้ภาษาที่ราบสูงสื่อสารกับผู้คนส่วนใหญ่บนเรือ!
เขาชำนาญภาษาที่ราบสูงตั้งแต่เมื่อไร? ใช้สื่อสารได้คล่องแคล่วแล้ว?
ลูกาโนจ้องมองแผ่นหลังของนายจ้าง ฟังภาษาที่ราบสูงอันค่อนข้างลื่นไหล แล้วจมดิ่งสู่ความเงียบงันอันยาวนาน
ท่าเรือโคเลีย ถนนฉลามขาว บ้านเลขที่ 7
บ้านของเปโดร
เป็นอาคารเดี่ยวห้าชั้น ด้านหน้ามีสนามหญ้าเขียวขจี ด้านหลังมีสวนดอกไม้อันงดงาม เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวใหญ่ราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบคน โดยมีมารดาของเปโดรเป็นผู้นำครอบครัว
เพียงแค่ย่างกรายผ่านประตูรั้วเหล็ก ลูเมี่ยนก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่ง เดินจูงมือกันอยู่บนสนามหญ้า
ทั้งคู่ดูอายุน้อย หญิงสาวอายุราวยี่สิบตอนต้น ผมสีน้ำตาล นัยน์ตาสีน้ำตาล ผิวขาวแต่ค่อนไปทางสีเข้ม ใบหน้ามีเสน่ห์เย้ายวนตามธรรมชาติ นับว่าโดดเด่นไม่เบา แต่สำหรับลูเมี่ยนที่คลุกคลีอยู่กับเหล่า ‘นางมาร’ เป็นประจำ อีกทั้งพี่สาวของเขาก็งดงามยิ่ง จึงกล่าวได้เพียงว่า เธอมีรูปโฉมไม่เลวทีเดียว
ส่วนชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้า ตาชั้นเดียว ดวงตาไม่โต หน้าตาธรรมดา ผมสีน้ำตาลเป็นลอนไม่มาก สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวบางๆ สีเทาเข้ม ทั้งรูปลักษณ์และบุคลิกเป็นแบบที่ หากโยนเข้าไปในฝูงชน ก็คงยากแก่การหาพบในเวลาอันสั้น
“ซาร่า พ่อขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือนักผจญภัยคนดังแห่งห้าห้วงสมุทร หลุยส์·แบรี เรื่องราวอันน่าทึ่งของเขาจะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองท่าโคเลียในอีกไม่ช้า” เปโดรแนะนำแขกด้วยสีหน้ายินดี ไร้วี่แววความเศร้าหมองใดๆ
ซาร่าถือหมวกผ้าคลุมหน้าบางๆ สำหรับกันแดด เดินเข้ามาใกล้แล้วถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“มีเรื่องราวอันน่าทึ่งแบบใดบ้างหรือคะ?”
“ทำงานเดียวได้ค่าจ้างถึงสามแสนทองลิโซ นับว่าน่าทึ่งพอไหมล่ะ?” เปโดรตอบแทนลูเมี่ยนพลางหัวเราะ
“สามแสนทองลิโซ?” ซาร่าอุทานด้วยความตื่นตะลึง
นี่เป็นทรัพย์สมบัติมหาศาลสำหรับชาวเฟเนพ็อตส่วนใหญ่
ลูเมี่ยนอมยิ้ม มองดูบทสนทนาระหว่างพ่อลูก โดยที่หางตาแอบเหลือบไปเห็นว่า แววตาของคู่รักซาร่าหม่นลงไม่เบา ดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไร
ริษยา หวาดระแวง และกังวล? หากเขามีปัญหาใหญ่จริง ควรจะมั่นใจมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ในใจ โดยไม่แสดงอาการใดๆ ทางภายนอก
เปโดรแนะนำคู่รักของซาร่าต่อ
“ฟลอเรส คู่หมั้นของซาร่า พวกเขารู้จักกันที่เมืองเฟเนพ็อต”
กรุงเฟเนพ็อตคือเมืองหลวงของอาณาจักรเฟเนพ็อต ตั้งอยู่บนที่ราบสูง ซาร่าได้รู้จักกับฟลอเรสตอนที่เธอเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่นั่น แต่ฟลอเรสมาจากครอบครัวธรรมดา การศึกษาไม่สูงนัก เพียงแค่จบโรงเรียนสามัญขั้นต้น ภายหลังได้เปิดร้านขายของชำแห่งหนึ่งใกล้มหาวิทยาลัยบนที่ราบสูง
“สวัสดี” ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ รักษาท่าทีหยิ่งผยองของนักผจญภัยคนดังเอาไว้
หลังจบงานเลี้ยงต้อนรับ ฟลอเรสก็ออกจากบ้านของเปโดร
เขาเดินเข้าไปในบาร์ที่มีบรรยากาศดี ซึ่งเขาแวะไปบ่อยที่สุด นั่งลงตรงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยสีหน้าไม่สู้จะสดชื่นนัก
ขณะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างไม่ตั้งใจ เขาเห็นสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปสองสามเก้าอี้
หญิงสาวผู้นี้รวบผมยาวสีเชือกป่านไว้อย่างเรียบง่าย นัยน์ตาสีทะเลสาบราวกับซุกซ่อนประกายแวววาวอันเจิดจรัส จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงระเรื่อ แม้เพียงเห็นด้านข้างก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงในความงามจนแทบสิ้นสติ
……………………………………………………..