ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 616 ‘รัก’
ตอนที่ 616 ‘รัก’
ชั่วขณะหนึ่ง ฟลอเรสมิอาจละสายตาไปจากเธอ อดรนทนมิได้จนต้องขยับเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยคำชมด้วยวาจาเถรตรงดุจบุรุษชาวเฟเนพ็อตส่วนใหญ่
“วันนี้ผมช่างมีวาสนาเหลือเกิน ที่ได้พานพบสตรีเลอโฉมเช่นคุณ หากไม่ว่าอะไร ผมขอมีวาสนายิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการเลี้ยงเครื่องดื่มคุณสักแก้วได้หรือไม่?”
ดวงตาของหญิงสาวผู้นั้นเปล่งประกายวาววับ มุมปากคลี่ยิ้มบางเบา พลางบรรจงส่ายศีรษะ บ่งบอกว่าไม่ได้
ฟลอเรสไม่อาจละทิ้งโอกาสนี้ไป จึงคิดจะเอ่ยวาจาอีกสักสองสามคำ แต่เมื่อพบว่าสีหน้าของหญิงสาวค่อยๆ เย็นชาลง เขาจำต้องถอยกรูดกลับไปยังเก้าอี้ตัวเดิมสีหน้าผิดหวัง
นับแต่นั้นมา เขาเหลือบมองเรือนร่างของหญิงสาวผู้นั้นเป็นครั้งคราว แม้เธอจะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตธรรมดากับกางเกงดำทรงเพรียว แต่กลับชวนให้ผู้คนเกิดจินตนาการฟุ้งซ่านอเนกอนันต์ ในบางครา เขาจ้องมองขอบแก้วเครื่องดื่มของเธอ เห็นริมฝีปากอิ่มแดงชุ่มฉ่ำสัมผัสอยู่
นี่ทำให้ฟลอเรสรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วสรรพางค์กาย ปากแห้งผาก เบียร์ในมือดื่มเท่าไหร่ก็ไม่อาจดับกระหายได้
ท้ายที่สุด หญิงสาวผู้นั้นก็ดื่มไวน์มันซานสีทองอ่อนในมือจนหมด วางแก้วทรงสูงลงบนเคาน์เตอร์บาร์ แล้วจากไปท่ามกลางเสียงดนตรีอันไพเราะนุ่มนวล
ฟลอเรสพุ่งตัวด้วยความปราดเปรียว หยิบกระดาษเช็ดหน้าเนื้อนุ่มที่เพิ่งเริ่มนิยมในช่วงไม่กี่ปีหลังออกมา แล้วบรรจงเช็ดขอบแก้วเครื่องดื่ม — บริเวณที่ริมฝีปากของหญิงสาวผู้นั้นเพิ่งแตะผ่าน
จากนั้น เขาพับกระดาษเช็ดหน้าอย่างประณีต แล้วค้นหาบริเวณรอบๆ ม้านั่งสูงอย่างละเอียด เก็บเส้นผมยาวสีเชือกป่านขึ้นมาสองสามเส้น แล้วสอดไว้ในกระดาษเช็ดหน้า
เมื่อจัดการเสร็จ ฟลอเรสจึงพบว่าบาร์เทนเดอร์ รวมถึงแขกชายราวสิบกว่ายี่สิบคนรอบข้าง ต่างก็จ้องมองเขาอยู่ ด้วยสายตาที่คล้ายคลึงกัน ราวกับมีคำคำหนึ่ง ‘เขียน’ อยู่ในแววตาของทุกคนโดยพร้อมเพรียง
“ไอ้โรคจิต!”
มิใช่เพียงฟลอเรสเท่านั้นที่ถูกเสน่ห์ของหญิงสาวผู้นั้นดึงดูด แต่ยังรวมถึงเหล่าบุรุษและสตรีจำนวนหนึ่งในบาร์แห่งนี้ด้วย ทุกคนล้วนได้ประจักษ์แก่สายตา ถึงพฤติกรรมอันน่าขยะแขยงของฟลอเรส
โลหิตของฟลอเรสพลันสูบฉีดขึ้นสู่ศีรษะ เขาแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง แล้วเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ถ้าถามว่าเขาเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปไหม คำตอบคือไม่
ระหว่างทางกลับที่พัก เมื่อนึกถึงสิ่งที่อาจได้มาครอบครอง หัวใจของฟลอเรสก็พลันเร่าร้อนขึ้นมา ฝีเท้าถูกเร่งให้เร็วขึ้นทุกขณะจิต จนกระทั่งเริ่มชะลอลง
เมื่อกลับถึงที่พัก เขาก็รีบรูดม่านปิด แล้วล้วงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกจากช่องลับในหีบเดินทาง
ปกสมุดมีสีเหลืองซีด กระดาษเก่าคร่ำ
ภายในสมุดบันทึกมีกระดาษกระดำกระด่างแผ่นหนึ่งถูกสอดไว้ บนนั้นคัดลอกคำศัพท์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ไม่ใช่ภาษาใดในทวีปเหนือ มาพร้อมกับคำอธิบายยืดยาวในภาษาที่ราบสูง
ฟลอเรสรีบร้อนวางกระดาษเช็ดหน้าที่มีเส้นผมและน้ำลายของหญิงสาวผู้นั้นติดอยู่ ลงบนสมุดบันทึก จากนั้นก็หยิบกระดาษกระดำกระด่างขึ้นมา แล้วเปล่งเสียงอ่านคำศัพท์ซับซ้อนพิสดารเหล่านั้น ตามคำอ่านที่เขียนกำกับไว้
“นาโปริดิสลี…”
นี่คือ ‘คาถามหาเสน่ห์’ ที่ฟลอเรสได้มาโดยบังเอิญ
เพียงแค่ได้ชื่อจริง วันเดือนปีเกิด สัมภาระประจำตัว หรือแม้กระทั่งเลือดกับสารคัดหลั่งของผู้ที่ตนหมายปอง ก็สามารถนำสื่อกลางมาวางลงบนสมุดบันทึก แล้วท่องคาถาซ้ำเจ็ดครั้ง เพื่อให้เป้าหมายหลงรักตนหัวปักหัวปำ
ฟลอเรสรอคอยมานาน กว่าจะสร้างโอกาสให้ซาร่า บุตรสาวของเปโดร ล้มลงจนได้รับบาดเจ็บ ในแง่หนึ่ง เขาให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อแลกมาซึ่งความประทับใจและคำขอบคุณอันจริงใจ แต่อีกแง่หนึ่งก็ฉวยโอกาสนี้เก็บรวบรวมเลือดของเธอ เพื่อให้ครบเงื่อนไขเบื้องต้นของ ‘คาถามหาเสน่ห์’
ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ‘คาถามหาเสน่ห์’ นี้วิเศษยิ่งนัก!
หลังจากนั้น ฟลอเรสมิได้ใช้ ‘คาถามหาเสน่ห์’ อีกเลย เพราะเขาไม่รู้วิธีถอนคาถา หากก่อนแต่งงานกับซาร่า เขาถูกสตรีหลายนางไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง แย่งชิงกันเอง จนเกิดเป็นละครตลก เขาก็คงไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลใหญ่นั่น ไม่อาจได้รับทรัพยากรและความช่วยเหลือตามสิทธิ์ของตน
ทว่าวันนี้ เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
เธอคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบพาน จึงยินดีจะจ่ายทุกสิ่งเพียงเพื่อให้ได้ครอบครอง!
แน่นอน ฟลอเรสยังไม่แน่ใจนักว่า ลำพังกระดาษเช็ดหน้าที่เปื้อนน้ำลายเพียงเล็กน้อย กับเส้นผมที่หลุดร่วงตามธรรมชาติสองสามเส้น จะเพียงพอต่อการเป็นสื่อกลางสำหรับ ‘คาถามหาเสน่ห์’ หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลองดู
จินตนาการถึงภาพอันงดงามที่อาจเกิดขึ้น เขารู้สึกตื่นเต้นระคนคาดหวังจากส่วนลึกของหัวใจ รอยยิ้มที่ยากจะสะกดกลั้นผุดขึ้นบนใบหน้า
“นาโปริดิสลี…”
ฟลอเรสท่องคาถามหาเสน่ห์ต่อไปด้วยความเร่าร้อนและศรัทธาอย่างสุดซึ้ง จิตใจของเขาอิ่มเอมไปด้วยความปรารถนา ความปีติยินดี และความสุขสม
“นาโปริดิสลี!”
หลังจากท่องติดต่อกันเจ็ดครั้ง ฟลอเรสเห็นกระดาษเช็ดหน้ากับเส้นผม ลุกโชนด้วยเปลวไฟที่คล้ายสะท้อนรุ้งเจ็ดสี แล้วกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
สำเร็จ…สำเร็จแล้ว! ฟลอเรสไม่กล้าเชื่อในทีแรก แต่เพียงไม่นาน หัวใจก็ถูกโถมทับด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้น
แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างที่แค่นี้ก็สำเร็จได้ แต่เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
สำเร็จก็คือสำเร็จ!
หญิงงามผู้นั้น บัดนี้ตกหลุมรักฉันหัวปักหัวปำแล้ว!
ฟลอเรสเพียงนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โลหิตก็พลันสูบฉีดอย่างเดือดพล่าน เขารีบปิดสมุดบันทึก สอดกระดาษกระดำกระด่างไว้ด้านใน โดยไม่ทันได้เก็บสมุดคืนกลับที่เดิม ก็รีบพุ่งตรงไปทางประตู
เขาจะออกไปเดินเล่นแถวถนน นางในฝันผู้นั้นต้องกำลังตามหาเขาอยู่แน่!
ฟลอเรสเพิ่งจะเปิดประตูที่พัก ก็เห็นสตรีจากในบาร์เมื่อครู่ยืนอยู่ข้างนอก
เมื่อนัยน์ตาสีทะเลสาบอันเจิดจรัสทอดมองมา ฟลอเรสรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างอ่อนยวบ เกือบทรงตัวไว้ไม่อยู่ อยากจะทอดกายลงนอนทันที
ขณะที่หญิงงามผู้นั้นโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของฟลอเรส เขาก็รีบสวมกอดนางอย่างร้อนรน พร้อมกับจุมพิตลงไป
ทว่าสัมผัส ณ ปลายมือทั้งสองกลับมิใช่ความอุ่นนุ่มอย่างที่คาดหวัง หากแต่เป็นความเย็นเฉียบและแข็งกระด้าง
นี่มัน…ฟลอเรสพลันตกตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นว่า สิ่งที่ตนโอบกอดอยู่นั้น เป็นเพียงกระจกสูงครึ่งคนบานหนึ่ง มิหนำซ้ำ มันยังเอาแต่ไถตัวเข้าหาเขาไม่หยุด ส่ายซ้ายทีขวาที เสียดสีไปมา ไม่ว่าจะพยายามสลัดเท่าไหร่ก็ไม่อาจหลุดพ้น
ฟลอเรสถอยหลังด้วยความหวาดผวาสุดขีด ทว่าปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากจินตนาการก่อนหน้านี้ กลับไม่ยอมจางหายไปไหน หัวใจจมดิ่งอยู่ในน้ำแข็ง ร่างกายร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิง
เขาทุบกระจกบานนั้นปังๆๆ ด้วยแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด เมื่อเขาถอยไปถึงตำแหน่งหีบเสื้อผ้า กระจกบานดังกล่าวก็แตกละเอียดด้วยเสียงดังสนั่น
มันแตกเป็นเศษเสี่ยงนับพันชิ้น ปักเข้าสู่เสื้อผ้าอาภรณ์ของฟลอเรส ทิ่มแทงทั้งหน้าอก ท้อง และสองแขนของเขา
ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองของฟลอเรส ทำเอาสติที่เกือบขาดสะบั้นอยู่แล้ว ถึงกับขาดผึงในทันใด
เขาได้ลิ้มรสความสุขสมที่เหนือกว่าครั้งใดๆ ในอดีต
เขาล้มลงกับพื้น นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ทั้งหวาดกลัว ทั้งหวนคะนึง ทั้งทุกข์ระทม ทั้งเสพสุข
…………
“ดูท่าจะย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ได้จริงๆ เสียด้วย…” ฟรังก้าเอ่ยพลางส่ายหน้าจิ๊จ๊ะ ขณะมองภาพที่ปรากฏบนกระจกจากห้องพักฝั่งตรงข้ามของฟลอเรส
จากประสบการณ์ของเธอ ภาพที่ได้เห็นเมื่อสักครู่นี้ นับว่าพิลึกพิลั่นไม่เบาทีเดียว
“ผมบอกแล้วว่าไม่ได้หลอก” ลูเมี่ยน ผู้สวมหมวกสานสีเหลืองทองตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากรับงานมา เด็กหนุ่มก็ตระหนักว่าปัญหาหลักๆ ของฟลอเรสคือ การได้รับความรักอย่างหัวปักหัวปำจากหญิงงามผู้หนึ่งอย่างไร้สาเหตุ กลยุทธ์แรกของเขาจึงเป็นการส่ง ‘นางมาร’ สักคนเข้าหาฟลอเรส เพื่อลองหยั่งเชิงดู
การที่ฟรังก้าจงใจทิ้งน้ำลายกับเส้นผมไว้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการหยั่งเชิงเช่นกัน โดยอาศัยหลักเหตุและผลที่ว่า เรื่องนี้ต้องมีประเด็นเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับพัวพันอยู่ด้วยแน่
ทว่าเพื่อความปลอดภัย น้ำลายกับเส้นผมเหล่านั้นล้วนผ่านการปรุงแต่งมาเป็นอย่างดี ช่วยให้ฟรังก้าสามารถสร้าง ‘กระจกตัวแทน’ ที่เชื่อมโยงกับพวกมันขึ้นมาได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในมนตร์ดำของ ‘แม่มด’
บัดนี้ผลลัพธ์ปรากฏแล้ว ทุกสิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น ฟรังก้ามอบความสุขสมอันท่วมท้นให้ฟลอเรส แล้วทำให้เขาต้องทุกข์ระทมจากการวิ่งไล่ตามความสุขเหล่านั้น
“แปลกมาก…อาศัยเพียงน้ำลายกับผมไม่กี่เส้น อาศัยเพียงคาถาไม่กี่พยางค์ ฟลอเรสกลับทำให้กระจกของฉันหลงรักเขาอย่างหัวปักหัวปำได้จริงๆ โดยไม่ต้องประกอบพิธีกรรมใดเลย ไม่ต้องสวดวิงวอนต่อองค์ซ่อนเร้นใดๆ” ฟรังก้าเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “แม้แต่ฉันก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้”
“ใครบอกว่าคุณทำไม่ได้? ไม่ต้องใช้คาถาด้วยซ้ำ ไม่ต้องใช้สื่อกลางด้วย แค่หว่านเสน่ห์ประจำตัวออกมาก็พอแล้ว”
“…” ฟรังก้าชะงักไปครู่หนึ่ง “ในที่สุดคุณก็พูดเหมือนชาวอินทิสสักที หรือว่านี่คือผลพวงจากการไปศึกษาดูงานที่เฟเนพ็อต?”
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ดวงตาวาววับขึ้นมาทันใด
ลูเมี่ยนชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
“ยังมีปัญหาอีกอย่าง ก่อนหน้านี้เปโดรเคยส่งนักผจญภัยสองคนมาสืบเรื่องของฟลอเรส ซึ่งพวกเขาหายตัวไปทั้งคู่ แต่จากที่พวกเราเห็น ชายคนนั้นไม่มีพลังวิเศษใดๆ เลย”
“ก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ…” ฟรังก้ายิ้มพลางกล่าว “ถ้าหากว่า ‘กระจกตัวแทน’ ที่ทำขึ้นพิเศษไม่ได้ผล แล้วฉันถูกคาถานั้นครอบงำ จนหลงรักฟลอเรสหัวปักหัวปำ คุณจะจัดการยังไง?”
ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะ
“การทำให้คนคนหนึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ผมไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ”
หากเป็นลุดวิก รับประกันได้เลยว่า แม้แต่ ‘ซาก’ ของชายคนนั้นก็ไม่เหลือหลอ แถมยังต่อต้านการทำนายได้ด้วย
โดยไม่ปล่อยให้ฟรังก้าเอ่ยปาก ลูเมี่ยนเดินไปทางประตูพลางกล่าว
“ผมจะไปถามไถ่ชายคนนั้นสักหน่อย คุณรอดูความเปลี่ยนแปลงให้ที คอยระวังเหตุไม่คาดฝันด้วย”
“ได้” ฟรังก้าตอบเสียงขรึม
เนื่องจากฟลอเรสไม่ทันได้ปิดประตู ลูเมี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องงัดกุญแจ เพียงเดินเข้าไปในห้องโต้งๆ
เมื่อตระหนักว่ามีคนเข้ามา ฟลอเรสก็พลันได้สติ รีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล
พร้อมกันนั้น ลูเมี่ยนหยิบสมุดบันทึกนั่นขึ้นมา แล้วเปิดไปยังหน้าที่มีกระดาษกระดำกระด่างคั่นอยู่
“ค…คุณคิดจะทำอะไร?” ฟลอเรสถามด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้น เขาเพิ่งจะจดจำลูเมี่ยนได้
“หลุยส์·แบรี? นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี?”
“เปโดรจ้างคุณมาสืบผมหรือ?”
“คาถามหาเสน่ห์ สามารถทำให้หญิงสาวหลงรักคุณได้ เพียงแค่รู้ชื่อจริงของเธอ…” ลูเมี่ยนอ่านคำอธิบายภาษาที่ราบสูงบนกระดาษกระดำกระด่างต่อหน้าฟลอเรส “การออกเสียงคาถาคือ…”
เด็กหนุ่มหยุดชะงัก ไม่อ่านต่อ
ใบหน้าของฟลอเรสพลันซีดเผือด คล้ายกับเห็นภาพชื่อเสียงของตนพังพินาศ และจบลงด้วยชะตากรรมการถูกศาสนจักรจับกุม
“ไปได้มันมาจากไหน?” ลูเมี่ยนชี้ไปทางกระดาษกระดำกระด่างและสมุดบันทึกเล่มเก่า
หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากของฟลอเรส แววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดุร้าย
ทันใดนั้น เขาแหกปากตะโกนเสียงดัง คำรามถ้อยคำด้วยสำเนียงพิลึกพิลั่นอีกครั้ง
“นาโปริดิสลี!”
ครานี้ไร้เป้าหมาย ไร้สื่อกลางใดๆ
แทบจะในทันที ลูเมี่ยนพบว่ารอบข้างพลันเงียบกริบ บางสิ่งชั่วร้ายกำลังแผ่ขยายอย่างรวดเร็วภายในห้อง
……………………………………………………..