ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 617 แลกเปลี่ยน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 617 แลกเปลี่ยน
ตอนที่ 617 แลกเปลี่ยน
ทันใดนั้น สีหน้าของฟลอเรสพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น มุมปากประดับรอยยิ้มชั่วร้าย บุคลิกพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่มืดลงสะท้อนร่างของลูเมี่ยน เจ้าของเรือนผมสีดำและนัยน์ตาสีเขียว
อารมณ์ ความปรารถนา และความมืดมนที่ลูเมี่ยนกดข่มไว้ในส่วนลึกของจิตใจมาเนิ่นนาน พลันระเบิดออกมาดุจดังภูเขาไฟปะทุ
แม้แต่คุณสมบัติความอดทนของ ‘นักพรต’ ก็ต้านทานไม่อยู่
เพล้ง!
ร่างของลูเมี่ยนแตกออกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วนตามแนวยาวและขวาง หดเล็กลงกลายเป็นกระจกบานเท่าฝ่ามือ
กระจกแตกสลายอย่างสิ้นเชิง เศษกระจกร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น
ภายในห้องฝั่งตรงข้าม ร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นข้างกายฟรังก้า สีหน้าดูหนักอึ้งยิ่งนัก
หากมิใช่เพราะเตรียม ‘กระจกตัวแทน’ ไว้ล่วงหน้า เมื่อครู่เขาคงต้องเผชิญกับการระเบิดทั้งอารมณ์และตัณหาพร้อมกัน ประหนึ่งผู้รับพรจากเทพมารได้ยินเสียงบรรเลงของ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ในท่วงทำนองอันแตกต่าง
แน่นอน หากไม่มีฟรังก้าซุ่มอยู่ใกล้เคียง และหากไม่ได้เตรียม ‘กระจกตัวแทน’ ไว้ล่วงหน้า เขาก็คงไม่กล้าเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เสี่ยงเข้าไป ‘สนทนา’ กับฟลอเรสตามลำพัง
ลูเมี่ยนคว้าบ่าของฟรังก้าไว้แน่น แล้วเอ่ยเสียงทุ้มหนัก
“ออกไปจากที่นี่ก่อน”
เด็กหนุ่มเตรียมกระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวาเพื่อ ‘เทเลพอร์ต’ ออกไป
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่สามารถเล่นงานจุดอ่อนของตนได้ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ ผันตัวเองมาเป็นฝ่ายสนับสนุน คอยใช้พลังจากระยะไกลแทน ให้ฟรังก้าเป็นหัวหอกหลักในการโจมตี แต่เมื่อคำนึงว่า ‘นางมารสุขสม’ อย่างฟรังก้า ไม่ได้ปลดปล่อยตัวเองมานานแล้ว เด็กหนุ่มประเมินว่าเธอก็คงไม่อาจต้านทาน ‘ระเบิดตัณหา’ ได้เช่นกัน จึงตัดสินใจถอนกำลังก่อน ไว้รวบรวมไพร่พลจนเพียบพร้อมเมื่อไรค่อยย้อนกลับมาใหม่
ทันใดนั้น ทั้งสองพลันได้ยินเสียงหนึ่งพร้อมกัน น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวเยี่ยงบุรุษเพศ กับความอ่อนหวานของอิสตรี
“อย่าเพิ่งรีบร้อนจากไปนักเลย ข้าเปลี่ยนใจแล้ว อยากจะทำข้อตกลงกับพวกเจ้า”
ข้อตกลง? ลูเมี่ยนกับฟรังก้าต่างนึกถึงเรื่องหนึ่งพร้อมกัน หลังจากความคิดแล่นปราดดุจดังสายฟ้า ทั้งสองก็เลือกที่จะปักหลักอยู่ต่อ
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนถ่ายโอนจิตสำนึกลงสู่มือขวา เตรียมพร้อมกระตุ้นออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ในทุกลมหายใจ
นี่มิใช่เพื่อข่มขู่ฟลอเรส หากแต่เพื่อ ‘ส่งสัญญาณเตือนภัย’ อย่างทันท่วงที ในกรณีที่อารมณ์กับตัณหาถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง!
ในเมื่อเป็นถึงเมืองท่าหลักสำหรับการค้าระหว่างราชอาณาจักรเฟเนพ็อตกับทวีปใต้ แถมยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ ‘กองเรือเก็บเกี่ยว’ เมืองท่าโคเลียแม้จะไม่มีครึ่งเทพ แต่ก็ต้องเก็บรักษาสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ไว้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นแน่นอน
“ข้อตกลงอะไร?” ฟรังก้าจ้องมองกำแพงกับอากาศเบื้องหน้า พลางเอ่ยปากถาม
ฟลอเรสในชุดเสื้อลายดอก ผลักประตูห้องพักที่เปิดแง้มอยู่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกล้ำเยือกเย็น แฝงไว้ด้วยมาดอันสง่างาม
“ขอแนะนำตัวเลยก็แล้วกัน นามของข้าคือนาโปริดิสลี เป็นมาร”
มาร? มารสินะ…นี่คงเป็นราคาของการใช้ ‘กล่องมืดของผู้มีอำนาจ’ จนเราต้องมาทำข้อตกลงกับมาร…ตามมารังควานถึงที่นี่เชียวหรือ? แต่เรื่องที่ลูเมี่ยนรับภารกิจจากกัปตันเรือ กับเรื่องที่พวกเราสืบหาตัวเดไลลา แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย หากตอนนั้นพวกเราเลือกที่จะรอคอยอย่างอดทนไปอีกหนึ่งถึงสองเดือนแล้วค่อยติดต่อเดไลลา แทนการหยิบยืมความช่วยเหลือจาก ‘กล่องมืดของผู้มีอำนาจ’ แล้ววันนี้จะเกิดอะไรขึ้น? จะยังมีข้อตกลงอยู่ไหม? ฟรังก้าทั้งตกตะลึง สงสัย และงุนงง พลางกล่าวออกไปอย่างยิ้มแย้ม
“เล่นบอกกันโต้งๆ ว่าเป็นมารแบบนี้ แล้วใครจะไปอยากทำข้อตกลงด้วยล่ะ?”
“ไม่ใช่ว่ามารตัวจริงควรปิดบังตัวตนให้มิดชิด เพื่อลดความระแวดระวังของพวกเราหรอกหรือ?”
มารที่เรียกตัวเองว่านาโปริดิสลี กำมือขวาแล้วเลื่อนไปสัมผัสกับริมฝีปากล่างอย่างอ่อนโยน พลางตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“มารตัวจริงน่ะ ต้องเป็นทั้งมารทางกายและมารทางใจ ต้องกล้าบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่ากำลังจะได้ทำข้อตกลงกับมาร แต่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ พวกเราแตกต่างจากพวกโง่เขลาเบาปัญญาที่ต้องปิดบังตัวจริง เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมาย”
“อย่างเช่น ชายที่ชื่อฟลอเรสคนนี้น่ะ เขารู้อยู่แก่ใจดี ว่าการท่องนามของข้าซ้ำๆ จะก่อให้เกิดผลแบบใด เพราะมันถูกอธิบายไว้ในสมุดบันทึกอย่างละเอียด…หึๆ ในตอนนั้น จอมเวทผู้โง่เขลานั่นตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า ‘คาถามหาเสน่ห์’ แต่ตัวเขาเองกลับไม่อาจทนต่อการล่อลวง จนสุดท้ายก็ควบคุมตัวเองไม่ได้…ฮ่าๆ สำหรับมารแล้ว ดวงวิญญาณที่ค่อยๆ เสื่อมทราม ค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่นรกเช่นนี้แล คืออาหารอันแสนโอชะ ความรู้สึกของการดิ้นรนต่อต้านแต่กลับยิ่งเสื่อมทรามลงทุกขณะ ทำให้ข้าไม่อาจลืมเลือนได้เลย แทบไม่ต่างอะไรกับสุราชั้นเลิศ”
เมื่อได้ยินนาโปริดิสลีเล่าอย่างเปิดอก ถึงรสชาติของการล่อลวงให้เหยื่อเสื่อมทรามลง ทั้งลูเมี่ยนและฟรังก้าต่างก็ไม่มีท่าทีดูแคลนหรือเย้ยหยันแม้แต่น้อย
เมื่อมารกล่าวเช่นนี้ ย่อมต้องซ่อนจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเอาไว้เป็นแน่!
เหนือสิ่งอื่นใด ลูเมี่ยนเองก็ยังไม่แน่ใจว่า นาโปริดิสลีเป็นมารตัวจริงหรือเพียงแค่แอบอ้าง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลว่า นาโปริดิสลีเป็นชื่อจริงของอีกฝ่าย หรือมีที่มาจากแหล่งอื่น
แม้ว่าการปลุกเร้าตัณหาจะสอดคล้องกับจุดเด่นของ ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’ ซึ่งเป็นลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘ปีศาจ’ แต่ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ใช่ว่ามีเพียงมารที่สร้างได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ของลูเมี่ยนก็สามารถดลบันดาลในสิ่งเดียวกัน
เผชิญหน้ากับคำกล่าวอันยืดยาวของมาร ฟรังก้ายิ้มอย่างร่าเริงพลางเอ่ยปาก
“จอมเวทโง่เขลาผู้นั้นคงถูกท่านชี้นำ จนเข้าใจผิดคิดว่านามแท้ของท่านเป็น ‘คาถามหาเสน่ห์’ สินะ…แต่คำถามคือ นั่นเป็นนามแท้ของท่านจริงหรือ?”
“เขาถึงเป็น ‘ไอ้โง่’ ยังไงล่ะ” นาโปริดิสลีตอบพลางยิ้มบางๆ
ลูเมี่ยนไม่อยากเริ่มเจรจาข้อตกลงเร็วเกินไปนัก จึงเบี่ยงประเด็นถามว่า
“แล้วท่านทำอย่างไร ฟลอเรสถึงได้เชื่อว่า ‘คาถามหาเสน่ห์’ ได้ผล?”
นาโปริดิสลีเหลียวมองห้องพักที่ฟลอเรสเช่าอยู่ แล้วกล่าวด้วยท่าทีไร้การป้องกัน
“เขาลองใช้คาถาอื่นๆ ในสมุดบันทึก บางอันดันประสบความสำเร็จขึ้นมาน่ะสิ”
“เขาเป็นเพียงสามัญชน เหตุใดถึงร่ายคาถาเหมือนกับ ‘จอมเวท’ ได้ล่ะ?” ฟรังก้าเอ่ยโต้แย้งด้วยความไม่เชื่อ
นาโปริดิสลีกล่าวยิ้มๆ
“ข้าเคยได้ยินวาจาอันลึกซึ้งประโยคหนึ่ง”
“สรรพสิ่งล้วนมีเทวบารมี”
“ต่อให้เป็นสามัญชน หากยอมจ่ายราคาที่สมควร ก็สามารถสร้างผลลัพธ์เหนือธรรมชาติได้”
สรรพสิ่งล้วนมีเทวบารมี…มิสเตอร์ K มักจะเทศนาประโยคนี้อยู่เป็นประจำ…ลูเมี่ยนพินิจมองนาโปริดิสลีผู้อ้างตนว่าเป็นมาร
ฟรังก้าถือโอกาสถามตามน้ำ
“แล้วฟลอเรสจ่ายสิ่งใดไป?”
นาโปริดิสลียิ้มโดยไม่เอ่ยวาจา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงเลศนัยว่า
“ข้าได้บอกพวกเจ้าไปแล้ว”
ดวงวิญญาณค่อยๆ เสื่อมทราม ดำดิ่งลงสู่ห้วงนรก…ใช่อันนี้ไหม? ฟรังก้าพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ลูเมี่ยนพลันหัวเราะ
“ก็เพราะว่าฟลอเรสจ่ายไปแล้ว ท่านถึงได้สนทนากับพวกเราผ่านร่างของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้”
นาโปริดิสลีเพียงแย้มยิ้ม ไม่ตอบสักหนึ่งคำ
ลูเมี่ยนจึงเปลี่ยนคำถาม
“นักผจญภัยสองคนที่สืบสวนเรื่องของฟลอเรสก่อนหน้านี้ ถูกท่านจัดการไปแล้วหรือ?”
“นั่นนับเป็นดอกเบี้ยน่ะ” นาโปริดิสลีเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะยิ้มพลางลากเก้าอี้มานั่ง แล้ววิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ใส่ใจ “พวกเจ้านี่ช่างไร้มารยาทกันจริงๆ”
“เพราะพวกเราไม่คิดจะทำข้อตกลงกับท่าน” ฟรังก้าเอ่ยตอบ “ฉันไม่มีวันต่อรองกับมาร”
นาโปริดิสลีหัวเราะร่วนก่อนเอ่ยปาก
“แม้จะน่าขันเหลือเกินที่ ‘นางมาร’ ลั่นวาจาออกมาว่า จะไม่ต่อรองกับมารโดยเด็ดขาด แต่ข้าขอแจ้งให้พวกเจ้าทราบว่า ทางนี้จะไม่มีการบังคับให้ทำข้อตกลง อีกทั้งจะไม่ขัดขวาง หากพวกเจ้าจะรายงานเรื่องของฟลอเรสให้ศาสนจักรพระแม่ธรณีทราบในภายหลัง”
“ข้าไม่เหมือนกับเหล่าสหายร่วมพงศ์พันธุ์ที่โง่เขลาเบาปัญญา ข้าชอบการต่อรองอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ชอบเล่นลิ้นในสัญญา หรือบิดเบือนข้อตกลง ข้าจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบอย่างกระจ่าง ถึงเนื้อหาการต่อรองและราคาที่ต้องจ่าย และสุดท้ายแล้ว พวกเจ้าก็จะยอมทำข้อตกลงอยู่ดี”
“ฉันขอปฏิเสธ” ฟรังก้ายิ้มพลางตอบกลับ “ทางนี้จะไม่ฟังข้อเสนอของท่าน”
นาโปริดิสลีหรี่ตาลงอย่างน่าพรั่นพรึง แต่ยังคงรักษากิริยาสุภาพอ่อนโยนดังเดิม
“เจ้าลองฟังก่อนก็ได้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะรับข้อตกลงนี้หรือไม่
“ข้าจะไม่โอ้อวดว่า ตัวเองสามารถดลบันดาลให้ความปรารถนาของพวกเจ้าเป็นจริงได้ทุกเรื่อง แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ข้าสามารถช่วยให้พวกเจ้าสมหวังได้ นี่คือคำมั่นจากข้า ผู้เป็นมารบรรพกาล”
“บรรพกาล?” ลูเมี่ยนทำสีหน้า ‘สนใจใคร่รู้’ ทันที “ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘เทพสุริยันบรรพกาล’ หรือไม่?”
“รู้จักสิ”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านช่วยเล่าเรื่องราวของพระองค์ให้ฟังได้หรือไม่? องค์เทพที่ผมนับถืออยู่ตอนนี้ อาจเป็นพระองค์ที่ฟื้นคืนชีพกลับมา” ลูเมี่ยนฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสองแถว “ถ้าท่านยอมเล่า ผมจะถือว่ามันคือค่าตอบแทนของฝั่งผม แต่ท่านต้องจ่ายก่อน พวกเราจึงจะยอมรับข้อเสนอ อย่าคิดจะแต่งเรื่องเชียวล่ะ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการดูหมิ่นพระองค์”
นาโปริดิสลีแน่นิ่งไปทันที ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ก็อย่างที่เพิ่งแจ้งไป บางสิ่งข้าก็ทำไม่ได้ นี่คือหนึ่งในนั้น”
เจอกับพวกถ่อมตัวแบบนี้ วาทศิลป์ล่อหลอกไม่ได้ผลแฮะ…ลูเมี่ยนถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเหลียวไปทางฟรังก้า เพื่อถามเธอด้วยสายตาว่า อยากจะถือโอกาสนี้ ‘จ่ายหนี้’ จากการใช้ ‘กล่องมืดแห่งอำนาจ’ หรือไม่
ฟรังก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังนาโปริดิสลีที่นั่งอย่างสง่าผ่าเผยแล้วเอ่ยปาก
“ท่านแจ้งเนื้อหาของข้อตกลงมาก่อน แล้วข้าจะตัดสินใจ”
นาโปริดิสลียิ้มอ่อน
“ตัดสินใจได้ฉลาดมาก”
“ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยสังหารทายาทของมารอีกตนหนึ่ง เป้าหมายอาศัยอยู่สักแห่งหนึ่งในทะเลคลั่ง วางใจเถิด ทายาทของมารล้วนโหดเหี้ยม ทารุณ กระหายเลือด สำหรับพวกเจ้าแล้ว เป้าหมายเข้าข่ายผู้สมควรถูกประหารแน่นอน”
“แล้วเหตุใดท่านไม่จัดการเอง?” ฟรังก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ท่านก็ดูแข็งแกร่งพอตัวนี่”
เพราะถูกผนึกอยู่?
หรือว่า ไม่สามารถออกจากนรกได้ จึงทำได้เพียงฉายภาพจำลองมายังร่างมนุษย์ อีกทั้งยังไม่อาจคงสภาพได้นาน?
นาโปริดิสลีตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย
“การเคลื่อนไหวใดๆ ของข้า ล้วนจะดึงดูดความสนใจของมารอีกตนนั่น”
“ค่าตอบแทนสำหรับข้อตกลงครั้งนี้คือ ข้าจะสนองความปรารถนาหนึ่งอย่างของพวกเจ้า แต่ต้องเป็นความปรารถนาที่ข้าสามารถทำได้ ตามที่เคยแจ้งไว้แล้ว”
“ท่านช่วยย่อยโอสถให้ผมกับเธอได้ไหม?” ลูเมี่ยนถามอย่างรอบคอบ
“แน่นอน ข้าสามารถสร้างเงื่อนไขหรือโอกาสบางอย่าง เพื่อช่วยให้พวกเจ้าย่อยโอสถสำเร็จโดยอ้อม แต่จะคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเอง”
ค่อนข้างจริงใจ…ฟรังก้ารำพันเงียบ
ทันใดนั้น เธอเผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“ว่ากันตามตรง ฉันสนใจข้อตกลงนี้ เพียงแต่ต้องการพยานที่น่าเชื่อถือและทรงพลัง”
หมายเหตุ 1: แรงบันดาลใจของ ‘คาถามหาเสน่ห์’ ในบทก่อนหน้านี้ อ้างอิงมาจากโลกความเป็นจริง ซึ่งข้าพเจ้าเคยแบ่งปันเอาไว้ในบัญชี WeChat สาธารณะของตัวเอง — นามลับของเทพีอโฟรไดต์คือ ‘Nepherieri’ ซึ่งแปลว่า ‘ดวงเนตรอันงดงาม’ การท่องคาถานี้ซ้ำๆ สามารถชนะใจสตรีได้ เมื่อข้าพเจ้าค้นพบข้อมูลดังกล่าว ก็รู้สึกว่ามันช่างชั่วร้ายไม่เบา จึงยืมมาใช้โดยดัดแปลงการออกเสียงเล็กน้อย
……………………………………………………..