ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 618 ‘พิธีทำนาย’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 618 ‘พิธีทำนาย’
ตอนที่ 618 ‘พิธีทำนาย’
ได้ฟังคำขอของฟรังก้า นาโปริดิสลีส่ายหน้าแผ่วเบา
“เจ้าสามารถร้องขอให้เทพเจ้าที่เจ้าศรัทธา เป็นสักขีพยานขณะลงนามสัญญาได้ แต่ข้าไม่ต้องการให้มีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วย”
กล่าวถึงตรงนี้ นาโปริดิสลีก็ยิ้มออกมา
“ข้าเป็นมาร ย่อมต้องหวาดระแวงเป็นธรรมดา เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อของผู้อื่น”
อนุญาตให้เอ่ยนามของเทพ เพื่อเป็นสักขีพยานขณะลงนามสัญญา? ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้าหรือลูเมี่ยน ต่างก็เริ่มคล้อยตามทันที
หากพวกเขาเป็นเพียงผู้วิเศษธรรมดาที่ศรัทธาต่อ ‘สุริยันเจิดจรัส’ หรือ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ ลำพังการเอ่ยนามองค์เทพเพื่อเป็นสักขีพยานในสัญญา คงแทบไม่เกิดผลใดในเชิงรูปธรรม อย่างมากแค่การปลอบประโลมทางใจ เพราะหากยังขาดพิธีกรรมซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เทพแท้จริงมักไม่ทอดสายตามายังโลกความจริง มายังผู้วิเศษสามัญ หรือมายังเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
ทว่าลูเมี่ยนกับฟรังก้าคืออาร์คาน่าเล็กแห่งชุมนุมทาโรต์ ผู้ติดตามมิสเตอร์ฟูล ผู้ทรงศักดิ์อันยิ่งใหญ่ แม้เพียงแค่เอ่ยนามของพระองค์ออกมา ก็ย่อมได้รับการเหลียวแลในระดับหนึ่ง
ฟรังก้ารู้สึกตื่นเต้นยินดีโดยพลัน เริ่มอยากจะทำข้อตกลงกับมารภายใต้สายพระเนตรของมิสเตอร์ฟูล เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ไม่อาจได้รับในยามปกติ
นาโปริดิสลีเน้นย้ำอีกครั้ง
“นี่เป็นข้อตกลงที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการบังคับขู่เข็ญใดๆ ทั้งต่อเจ้าและต่อข้า หากทางนั้นยืนกรานว่าจะต้องมีสักขีพยานผู้ทรงพลังอยู่ด้วย ข้าก็ขอถอนตัว”
ขณะที่ลูเมี่ยนเตรียมจะเอ่ยปากว่า ลองดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย เสียงอันน่าขามเกรงของเทอร์มีโพลอสก็พลันดังขึ้นข้างหู
“อย่าตอบตกลงจะดีกว่านะ”
“แม้แต่การรับปากส่งๆ ก็ไม่ควร”
ลูเมี่ยนชะงักงันทันที ไม่คาดคิดว่าเทอร์มีโพลอส เทวทูตแห่งชะตากรรม จะเอ่ยปากเตือนในเรื่องนี้
เด็กหนุ่มตื่นตัวขึ้นมาทันที โดยไม่มัวไตร่ตรองว่าเทอร์มีโพลอสตักเตือนด้วยเจตนาอันใด เขารีบทบทวนพฤติกรรมของนาโปริดิสลีโดยละเอียดนับตั้งแต่ปรากฏตัว รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดของตน
ยิ่งคิด ลูเมี่ยนก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น เพราะในทีแรก ตนกับฟรังก้าตั้งใจจะ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปทันที เพื่อหาผู้ช่วยเหลือ แต่แล้วกลับตัดสินใจรับฟังคำพูดของนาโปริดิสลี เผื่อว่าจะมีประโยชน์ให้ใช้สอยในภายหลัง จากนั้น ความรู้สึก ‘อยากทำข้อตกลง’ ก็เพิ่มขึ้นทีละนิด เพียงแต่ยังต้องการให้ ‘ผู้ตัดสิน’ ลำดับสูงอย่างมาดามจัดจ์เมนต์ ช่วยเป็นสักขีพยานให้ จนกระทั่งเมื่อครู่ เพียงเพื่อให้ได้บรรลุข้อตกลง แม้แต่สักขีพยานก็ไม่จำเป็นต้องมีแล้ว ถึงกับเชื่อมั่นว่าตนจะปลอดภัยเพียงเพราะได้เอ่ยนามขององค์เทพ
หลอกล่อไปทีละขั้น เอนเอียงไปทีละนิด…ฟังดูคล้ายๆ กับที่นาโปริดิสลีเคยกล่าวไว้ เรื่องที่เหยื่อค่อยๆ เสื่อมทราม วิญญาณค่อยๆ เน่าเปื่อย จนในที่สุดก็ดำดิ่งลงสู่นรก…มันยังบอกด้วยว่า มารไม่เพียงแต่เป็นมารทางกาย แต่ยังต้องเป็นมารทางใจด้วย…ลูเมี่ยนพลันได้สติ พบว่าตนกับฟรังก้าอาจถูกนาโปริดิสลีแอบล้างสมองเข้าแล้ว ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับการชี้นำของ ‘ผู้ชม’ ที่แทบไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ยกเว้นจะตรวจสอบด้วยเทคนิคที่อ็องโตนีสอนมา
เมื่อเห็นว่าฟรังก้ายังจะพอควบคุมความตื่นเต้นได้อยู่ สายตาเหลือบมองมาทางตนเพื่อขอความคิดเห็น ลูเมี่ยนจึงรีบเค้นสมองไตร่ตรอง ก่อนจะยกมุมปากขึ้น แล้วกล่าวกับนาโปริดิสลี
“ไม่จำเป็นต้องมีสักขีพยานก็ได้ แต่ผมขอยืนยันเรื่องหนึ่งก่อน”
“เรื่องอะไรหรือ?” นาโปริดิสลีถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ท่าทีกลับสงบนิ่ง
ลูเมี่ยนพยักหน้าให้ฟรังก้าเล็กน้อย สื่อเป็นนัยว่า เดี๋ยวตนจัดการที่เหลือเอง
ฟรังก้าพยักหน้ารับเงียบงัน สื่อว่าไม่มีปัญหา
ลูเมี่ยนจึงหันไปกล่าวกับนาโปริดิสลีทันที
“ผมจำเป็นต้องยืนยันว่า ชื่อที่ท่านบอกกล่าวกับเรา ซึ่งก็คือชื่อที่จะใช้ในพันธสัญญา เป็นนามแท้ของท่านจริงๆ”
เด็กหนุ่มจงใจไม่พูดคำว่า ‘นาโปริดิสลี’ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมา
นาโปริดิสลีเผยสีหน้าครุ่นคิด ผ่านไปหลายวินาทีจึงเอ่ยตอบ
“ตกลง”
“ในฐานะมาร ข้าไม่ชอบใจนักหรอก แต่ก็ขอชื่นชมในความรอบคอบของเจ้า”
ลูเมี่ยนยังคงรักษารอยยิ้มบางๆ ตรงมุมปาก
“วิธียืนยันคือการ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ และเพื่อให้การทำนายได้ผลแม่นยำ พวกเราจะประกอบพิธีกรรมเพื่อแสวงหาคำตอบจากองค์ซ่อนเร้นผู้หนึ่ง”
“ท่านคงทราบดี เพื่อนของผมเป็นนางมาร ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก”
ขณะพูด ลูเมี่ยนชี้ไปทางฟรังก้า
จริงด้วย…ควรยืนยันให้แน่ชัดเสียก่อนว่า ‘นาโปริดิสลี’ เป็นนามแท้ของมารตนนี้หรือไม่ หากไม่แล้ว พันธสัญญาก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไป…ฟรังก้าเพิ่งจะได้สติ จึงเริ่มตระหนักว่าเมื่อสักครู่นี้ ตนกระตือรือร้นที่จะบรรลุข้อตกลงมากเกินไป จนละเลยรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจก่อปัญหาในหลายประเด็น
นาโปริดิสลีครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ตกลง แต่ระหว่างที่พวกเจ้าประกอบพิธีกรรม ข้าต้องคอยจับตามองอยู่ใน ‘กำแพงวิญญาณ’ ด้วย”
“นี่คือความระแวงของมาร ด้วยเกรงว่าพวกเจ้าจะฉวยโอกาสขณะ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ เพื่อแจ้งสถานการณ์ให้กับศัตรูบางรายของเหล่ามาร”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส “เพื่อให้การทำนายแม่นยำ ผมอยากให้ท่านช่วยเขียนชื่อจริงลงบนกระดาษโน้ตแผ่นนี้ แล้วนำบันทึกโบราณจากห้องฝั่งตรงข้ามมาด้วย เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการทำนายร่วมกัน”
นาโปริดิสลีรู้จักเทคนิคการทำนายด้วยกระจกวิเศษอย่างลึกซึ้ง จึงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มว่า
“ไม่มีปัญหา”
เขาลุกออกจากเก้าอี้ รับกระดาษโน้ตไปจากมือของลูเมี่ยน แล้วใช้ปากกาหมึกซึมที่ฟลอเรสพกติดตัวเขียนถ้อยคำอันซับซ้อน ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาใด แต่ออกเสียงว่า ‘นาโปริดิสลี’
ถัดมา ตัวตนอันชั่วร้ายที่อ้างว่าเป็นมารรายนี้ เดินกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่ฟลอเรสเช่าอยู่ นำบันทึกโบราณพร้อมกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งย้อนกลับมา
ลูเมี่ยนได้จัดเตรียมพิธีกรรมอย่างเรียบง่ายรอไว้แล้ว โดยวางเทียนสามเล่มกับกระจกบานหนึ่งลงบนโต๊ะว่างๆ
โดยก่อนที่นาโปริดิสลีจะกลับมาถึง ฟรังก้าเดินเข้ามาใกล้ลูเมี่ยนแล้วกระซิบถาม
“ในบรรดาเป้าหมายการวิงวอนที่ใช้บ่อยๆ ให้ฉันเลือกอันไหน?”
ลูเมี่ยนส่ายหน้า บ่งบอกว่าไม่ใช่ แล้วเอ่ยคำหนึ่งเสียงเบา
“เขา”
คำสรรพนามอันเรียบง่าย สำหรับเรียกบุคคลที่สามซึ่งเป็นเพศชาย
ม่านตาของฟรังก้าพลันขยายกว้าง เธอเข้าใจโดยปริยายว่าลูเมี่ยนหมายถึงใคร
มันชัดเจนในตัวเองโดยไม่ต้องพูดออกมา!
เมื่อนาโปริดิสลียื่นบันทึกโบราณมาให้ ฟรังก้าก็ยิ้มกรุ้มกริ่มคล้ายกับมีความสุข พลางเอ่ยออกไปว่า
“ในเมื่อมารคงเป็นสิ่งมีชีวิตแฝงเทวบารมีระดับสูง ทางนี้ก็ไม่ควรประมาทเช่นกัน ดังนั้น ฉันจำเป็นต้องขอคำตอบจากสิ่งมีชีวิตศักดิ์สูง โดยระหว่างพิธี ความช่วยเหลือจากพวกพ้องคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ หวังว่าท่านจะเข้าใจและยอมรับในบางเรื่องที่กำลังจะได้เห็นถัดจากนี้ หากท่านไม่เต็มใจ พวกเราก็ยินดียกเลิกข้อตกลง”
เธอไม่ได้พูดอย่างหนักแน่นนัก ทำให้ตัวเลือก ‘ยกเลิกข้อตกลง’ ดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองมากกว่า
นาโปริดิสลียิ้มพลางเอ่ยปาก
“ไม่มีปัญหา ข้าเคยเห็นพิธีกรรมประหลาดๆ มานับไม่ถ้วนแล้ว”
ความหมายแฝงของเขาคือ หากพิธีกรรมของพวกเจ้ามีปัญหาจริง ข้าจะรู้ได้ทันทีแน่นอน
ฟรังก้าเริ่มประกอบพิธีชำระล้างกริชเงิน แล้วลงมือสร้างกำแพงวิญญาณ ส่วนลูเมี่ยนก็ช่วยวางบันทึกโบราณกับกระดาษโน้ตที่มีชื่อจริงของมาร ลงตรงหน้ากระจกกับเทียนไขที่จุดแล้ว พร้อมกับใช้เลือดของการ์ดเนอร์·มาร์ติน ซึ่งอุดมไปด้วยพลังวิญญาณ เพียงสองสามหยด เพื่อวาดสัญลักษณ์อันซับซ้อนและแปลกประหลาด
นาโปริดิสลียืนห่างออกไปหลายเมตร มองดูสัญลักษณ์เหล่านั้น พลางพึมพำแผ่วเบาว่า
“แสวงหาการชี้นำจากโชคชะตา…พวกเจ้าจะขอคำตอบจากสิ่งมีชีวิตในขอบเขตนี้หรือ?”
ลูเมี่ยนถือโอกาสหันกลับมา พลางเอ่ยถามออกไป
“ต้องทำยังไงซาร่าถึงจะเลิกหลงฟลอเรสหัวปักหัวปำ?”
นาโปริดิสลียิ้มอย่างมีเลศนัย
“หากไม่ตายไปทั้งคู่ ก็ต้องได้รับความยินยอมจากข้า”
หลังจากตระเตรียมพิธีกรรมเสร็จ ฟรังก้าก็ถอยหลังสองก้าว มองดูเทียนที่ลุกไหม้ทั้งสามเล่ม รวมถึงกระจกแต่งหน้าบานเท่าฝ่ามือ แล้วเริ่มสวดพระนามด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
เมื่อได้ยินนิยามดังกล่าว สีหน้าของนาโปริดิสลีก็พลันแปรเปลี่ยน
ดวงตาของเขากำลังจะสะท้อนภาพของลูเมี่ยนกับฟรังก้า เพื่อจุดชนวนแรงกระหายกับอารมณ์ของพวกเขา แต่กลับพบว่ารอบๆ กายถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาจางๆ จนเป้าหมายทั้งสองดูพร่าเลือน ยากที่จะระบุตำแหน่งแน่ชัด
ลูเมี่ยนจับแขนของฟรังก้าไว้
ในศาสตร์เร้นลับ นี่หมายถึงผู้ร่วมพิธีทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน
แน่นอนว่า เงื่อนไขคือผู้ประกอบพิธีเดิมต้องไม่ต่อต้าน
ลูเมี่ยนรับช่วงตำแหน่งผู้ประกอบพิธี แล้วกล่าวนิยามสองวรรคถัดไป
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
หมอกสีเทาหนาแน่นขึ้นทันที นาโปริดิสลีผู้ควบคุมร่างของฟลอเรสอยู่ พลันแผ่บรรยากาศอันน่าขนลุกออกมา
เขาพยายามฝ่าออกจากแท่นบูชา พุ่งผ่าน ‘กำแพงวิญญาณ’ ออกไป แต่กลับถูกหมอกสีเทาผลักกลับมา
ลูเมี่ยนย่างไปข้างหน้าสองก้าว นำกระดาษโน้ตที่เขียนชื่อจริงเข้าใกล้เทียนไขตัวแทนผู้ประกอบพิธี จากนั้นก็เผามัน สะบัดสามครั้ง แล้วโรยขี้เถ้าลงบนบันทึกโบราณ
เมื่อเตรียมการเสร็จ ลูเมี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“ข้าวิงวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน”
“ขอให้ท่านช่วยขับไล่สิ่งมีชีวิตนามว่านาโปริดิสลี…”
นาโปริดิสลีผู้ควบคุมร่างของฟลอเรส อ้าปากพร้อมกับแผดเสียงกรีดร้องแหลมสูง
ในขณะเดียวกัน รอบหูของลูเมี่ยนกับฟรังก้าก็มีเสียงเพรียกอันเต็มไปด้วยความสกปรก เสื่อมทราม และชั่วร้ายดังก้องกังวาน ทุกคำพูดราวกับสามารถทำลายจิตใจ แปรเปลี่ยนร่างกาย และบ่อนทำลายวิญญาณของพวกเขา
แต่ภายใต้การคุ้มครองของพิธีกรรม รวมถึงอำนาจของหมอกสีเทาหลายชั้น คำพูดเหล่านั้นดังแว่วประหนึ่งมีแหล่งกำเนิดจากสุดขอบฟ้า ไม่ว่าลูเมี่ยนกับฟรังก้าจะตั้งใจฟังสักเพียงใด ก็ไม่มีทางได้ยินเนื้อหาอย่างชัดเจน
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอันแผ่วเบา แก๊สสีดำสนิทพวยพุ่งออกจากร่างของฟลอเรส แล้วเริ่มจางลงในทันที
บนพื้นผิวของกลุ่มแก๊สสีดำสนิทเต็มไปด้วยใบหน้ามนุษย์ พวกมันพะงาบปากไม่หยุด สาปแช่งลูเมี่ยนกับฟรังก้าอย่างบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายก็ละลายหายไปในหมอกสีเทาอย่างไม่อาจต้านทาน
เพียงไม่กี่วินาที แก๊สสีดำสนิทก็มลายหายจนหมดสิ้น ฟลอเรสกลับมามีบุคลิกและสีหน้าแววตาตามปกติ
ศาสตร์ไล่ผี!
เพียงไม่กี่วันหลังจากคราวก่อน ลูเมี่ยนได้ใช้ ‘ศาสตร์ไล่ผี’ อีกครั้ง!
ตามการประเมินของเด็กหนุ่ม นาโปริดิสลีที่ซ่อนร่างจริงไว้ที่ใดสักแห่ง พลางส่งพลังมาควบคุมร่างของฟลอเรส มีสถานะใกล้เคียงกับวิญญาณอาฆาตหรือวิญญาณมารขณะสิงสู่ร่างของเหยื่อ
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุด กลับเป็นเรื่องที่ชื่อ ‘นาโปริดิสลี’ ดันใช้ได้ผล!
แต่แน่นอน ต่อให้นั่นมิใช่ชื่อจริงของอีกฝ่าย จน ‘ศาสตร์ไล่ผี’ ไม่ส่งผลกับนาโปริดิสลี ทว่าหลังจากสวดพระนามสามท่อนของมิสเตอร์ฟูลจบครบถ้วน ลูเมี่ยนยังคงสามารถใช้อำนาจของหมอกสีเทา รวมถึงการจ้องมองของสิ่งมีชีวิตอันยิ่งใหญ่ เพื่อข่มขู่มารตนดังกล่าวจนมันเผ่นหนีไป
ในคราวนี้ ผู้ที่ตอบสนองเด็กหนุ่มมิใช่ตราผนึกของมิสเตอร์ฟูลบนหน้าอก หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตอันยิ่งใหญ่โดยตรง!
ลูเมี่ยนฝืนยิ้มออกมา พลางกล่าวกับฟรังก้า
“ไอ้ตัวนี้ยังสู้บุตรแห่งเทพล่องหนของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ไม่ได้เลย”
แม้ว่าคำสาปแช่งอันบ้าคลั่งของนาโปริดิสลีก่อน ‘จากไป’ จะส่งอิทธิพลต่อแรงกระหายและอารมณ์ของเด็กหนุ่ม จนต้องพึ่งพาคุณสมบัติความอดทนของ ‘นักพรต’ เพื่อฝืนอดกลั้น แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับบุตรแห่งเทพล่องหน ซึ่งสามารถทะลุทะลวงหมอกสีเทาที่ปกป้องผู้ประกอบพิธีได้บางส่วน แล้วสร้างอิทธิพลเสมือนการ ‘ทะลวงจิต’ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ฟรังก้าไม่ตอบ เพียงจ้องมองกระจกแต่งหน้าที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบพิธีด้วยสายตาเหม่อลอย
ภายในกระจก หมอกบางๆ กำลังแผ่ขยาย โดยมีร่างหนึ่งกำลังเดินมาแต่ไกลอย่างรางเลือน
……………………………………………………..