ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 620 ความผิดปกติในนรก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 620 ความผิดปกติในนรก
ตอนที่ 620 ความผิดปกติในนรก
“จากบรรดาตำนานปีศาจในสมุด จะมีเรื่องไหนจริงบ้างไหม?” ลูเมี่ยนรับสมุดบันทึกปกเหลืองซีดกับกระดาษกระดำกระด่างมาถือ พลางพลิกอ่านผ่านๆ สองสามหน้า
ฟรังก้าส่งเสียง ‘อืม’ ในลำคอก่อนเอ่ยว่า
“ในโลกที่มีพลังวิเศษ ในโลกที่มี ‘มาร’ กับ ‘ปีศาจ’ ตัวจริงเสียงจริงแบบนี้ ย่อมต้องมีตำนานจริงปะปนอยู่แน่นอน หรือบางตำนานก็อาจมีต้นกำเนิดจากเค้าโครงเรื่องจริง คุณว่า นาโป…เอ่อ…มารที่อ้างว่าเป็นมารบรรพกาลนั่น จะเป็นตัวเอกในตำนานสักเรื่องบ้างไหม? ส่วนมารบนเกาะฮันต์คือศัตรูคู่อาฆาตของมัน ทั้งสองปลอมตัวเป็นมนุษย์ ดำรงชีวิตบนโลกความจริง โดยโกหกว่าอีกฝ่ายเป็นทายาทมาร หลอกล่อให้พวกเราออกผจญภัย เพื่อบรรลุจุดประสงค์บางอย่าง?”
“ก็อาจจะ” ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าว “เรื่องที่เกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตระดับสูงแบบนี้ พวกเราอย่าทึกทักเอาเองเลย ควรส่งจดหมายไปรายงานมาดามเมจิกเชี่ยนมากกว่า”
ฟรังก้าเหลือบมองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนหลุดขำพลางเอ่ยปาก
“คุณนี่เชี่ยวชาญการทำงานแบบมีลำดับชั้นจริงๆ”
“แต่ก็…สมเหตุสมผลแล้วล่ะ พวกเรารู้จักมารแท้ๆ น้อยเกินไป การเดาสุ่มรังแต่จะเสียเวลาเปล่า”
เธอชี้ไปทางสมุดบันทึกเล่มนั้น พลางเอ่ยปาก
“ลายมือในสมุดแตกต่างจากกระดาษที่เขียน ‘คาถามหาเสน่ห์’ อยู่มาก ไม่ใช่ผู้เขียนคนเดียวกัน”
ลูเมี่ยนนั่งลงตรงโต๊ะเขียนหนังสือ คลี่กระดาษออก แล้วเริ่มร่างจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน ระหว่างที่กำลังพินิจถ้อยคำอย่างรอบคอบ ก็ตอบรับคำพูดของฟรังก้าไปพร้อมกัน
“ในสมุดบันทึกนั่น มีคำที่หมายถึง ‘คาถามหาเสน่ห์’ เขียนอยู่บ้างไหม?”
“ฉันลองพลิกอ่านเร็วๆ ดูแล้ว แต่ไม่เจอเลย” ฟรังก้าตอบอย่างหนักแน่น
ลูเมี่ยนครุ่นคิดก่อนเอ่ยปาก
“มีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่ง มารนั่นอาศัยผู้ที่ตนควบคุมอยู่ ช่วยสอด ‘คาถามหาเสน่ห์’ ลงไปในสมุดบันทึกที่บรรจุตำนานมารและปีศาจเล่มนี้ หวังให้มันแพร่กระจายออกไปอย่างเงียบเชียบ ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นวงกว้าง สอง ผู้ที่เคยอ่านสมุดบันทึกเล่มนี้ ได้รับอิทธิพลจากมารตนนั้นโดยไม่รู้ตัว ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า ‘วิวรณ์’ จึงทำการบันทึก ‘คาถามหาเสน่ห์’ ลงไปพร้อมคำอธิบาย”
“ศาสตร์เร้นลับช่างน่าพรั่นพรึงจริงๆ…” ฟรังก้าฟังแล้วอดรำพึงมิได้
ลูเมี่ยนใช้เวลาไม่นานก็เขียนจดหมายเสร็จ จึงส่งสมุดบันทึกโบราณเล่มดังกล่าว พร้อมกับกระดาษที่จารึก ‘คาถามหาเสน่ห์’ ไปให้มาดามเมจิกเชี่ยน
ระหว่างรอคำตอบ ฟรังก้ากับลูเมี่ยนก็เสวนาเกี่ยวกับตำนานมารแห่งเกาะฮันต์ในทะเลคลั่ง
สามสิบปีหลังจากจักรพรรดิโรซายล์ค้นพบเส้นทางเดินเรือปลอดภัยสู่ทวีปใต้ บนเกาะฮันต์ซึ่งตกเป็นอาณานิคมแล้วนั้น เกิดเหตุการณ์ปริศนาที่ทั้งชาวอาณานิคมและชนพื้นเมืองทยอยเสียชีวิตอย่างน่าพิศวง อีกทั้งยังมีพยานผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวอ้างว่า ในป่าบนเกาะมีหุบเขาที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟกำมะถัน ยามราตรีมีปีศาจสีดำสนิทมีเขาแพะ โผบินวนเวียนในบริเวณใกล้เคียง
ในภายหลัง เมื่อทางการเข้ามาควบคุม การเสียชีวิตอย่างลึกลับก็ไม่เกิดขึ้นอีก เจ้าของสมุดบันทึกตำนานเล่มนี้ได้ลองออกตามหาหุบเขาที่ถูกกล่าวขานว่าลุกไหม้ด้วยเปลวไฟกำมะถันในป่า แม้จะลองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยพบเห็นเลย
ขณะที่สนทนาเรื่อยเปื่อย เวลาก็ล่วงเลยไปนาทีแล้วนาทีเล่า ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ นำจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยนมาส่ง พร้อมกับสมุดบันทึกโบราณและกระดาษจารึก ‘คาถามหาเสน่ห์’
ลูเมี่ยนอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงแก๊สบนผนัง เริ่มอ่านจดหมายฉบับนั้นทันที ทางฟรังก้าก็ไม่เกรงใจแต่อย่างใด เลื่อนศีรษะเข้ามาชะโงกอ่านด้วย
“ลำพังการอาศัยชื่อ ‘นาโปริดิสลี’ แล้วขับไล่มันไปได้ ยังไม่อาจตัดสินได้ว่า นั่นคือนามแท้จริงของมัน”
“สาเหตุที่ขับไล่สำเร็จ ก็เพราะมีบางช่วงเวลาที่มันยอมรับว่านั่นคือนามแท้ของตัวเอง ถึงจะเป็นเพียงการโกหก แต่ในบางครั้ง ‘การยอมรับว่าจริง’ ก็สามารถเปลี่ยนเรื่องเท็จให้กลายเป็นจริงได้เช่นกัน จนเกิดการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับ นี่คือหนึ่งในอำนาจของมิสเตอร์ฟูล อามุนด์ในอดีตก็สามารถทำได้เช่นกัน”
“เนื่องจากพวกเธอวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลโดยตรง เพื่ออาศัยพลังของพระองค์ช่วยขับไล่ ‘นาโปริดิสลี’ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนามแท้จริงหรือไม่ ก็มิได้สลักสำคัญแต่อย่างใด แทบไม่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์สุดท้ายเลย”
“พอจะเข้าใจบ้างหรือยัง? คำเตือนของเทอร์มีโพลอสนั้นถูกต้อง แม้แต่การรับปากอย่างเสแสร้งก็ต้องระมัดระวัง”
“หากมันเป็นมารจริง และนามแท้จริงคือ ‘นาโปริดิสลี’ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อน เพราะนับแต่ยุคที่ห้าเป็นต้นมา ‘มาร’ ที่ปรากฏบนโลกมนุษย์ล้วนอยู่ในรูปของสมบัติปิดผนึก หรือไม่ก็ต้องสังกัดหนึ่งในสามตระกูลนี้ อันได้แก่ อันเดอราธ บีเลียล และนอร์ธ ‘มาร’ ที่นามแท้จริงปราศจากนามสกุล มักเป็นมารบรรพกาล หรือมาจากนรกอันเป็นที่อยู่ของเหล่ามารและปีศาจ ส่วนสภาวะของนรกในปัจจุบันเป็นเช่นไร ในไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ได้เคยกล่าวถึงไว้บ้าง”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็เอียงศีรษะไปทางฟรังก้า
เด็กหนุ่มมักเห็นผู้อื่นแลกเปลี่ยนไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ในสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกอยู่เสมอ ในยามที่สมาชิกวันเอพริลฟูลยังคึกคัก พวกเขาถึงกับนำส่วนที่ชวนขบขันมาอ่านกันต่อหน้าธารกำนัล ทว่าเด็กหนุ่มเพิ่งเข้าร่วมองค์กรข้ามโลกนี้ได้เพียงไม่กี่เดือน จึงไม่อาจล่วงรู้ถึงบันทึกที่แปลไว้ก่อนหน้า ไม่ทราบว่าจักรพรรดิได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับนรกไว้อย่างไรบ้าง
ฟรังก้าเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“จักรพรรดิโรซายล์ค้นพบประตูสู่นรก และได้สำรวจลึกลงไปอย่างถ้วนถี่”
“สมแล้วที่เป็นจักรพรรดิโรซายล์” ลูเมี่ยนเอ่ยคำสรรเสริญอย่างจริงใจโดยสัญชาตญาณ
บุคคลที่เด็กหนุ่มชื่นชมนั้นมีไม่มาก อาจกล่าวได้ว่าน้อยนิดเหลือเกิน และจักรพรรดิโรซายล์คือหนึ่งในนั้น
เมื่อได้ทราบว่าจักรพรรดิพระองค์นี้เป็นผู้ข้ามโลกเฉกเช่นพี่สาวของตน เขาก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้นอีกหลายส่วน
ฟรังก้ากล่าวต่อไป
“ส่วนของนรกที่จักรพรรดิโรซายล์เคยสำรวจนั้น มารกับปีศาจสูญสิ้นไปแล้ว ไม่หลงเหลือแม้แต่ตนเดียว”
“สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา มีเพียงซากศพหรือไม่ก็ความเงียบงัน”
“สภาพเช่นนี้ทำให้แม้แต่พระองค์ยังรู้สึกหวาดหวั่น จึงไม่กล้าสำรวจให้ครบถ้วน ต้องรีบถอนตัวกลับ”
“สูญสิ้นไปแล้ว?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว “ไอ้ตัว ‘คาถามหาเสน่ห์’ นั่น ถ้าไม่ใช่มาร ก็ต้องเป็นมารบรรพกาลที่มาจากแดนลึกสุดของนรกหรือ?”
เด็กหนุ่มเว้นวรรคชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ
“หากเป็นมารบรรพกาลจริง มันย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า เหตุใดนรกจึงแปรเปลี่ยนไป”
ฟรังก้าพยักหน้าหนักแน่น
สองคนพร้อมใจกันทอดสายตาไปยังส่วนท้ายของจดหมายตอบกลับ
“หวังว่าเธอคงได้รับรู้ถึงสภาพของนรกจาก ‘สองถ้วย’ แล้ว ฉันจึงไม่ขออธิบายซ้ำ กล่าวโดยสรุปคือ นาโปริดิสลีอาจเป็นมารทรงพลังที่รอดพ้นจากการแปรผันของนรก หรือไม่ก็เป็นมารบรรพกาลที่ยังหลงเหลือบนผืนแผ่นดินด้วยเหตุผลบางประการ ในยุคก่อนที่สามตระกูลปีศาจอันได้แก่ นอร์ธ บีเลียล และอันเดอราธจะเริ่มเคลื่อนไหวในทวีปเหนือ โดยมิได้ติดตามเทพบรรพกาลตนหนึ่ง ซึ่งเป็นราชันมารผู้หนีกลับสู่นรก แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ก็ล้วนเกินกำลังพวกเธอทั้งสิ้น อย่าได้คิดเจรจาต่อรองกับมันเป็นอันขาด”
“สำหรับตำนานมารแห่งเกาะฮันต์ หากมีโอกาสก็ลองสืบสาวดูได้ แต่พึงระวังตัวให้มาก”
“จงจำไว้ การกัดกร่อนจากนรกนั้นรุนแรงมาก อาจทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยไม่รู้ตัว ในระยะนี้ พวกเธอต้องหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ทัศนคติ อารมณ์ และความปรารถนาของตนให้ดี หากพบความผิดปกติ ก็จงขอคำยืนยันจาก ‘นักจิตบำบัด’ รอบข้าง ถ้าพบว่าตัวเองปนเปื้อนกลิ่นอายนรกที่ติดมากับนาโปริดิสลี ก็จงเขียนจดหมายแจ้งฉันหรือ ‘จัดจ์เมนต์’ ได้ทุกเมื่อ ทางเราจะส่งผู้เชี่ยวชาญการชำระล้างไปช่วยเหลือ อย่าได้รบกวนมิสเตอร์ฟูลบ่อยนัก”
“อีกประการหนึ่ง สามารถคิดถึงนาม ‘นาโปริดิสลี’ ได้ แต่อย่าเขียน อย่าอ่านออกเสียง”
เมื่ออ่านจดหมายจบ ลูเมี่ยนพึมพำแผ่วเบา
“ดูเหมือนมาดามเมจิกเชี่ยนจะเอนเอียงไปทาง ‘มันคือมาร’ มากกว่าจะเป็นตัวตนซ่อนเร้นอื่นใด”
“ใช่” ฟรังก้าเห็นด้วยอย่างงุนงง “ถ้าบอกว่าไอ้นั่นเป็นมาร ทำไมมันไม่มีลางสังหรณ์อันตรายล่ะ? ถึงกับปล่อยให้พวกเราตระเตรียม ‘ศาสตร์ไล่ผี’ จนเสร็จ…แต่ถ้าบอกว่ามันไม่ใช่ แล้วทำไมถึงสามารถสร้างคลื่นสะเทือน ปลุกเร้าแรงกระหายและอารมณ์ของพวกเราได้ล่ะ? เมื่อครู่ฉันยังเดาว่า มันอาจเป็นตัวตนซ่อนเร้นที่ครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ของเส้นทาง ‘ปีศาจ’ เสียอีก”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“บางที มาดามเมจิกเชี่ยนอาจจะรู้มากกว่าพวกเรา”
“ที่มันไม่ได้รับลางสังหรณ์อันตราย อาจเป็นเพราะร่างแท้มิได้อยู่ใกล้เคียง เพียงแต่ส่งกลิ่นอายกับพลังบางส่วนมาเท่านั้น หรือไม่ก็…ภยันตรายมาจากมิสเตอร์ฟูลโดยตรง จึงไม่อาจรับรู้ได้ด้วยลางสังหรณ์!”
“มีเหตุผล” ฟรังก้าเริ่มประโยคด้วยความเห็นพ้อง แล้วกล่าวต่อด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “คุณรู้สึกบ้างไหม นับตั้งแต่พวกเรากลายเป็นไพ่อาร์คาน่าเล็ก ก็ได้สัมผัสกับส่วนลึกของโลกศาสตร์เร้นลับมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นนิกายนางมาร โลกในกระจก สงครามสี่จักรพรรดิ องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ และคราวนี้ก็มารจากนรก…เมื่อก่อนยามอ่านไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ ฉันมักจะรู้สึกเพียงว่า ‘โลกนี้ก็คงอย่างนี้แหละ’ แต่พอมาถึงปัจจุบัน เนื้อหาในไดอารีกลับปรากฏเป็นจริงอยู่เบื้องหน้าพวกเรา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ โดยมิรอให้ลูเมี่ยนเอ่ยปาก ฟรังก้าก็เสริมด้วยน้ำเสียงเยาะหยันตนเอง
“อย่างเช่น รสชาตินางมารนั้นช่างหอมหวาน”
ลูเมี่ยนหัวเราะเบาๆ
“คุณลองคิดดูใหม่ เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นหลังจากคุณได้เป็นไพ่อาร์คาน่าเล็ก หรือหลังจากได้รู้จักผมกันแน่?”
“เอ่อ…” ฟรังก้ากระตุกมุมปากแผ่วเบา “ก็รู้ตัวนี่!”
…………
เด็กหนุ่มตั้งใจจะสืบสาวตำนานมารนั่น เพื่อแสวงหาโอกาสในการย่อยโอสถ ‘นักวางแผน’ ให้สมบูรณ์
หลังจากหลอกลวงนาโปริดิสลี แล้วขับไล่มันด้วย ‘ศาสตร์ไล่ผี’ ลูเมี่ยนพบว่าการย่อยโอสถของตนพัฒนาไปอีกก้าวใหญ่
หากได้สวมบทบาทดีๆ อีกสักครั้ง เขาคงย่อยโอสถได้ก่อนกำหนด โดยไม่ต้องพึ่งพาพิธีเลื่อนขั้นครั้งสุดท้าย ทำให้สามารถวางแผนถัดไปได้อย่างสุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น
กัปตันเปโดรพร้อมด้วยบุตรสาวคนโตซาร่า รวมถึงเหล่า ‘คนโปรด’ กับ ‘ข้ารับใช้’ ต่างกล่าวขอบคุณลูเมี่ยนอย่างจริงใจ พลางมองดูเด็กหนุ่มพาลูกบุญธรรมกับบ่าวรับใช้เดินขึ้นบันไดเรือ
เมื่อเรือ ‘เบอร์รี’ ออกเดินทาง ‘ข้ารับใช้’ ผู้หนึ่งดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ในที่สุดเขาก็ออกจากเมืองท่าโคเลียเสียที…”
ก่อนที่ซาร่าจะทันได้ถามถึงสาเหตุของคำพร่ำบ่น ‘ข้ารับใช้’ ในชุดนักบวชสีน้ำตาลผู้นี้ก็หันกายมา กล่าวแก่เธอและเปโดรว่า
“จุดพบศพของฟลอเรสบ่งชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวพันกับมารแท้จริงในระดับสูง มิสซาร่า คุณควรพักอยู่กับอารามสักหนึ่งปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง”
ซาร่ารับรู้มานานแล้วจากบิดา ว่าตนฟื้นคืนสติได้ด้วยความช่วยเหลือของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี แต่เพราะมิได้ประสบพบเห็นด้วยตาตัวเอง อีกทั้งไม่มีความรู้สึกร่วม จึงยังขาดประสบการณ์อันเป็นรูปธรรม กระทั่งบัดนี้ เธอจึงถามกลับด้วยอาการประหวั่น
“หนึ่งปี?”
“มารแท้จริง…เป็นตัวอะไรกันแน่?”
‘ข้ารับใช้’ ในชุดนักบวชสีน้ำตาลตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ก็เหมือนกับปีศาจในตำนานที่คุณเคยได้ยินมา หรืออาจร้ายกาจยิ่งกว่านั้น”
“นี่มัน…” ซาร่าเบือนหน้าไปมองบิดา ใบหน้าฉาบล้นไปด้วยความหวาดกลัว งุนงง และไม่อยากเชื่อ
พวกคุณช่วยให้ฉันรอดพ้นจากเงื้อมมือมารแบบนั้นได้ด้วยหรือ?
เปโดรก็ตกตะลึงเช่นกัน
เขาไม่เคยคิดว่า เรื่องของบุตรสาวจะเกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
เปโดรเคยเห็นคลื่นยักษ์ที่นักผจญภัยหลุยส์·แบรีสร้าง จึงพอคาดเดาระดับพลังของอีกฝ่ายได้ แต่นั่นยังห่างไกลจากการได้เห็นฝีมือกับตาตัวเอง รวมถึงการเปรียบเทียบอย่างเป็นรูปธรรม
…………
บนเรือ ‘เบอร์รี’ ภายในห้องชุดเฟิร์สคลาส
ลูเมี่ยนยื่นสมุดบันทึกโบราณกับกระดาษบันทึก ‘คาถามหาเสน่ห์’ ให้ลุดวิก พลางถามด้วยรอยยิ้มว่า
“กินได้ไหม?”
……………………………………………………..