ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 621 เกาะฮันต์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 621 เกาะฮันต์
ตอนที่ 621 เกาะฮันต์
ลุดวิกที่กำลังเพลิดเพลินกับการกินซี่โครงลูกแกะย่าง เหลือบมองสมุดบันทึกโบราณกับกระดาษที่มี ‘คาถามหาเสน่ห์’ เขียนไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก
“ผมบอกได้เพียงอายุของกระดาษ วัตถุดิบ และกรรมวิธีการผลิตเท่านั้น”
ทว่าไม่อาจดูดซับความรู้และเนื้อหาที่ซ่อนอยู่บนนั้นได้
“ช่างเถอะ” ลูเมี่ยนกล่าวอย่างไม่ค่อยผิดหวังนัก พลางชักมือกลับ
เด็กหนุ่มเพียงแค่ ‘ปรึกษา’ ลุดวิกด้วยความคิดทำนองว่า ลองถามดูก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อไม่ได้ผลลัพธ์เพิ่มเติม เขาจึงทรุดกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง อาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่น แล้วเริ่มพลิกอ่านสมุดบันทึกโบราณที่บรรจุตำนานปีศาจมากมายเล่มนั้น
สมุดบันทึกเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่ราบสูงล้วนๆ มิเช่นนั้นแล้ว แม้แต่ฟลอเรสผู้เรียนจบเพียงโรงเรียนสามัญขั้นต้นก็คงอ่านไม่ออก
ลูเมี่ยนอ่านมันราวกับกำลังหมกมุ่นอยู่กับนิยาย พลางพบว่าตำนานบางเรื่องช่างน่าขนลุกยิ่งกว่านิยายสยองขวัญที่วางขายตามท้องตลาดเสียอีก ทำเอาสันหลังถึงกับเย็นวาบ
มีทั้งบทสวดที่ปรากฏเป็นระยะ บางบทดูเหมือนถูกแต่งขึ้นมาส่งๆ โดยคนไม่มีความรู้ แถมยังถูกแก้ไขหลายครั้ง ส่วนบางบทก็อ่านแล้วชวนขนพองสยองเกล้า คล้ายคลึงกับ ‘นาโปริดิสลี’ อยู่บ้าง ลูเมี่ยนถึงกับไม่กล้าอ่านออกเสียง ได้แต่ท่องในใจเท่านั้น
วันแรกของการแล่นเรือ ‘เบอร์รี’ ผ่านพ้นไปอย่างสงบเช่นนี้
ตกดึกสงัด ลูเมี่ยนฝันถึงภาพอันแสนงามตระการตา โดยภาพเหล่านั้นถักทอเป็นเรื่องราวที่ชวนให้แก้มแดงและหูร้อนผ่าว อารมณ์จึงค่อยๆ พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพลันสะดุ้งตื่น พบเห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านม่านเข้ามา นำพาความสว่างจางๆ มาสู่ห้อง
หกโมงเช้าแล้ว
ลูเมี่ยนนอนนิ่งบนเตียง จิตใจหม่นหมองราวกับสูญเสียบางสิ่งไป
ในความฝัน เขาขาดความอดทนอันเป็นคุณสมบัติของ ‘นักพรต’ จึงทำให้บางฉากชวนหลงใหลเป็นพิเศษ
“ฟู่…” ลูเมี่ยนถอนหายใจ แล้วยิ้มเยาะตัวเองพลางกล่าวว่า “เราเกือบลืมไปแล้วว่ามันไม่ใช่พร แต่เป็นคำสาป”
การที่ร่างกายกลับคืนสภาพเดิมดังเช่นเมื่อครั้งผนึกเทอร์มีโพลอสในทุกๆ หกโมงเช้า สำหรับเขาแล้ว ส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับคำว่าไม่กลัวบาดเจ็บสาหัส ไม่หวั่นเกรงการสูญเสียพลัง และมีความสามารถในการเยียวยาตนเอง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดีทั้งสิ้น
แม้ว่าทุกครั้งที่ร่างกายถูกรีเซต เขาจะอดนึกถึงหายนะที่หมู่บ้านกอร์ตูและพี่สาวอย่างโอลัวร์ไม่ได้ แต่ความเจ็บปวดรวดร้าวอันแสนทรมานเหล่านั้น ได้คงอยู่เพียงช่วงก่อนจบการบำบัดจิตใจเท่านั้น ในภายหลัง เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ชาชินและปรับตัว ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงอีกต่อไป เหลือเพียงความเจ็บปวดทื่อๆ และความว่างเปล่าที่ผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราว
ลูเมี่ยนพลิกตัวลงจากเตียง เปิดม่านออก เห็นมหาสมุทรสีครามปรากฏสองสภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทางขวา ท้องทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ตรงจุดบรรจบของผืนนภากับวารี ดวงอาทิตย์สีแดงฉานเพิ่งโผล่ขอบฟ้า ส่วนทางซ้าย หมอกหนาทึบปกคลุม คลื่นแรงซัดสาด ทัศนวิสัยไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตร
เมื่อออกจากห้องนอนใหญ่ ลูเมี่ยนพบว่าลูกาโนตื่นเช้ากว่าปกติมาก กำลังเพ่งพิศทิวทัศน์ทะเลภายนอกเช่นกัน
“อารมณ์ดีนี่” ลูเมี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกเย้า
ลูกาโนยิ้มแหยๆ แล้วตอบ
“ผมเพิ่งเคยมาทะเลคลั่ง รู้สึกตื่นเต้น เลยตื่นเช้ากว่าปกติ”
แล้วเขาก็เสริมว่า
“ยิ่งไปกว่านั้น ผมต้องทำหน้าที่ล่ามของท่านให้ดี จึงต้องรีบเรียนรู้ภาษาตูทานโดยเร็ว”
บนโต๊ะกลางห้อง วางหนังสือภาษาตูทานจำนวนมากที่ลูเมี่ยนเพิ่งซื้อมาจากเมืองท่าโคเลีย เนื่องจากเป็นท่าเรือการค้าหลักที่เชื่อมต่อกับทวีปใต้ ชาวเมืองท่าโคเลียจึงใฝ่เรียนภาษาตูทานกันเป็นปกติ จนกลายเป็นกระแสนิยม มีตำราเรียนหลากหลายที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว รวมถึงมีครูสอนภาษาตูทานที่ให้บริการสอนถึงที่ ลูเมี่ยนจึงหาซื้อตำราเรียนสองชุดที่ครอบคลุมทั้งระดับต้น กลาง และสูง พร้อมแบบฝึกหัดประกอบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ต่างจากตอนอยู่เมืองท่าซานตาซึ่งเขาต้องลงแรงอย่างมาก กว่าจะหาหนังสือที่พอจะใช้ได้สักเล่มสองเล่ม
ลูเมี่ยนปรบมือเบาๆ สองที
“ดีมาก”
ลูกาโนชี้ไปทางครึ่งซีกของทะเลที่มีหมอกและคลื่นลม แล้วเอ่ยปาก
“เมื่อคืนผมได้ยินลูกเรือเล่าว่า แต่ก่อนมีเรือมากมายพยายามสำรวจทะเลในทิศทางนั้น แต่ไม่มีสักลำที่กลับมา ในภายหลัง บางคราวยามราตรี ผู้คนเห็นเรือลำหนึ่งในบรรดาเรือเหล่านั้น แล่นผ่านไปอย่างเงียบเชียบ บนเรือไร้แสงไฟ ริมกราบเรือก็ไร้ผู้คน”
“พวกเขาบอกว่านี่แหละคือทะเลคลั่ง สามารถแล่นเรือได้เฉพาะเส้นทางปลอดภัยเท่านั้น อย่าคิดจะออกนอกเส้นทางที่รู้จัก เพราะส่วนใหญ่แล้วนั่นหมายถึงภยันตรายที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้า และไม่อาจต้านทานได้”
“ท่านดูสิ ทางโน้นดวงอาทิตย์กำลังขึ้น ผิวน้ำราบเรียบมาก แต่หากแล่นออกนอกเส้นทางปลอดภัย ล่วงล้ำเข้าไปในทะเลนั่น ก็อาจได้พานพบพายุใหญ่ในชั่วพริบตา หรือถูกโจมตีด้วยพายุฟ้าคะนอง หรือไม่ก็ถูกดวงอาทิตย์เผาละลาย ระเหิดหายไปเลยก็ได้ ฮ่าๆ เรื่องพวกนี้ฟังจากลูกเรือมา ผมไม่แน่ใจว่าจริงหรือเท็จ”
ลูเมี่ยนพยักหน้าแล้วกล่าว
“ข่าวลือทำนองนี้ พยายามสืบเสาะให้มากเข้าไว้”
ลูกาโนได้รับคำชมจากนายจ้าง สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี รู้สึกว่าตนได้พบทิศทางในการทุ่มเทแล้ว
การเดินเรือในทะเลคลั่งยังคงราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นลูเมี่ยน หรือลุดวิกและลูกาโน ต่างก็ไม่ประสบปัญหาใดๆ
บางครั้ง พวกเขาได้ประจักษ์แก่สายตาถึงพายุฝนที่สามารถทำลายเมืองทั้งเมือง บางคราวได้เห็นปรากฏการณ์สายฟ้าแลบอันน่าพิศวงราวกับป่าแสง บางขณะก็พบว่า ท้องทะเลทั้งผืนไร้ซึ่งปลาสักตัว เงียบสงัดดุจดังโลกแห่งความตายในตำนาน
อาศัยประสบการณ์ของกัปตันเรือ รองกัปตัน และลูกเรือ ‘เรือเบอร์รี’ แล่นตามเส้นทางปลอดภัย ผ่านพ้นบริเวณเหล่านี้ไปได้
หลายวันต่อมา เรือเดินสมุทรพลังงานไอน้ำลำนี้ก็แล่นมาถึงท่าเรือพักเกาะฮันต์ เพื่อเติมถ่านหิน เติมน้ำ ทำความสะอาดเครื่องจักร เสบียงเบียร์อ่อนและอาหารนานาชนิด โดยจะจอดพักนานสองวัน
“ดูเหมือนว่าเกาะนี้จะไม่มีของขึ้นชื่อ” ลูกาโนกล่าวพลางถือคู่มือท่องเที่ยวจากเมืองท่าโคเลียขึ้นมา พลางนึกถึงเรื่องราวที่ได้ยินจากผู้โดยสารและลูกเรือ “แต่ทำเลที่ตั้งถือว่าโดดเด่น อีกทั้งยังมีท่าเรือน้ำลึกตามธรรมชาติ จึงเป็นหนึ่งในท่าเรือหลักสำหรับขนถ่ายสินค้า อยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต”
ของขึ้นชื่อหรือ? มารนับไหม? ลูเมี่ยนครุ่นคิดในใจ พลางหยิบเหรียญทองลิโซสองเหรียญขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ ในมือ
“ฉันจะไปลองไวน์พื้นเมืองดูสักหน่อย”
เด็กหนุ่มมุ่งตรงไปยังบาร์ที่ใหญ่ที่สุดริมท่าเรือ สั่งไวน์แดงท้องถิ่นที่มีชื่อว่า ‘ปาฮา’ หนึ่งแก้ว ซึ่งมีสีแดงเข้มดั่งทับทิมและเนื้อข้นเหนียวหอมกรุ่น
ไม่นานนัก ลูเมี่ยนก็ผูกสนทนากับแขกหลายคนตรงเคาน์เตอร์บาร์ โดยจงใจเอ่ยปากกับชายผู้หนึ่งซึ่งใช้สำเนียงท้องถิ่น
“พอดีผมบังเอิญเจอหญิงงามคนหนึ่งเข้า”
เด็กหนุ่มกล่าวพลางขยิบตา รอยยิ้มของเขาดูกำกวม
“กำลังจะนัดเดตกับเธอในไม่ช้า ท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัดเสียด้วย คุณพอจะเล่าเรื่องสยองขวัญดังๆ ในแถบนี้ให้ฟังสักสองสามเรื่องได้ไหม? อา…ไม่จำเป็นต้องดังมากก็ได้ ขอเพียงน่าสะพรึงกลัวพอ และมีสถานที่ชัดเจน อาทิ มีเหตุการณ์น่าขนพองสยองเกล้าใดเกิดขึ้นในบ้านร้างหลังหนึ่งบนถนนสักสาย ฮ่าๆ ผมจะพาเธอไปเดตแถวนั้น”
ชายท้องถิ่นเจ้าของเคราเปียกชุ่มด้วยน้ำเมา วางแก้วเบียร์ที่ทำจากไม้โอ๊กลง แล้วหัวเราะก้องพลางกล่าวว่า
“ช่างเลวทรามนัก แต่ผมชื่นชมคุณ!”
“สัมพันธ์ระหว่างชายหญิงก็เปรียบดั่งสงคราม เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ไม่ว่าวิธีใดก็ล้วนใช้ได้!”
ชายท้องถิ่นผู้นั้นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก
“ลองพาเธอไปแถวๆ ชายป่านอกเมืองดูก็ได้ คุณก็รู้ ป่ายามค่ำคืนทำให้ผู้คนหวาดกลัวเสมอ อีกทั้ง ในป่าบนเกาะฮันต์ยังซ่อนมารไว้ตนหนึ่ง หรืออาจมากกว่านั้น”
“นับแต่ผมจำความได้ เหล่าบาทหลวงก็คอยเตือนผู้คนอยู่เสมอ อย่าได้ล่วงล้ำเข้าไปในป่าลึก อย่าคิดจะบุกเข้าไปโค่นไม้ในใจกลางเกาะ แถวนั้นเต็มไปด้วยภยันตราย”
“อันตรายแบบใดน่ะหรือ? พวกบาทหลวงไม่ได้บอกไว้หรอกนะ แต่มักจะมีคนมาเล่าให้ฟังว่า คนนั้นคนนี้เคยพบเห็นปีศาจมีเขาแพะ กลิ่นกำมะถันเหม็นเน่าในป่า”
“กล่าวกันว่า บรรดาผู้ที่ได้เห็นปีศาจกับตาตัวเอง ล้วนเสียชีวิตในภายหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ”
“เป็นไงบ้าง? ไม่มีสตรีผู้ใดไม่หวาดกลัวปีศาจ เอ…ไม่สิ เมียของผมไม่กลัวเลย เธอน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก!”
เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับมารบนเกาะฮันต์ ได้แพร่หลายถึงเพียงนี้เลยหรือ? ช่างคล้ายคลึงกับตำนานวิญญาณมงต์ซูรี ทว่าผู้ที่พบเจอวิญญาณมงต์ซูรีอาจถึงแก่ความตายทั้งครอบครัว ส่วนมารบนเกาะฮันต์ดูจะยังคลุมเครืออยู่…ลูเมี่ยนยกแก้วไวน์แดงขึ้น ดื่มอวยพรชายท้องถิ่นผู้นั้น แล้วเอ่ยต่อไป
“ถึงผมจะหน้าตาไม่เลว แต่ก็คงไม่มีสตรีคนใดยอมติดตามไปยังชายป่านอกเมืองในเดตแรกหรอกนะ ยิ่งในยามวิกาลด้วยแล้ว แม้เธอจะไม่กลัวถูกผมทำมิดีมิร้าย แต่ก็ย่อมต้องกังวลอยู่ในทีว่า ผมอาจเป็นอาชญากรที่ชื่นชอบการสังหารสตรี ขอถามใหม่ก็แล้วกัน มีตำนานเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องบ้างไหม? เป็นของเมืองนี้ได้ยิ่งดี”
จากสมุดบันทึกเวทมนตร์ของโอลัวร์ กับข่าวกรองที่รวบรวมได้ในช่วงหลายเดือนหลัง ลูเมี่ยนทราบดีว่าลำดับ 9 ของเส้นทาง ‘ปีศาจ’ คือ ‘อาชญากร’ ลำดับ 8 คือ ‘สัตว์เลือดเย็น’ และลำดับ 7 คือ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’
เพียงแค่ได้ยินชื่อลำดับ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ก็พอจะทราบได้ว่า ผู้วิเศษในลำดับนี้ ไม่ว่าจะรู้จักเทคนิคการสวมบทบาทหรือไม่ ย่อมต้องก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม
แม้ว่ามารบนเกาะฮันต์จะมีลำดับสูงกว่า 7 อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายความว่าได้ก้าวพ้นลำดับ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ มานานแล้ว แต่หากมันมิใช่ผู้ทรงพลังโดยกำเนิด ต้องใช้เวลาไต่เต้าขึ้นมาทีละลำดับ เคยสวมบทบาท ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ มาก่อน โดยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็ควรจะหลงเหลือรสนิยมเก่าๆ อยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา เมื่อได้ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับแรงกระหายบางชนิดแล้ว หากในภายหลังมิได้พยายามเลิกหรือควบคุมอย่างจริงจัง ก็ย่อมต้องหลงเหลือความชื่นชอบในด้านนั้นอยู่แน่นอน
เมื่อมนุษย์สามารถดื่มสุราได้เป็นครั้งคราว มารก็อาจจะฆ่าคนบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อสนองแรงกระหายของฆาตกรต่อเนื่อง
อีกประการหนึ่ง หากภารกิจที่นาโปริดิสลีเสนอมา มิใช่เรื่องแต่งขึ้นเองเพื่อให้บรรลุข้อตกลงด้วยวาจา มารบนเกาะฮันต์หรือทายาทของมัน ก็น่าจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่มนุษย์
ชายท้องถิ่นเจ้าของเคราเปื้อนเบียร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปาก
“ไม่มีฆาตกรต่อเนื่องหรอก เมืองเล็กๆ แบบนี้น่ะ ถ้ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นติดต่อกัน ผู้คนทั้งเมืองก็ต้องรู้กันทั่ว”
เล่ามาถึงตรงนี้ เขาเว้นวรรคชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ
“แต่ทุกปีมีคนหายตัวไปในป่านอกเมือง จะนับว่าเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องได้ไหม?”
…………
ณ กรุงทรีอาร์ ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีได้รวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับโมรัน·อาวินี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบันได้มากพอแล้ว
รวมถึงภาพถ่ายสีหนึ่งภาพ
ในภาพ โมรัน·อาวินีดูสง่างามและมีเสน่ห์แบบชาวอินทิส แม้อายุจะมากแล้ว แต่กลับยิ่งเพิ่มพูนบุคลิกภาพอันน่าประทับใจ
เขามีอายุราวหกสิบ เรือนผมสีดำกลายเป็นขาวโพลนไปแล้ว ใบหน้าได้รูป ดวงตาสีเทาเข้ม รอยย่นระหว่างคิ้วกับจมูกปรากฏชัดเจน
“ดวงตาสีเทาเข้มถือว่าพบได้ยากในหมู่ชาวอินทิส…” ฟรังก้าเอ่ยด้วยอารมณ์ซับซ้อน
เธอกล่าวได้เพียงครึ่งประโยค ก็หยุดชะงักไปกลางคัน
เธอนึกถึงอีกผู้หนึ่งที่มีดวงตาสีเทาเข้ม และอยู่ในอินทิสเช่นกัน
‘นางมารดำ’ แคลริส
……………………………………………………..