ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 622 กลิ่นความตาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 622 กลิ่นความตาย
ตอนที่ 622 กลิ่นความตาย
โดยปกติแล้ว นัยน์ตาสีเทาเข้มมิใช่รายละเอียดที่ควรค่าแก่การใส่ใจ แม้สีตาเช่นนี้จะพบได้น้อยในอินทิส แต่ก็มิได้แปลกประหลาดสำหรับราชอาณาจักรโลเอ็นและดินแดนอื่น ทว่าฟรังก้ากลับรู้สึกได้อย่างแหลมคม ว่ามีข้อมูลสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังนัยน์ตาสีเทาเข้มนี้
โมรัน·อาวินี ผู้ต้องสงสัยว่าเป็น ‘คนในกระจก’ กับ ‘นางมารดำ’ แคลริส ผู้กำลังไล่ล่า ‘คนในกระจก’ อีกทั้งยังเป็นครึ่งเทพแห่งเส้นทาง ‘นางมาร’ ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ ‘โลกในกระจก’ ต่างก็มีดวงตาสีเทาเข้มอันหาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกัน
นี่ไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?
“มีอะไรผิดปกติ?” จินนาเห็นฟรังก้าชะงักไป จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ฟรังก้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่ ‘นางมารดำ’ มีดวงตาสีเดียวกับโมรัน·อาวินี แล้วจึงกล่าวทิ้งท้าย
“แต่ ‘คนในกระจก’ คนก่อนๆ ที่เราเคยพบ ล้วนไม่มีลักษณะแบบนี้เลย”
“อาจเป็น ‘คนในกระจก’ ที่พิเศษกว่าคนอื่น…หรือว่า ‘นางมารดำ’ ก็เป็น ‘คนในกระจก’ ด้วย?” จินนาคาดเดาอย่างกว้างไกล
“เป็นไปไม่ได้” ฟรังก้าปฏิเสธโดยพลัน “เธอยังให้เราสืบหา ‘คนในกระจก’ อา…แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เรื่องโจรเรียกตำรวจมาจับโจรน่ะ พวกเราเคยเห็นกันมานักต่อนักแล้ว”
อ็องโตนีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“หรือนี่คือสัญลักษณ์ของการได้รับมลทินจาก ‘นางมารต้นกำเนิด’ ในโลกกระจก? ‘คนในกระจก’ ที่บรรลุถึงสถานะหนึ่งจะมีดวงตาเช่นนี้ เช่นเดียวกับ ‘นางมาร’ ที่ก้าวขึ้นสู่ลำดับครึ่งเทพ หรือเคยเผชิญกับมลทินมาก่อน?”
“มิใช่” ฟรังก้าครุ่นคิดพลางวิเคราะห์ “โมรัน·อาวินีคนเดิมน่าจะมีดวงตาสีเทาเข้มอยู่แล้ว ‘คนในกระจก’ ที่สวมรอยเขาย่อมไม่อาจเปลี่ยนสีตาโดยไม่ถูกสงสัย กล่าวคือ ‘นางมารดำ’ กับโมรัน·อาวินีคนเดิม อาจสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกัน? ก่อนหน้านี้ฉันเคยคิดว่าเธอสังกัดตระกูลเซารอน เป็นผู้อาวุโสของบราวส์·เซารอน ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลาอบรมนางมารโง่เขลาคนนั้นให้เปลืองแรงแน่ แต่พอมาตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว…”
“ไม่จริงเสมอไป” ฟรังก้ากับจินนาเอ่ยพร้อมกัน
ทุกคนล้วนมีวงศ์ตระกูลทั้งฝ่ายบิดาและมารดา การเป็นคนตระกูลเซารอนมิได้หมายความว่า จะไม่ใช่คนจากตระกูลที่มีดวงตาสีเทาเข้ม!
ฟรังก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ฉันเองก็ไม่ได้รายงานความคืบหน้าการสืบสวน ‘คนในกระจก’ กับ ‘นางมารดำ’ มาสักพักแล้ว พอดีเลย สัปดาห์นี้มีกำหนดต้องเข้าไปหาเธอ ถือโอกาสนี้แจ้งเรื่องของโมรัน·อาวินีไปด้วยเลย”
“ระวังตัวด้วยล่ะ” จินนาเตือนเสียงเบา
ฟรังก้ายกมุมปากขึ้น ยิ้มอย่างสดใสพลางกล่าว
“วางใจเถอะ เธอเป็นคนสั่งให้ฉันสืบหา ‘คนในกระจก’ เอง ย่อมต้องคาดคะเนความเป็นไปได้ต่างๆ เอาไว้แล้ว หากเธอมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับโมรัน·อาวินีจริง หลังจากนี้เราอาจได้เห็นท่านรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ประสบเหตุไม่คาดฝันบางอย่าง แต่หากไม่ใช่ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะขอความช่วยเหลือจากเธอ!”
…………
บนเกาะฮันต์ ลูเมี่ยนย่างกรายไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยความมืดมิดยามราตรี สายลมทะเลที่พัดโชยมาช่วยขับไล่ความอบอ้าว
เด็กหนุ่มเดินอย่างผ่อนคลายมุ่งหน้ากลับสู่ ‘เรือเบอร์รี’
เขาล้วงสองมือใส่กระเป๋า สมองครุ่นคิดอย่างแข็งขัน พยายามจัดระเบียบตำนานและเรื่องเล่าที่เพิ่งรวบรวมมา หวังจะค้นพบร่องรอยของมารตนนั้น
หากมิใช่เพราะมาดามเมจิกเชี่ยนกำชับให้เขาระมัดระวัง และหากมิใช่เพราะนาโปริดิสลี ไม่ยอมเปิดเผยนามและตัวจริงของทายาทมารนั่น ลูเมี่ยนคงจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อโดยไม่ลังเลแล้ว ในสถานการณ์ดังกล่าว เด็กหนุ่มจะแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างโจ่งแจ้ง วางแผนการที่มีโอกาสสำเร็จ เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณการรับรู้อันตรายของมารตนนั้น ให้มันออกมากำจัดภัยคุกคามด้วยตนเอง ทว่าสิ่งที่รอคอยมันอยู่ คือกับดักที่ซ่อนเร้นอย่างแยบยล
“เวลาผ่านไปหนึ่งถึงสองร้อยปีแล้ว นักผจญภัยที่มาสืบสวนตำนานปีศาจก็มิใช่น้อย ศาสนจักรพระแม่ธรณีก็คงพยายามกวาดล้างภัยแฝงอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่กลับยังไม่มีผลลัพธ์ใด การจะค้นหามารตนนั้นด้วยวิธีปกติคงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย…”
“ลองคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง เหตุใดมารนั่นจึงต้องซ่อนตัวอยู่บนเกาะฮันต์ด้วยล่ะ?”
“มันเคยถูกศาสนจักรพระแม่ธรณีกวาดล้างมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุใดยังต้องเสี่ยงอยู่ที่นี่ต่อ?”
“หากเป็นเรา คงย้ายไปตั้งรกรากที่อื่นนานแล้ว ในฐานะมาร มีสถานที่ใดบ้างที่ไม่อาจดำรงชีวิตได้?”
“หากมันคิดว่าตัวเองเป็นวายร้ายปัญญาเลิศ เป็น ‘อาชญากร’ ตัวจริง และอยากเยาะเย้ยเหล่านักบวชแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณีด้วยการเล่นเกมแมวจับหนู แต่เวลาก็ล่วงเลยมานานแล้ว ควรจะเบื่อหน่ายได้แล้วสิ…”
“มีเหตุผลจำเป็นที่มันต้องกบดานอยู่บนเกาะฮันต์?”
“หุบเขาที่มีเพลิงกำมะถันลุกโชนนั่นน่ะหรือ?”
“อีกประการหนึ่ง มารอาจมีชีวิตยืนยาวนับร้อยปี แต่มนุษย์สามัญมิได้เป็นเช่นนั้น หากมารคิดจะแฝงตัวในหมู่บ้านมนุษย์ ก็จำต้องเปลี่ยนตัวตนทุกๆ หลายสิบปี ซึ่งอาจทิ้งร่องรอยไว้ให้สืบค้นได้”
“เกาะฮันต์คือหนึ่งในท่าเรือพักระหว่างเส้นทางการค้าของทวีปเหนือและใต้ ผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานมีอยู่ไม่น้อย มารอาจสร้างตัวตนใหม่ได้โดยง่าย แต่จะให้ตัวตนเดิมจากไปอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างไร?”
“ชาวเกาะที่นี่ล้วนเป็นศาสนิกชนของพระแม่ธรณี เมื่อสิ้นลมหายใจย่อมถูกส่งไปยังวิหารเพื่อรับการปลอบประโลม มารอย่างมันจะกล้าแกล้งตาย จนถึงขั้นรับสายพระเนตรและน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ธรณีเชียวหรือ?”
“อา…การหายสาบสูญ นั่นคือวิธีจัดการที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะออกทะเลผจญภัย หรือหายไปในป่าลึก ล้วนสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาตามหลังได้ดีนักแล”
“ทุกปีจะมีผู้คนหายสาบสูญในป่านอกเมือง…หรือว่ามารจงใจก่อเหตุบางส่วน เพื่อซ่อนเร้น ‘ความตาย’ ของตนไว้ในนั้น?” ลูเมี่ยนเร่งสมองครุ่นคิด ไล่ประมวลการคาดเดาและข้อสันนิษฐานไปทีละหนึ่ง
นี่ถือเป็นการฝึกสมองของ ‘นักวางแผน’ และยังเป็นวิธีย่อยโอสถอีกรูปแบบหนึ่ง
เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจเรื่องราวภาพรวมอย่างคลุมเครือแล้ว
“หากต้องการค้นหามารที่ซ่อนตัวในหมู่มนุษย์ จำเป็นต้องเข้าป่าไปค้นหาหุบเขาลึกลับที่มีเปลวไฟกำมะถันลุกโชน แต่การจะไขความลับของหุบเขาได้ ก็ต้องอาศัยมารตนนั้นช่วย สองเรื่องนี้คงจะเชื่อมโยงกัน ไม่อาจแยกพิจารณาได้”
สำหรับการสืบสวนในวันพรุ่งนี้ ลูเมี่ยนได้วางแผนคร่าวๆ ไว้แล้ว
“ก่อนอื่นก็ต้องเดินสำรวจในป่า ใช้พลังของ ‘นักล่า’ ค้นหาซากศพของผู้สูญหายรายก่อนๆ หากพบหนึ่งหรือสองศพที่ยังพอจะหลงเหลือเนื้อเยื่อให้กัดกิน ก็นำกลับมาให้ลุดวิก ดูว่าผู้ตายเห็นใครเป็นคนสุดท้ายก่อนสิ้นใจ”
“ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเกาะ โดยไม่ให้เป็นที่สังเกตของเหล่านักบวชแห่งพระแม่ธรณี ขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบความผิดปกติรอบข้างเอาไว้ หากตรวจพบ ก็ต้องมาดูกันว่าเป็นความผิดปกติแบบใด…”
ขณะเดินเล่นอย่างเชื่องช้า ลูเมี่ยนเงยหน้าขึ้นโดยพลัน แลเห็นเมฆดำบดบังดวงดาวบนท้องฟ้า
สายฝนกระหน่ำโถมลงมาในชั่วพริบตา
หยาดฝนกระเซ็นเป็นละอองหมอกเบื้องหน้าลูเมี่ยน เนื่องจากไม่ได้พกร่มมา เด็กหนุ่มจำต้องหลบเข้าใต้ชายคาอาคารสามชั้นริมถนน ยืนพิงผนังร้านกาแฟที่ปิดไฟมืดสนิท รอคอยให้พายุฝนสงบลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ผู้คนบนท้องถนนที่มีอยู่ไม่มากนัก ต่างกางร่มที่พกติดตัวขึ้นทันควัน
ลูเมี่ยนอดขำไม่ได้ นึกถึงคำบรรยายลักษณะร่วมของเกาะต่างๆ ในทะเลคลั่งจากคู่มือท่องเที่ยว
สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง อย่าลืมพกร่มหรือหมวกติดตัวเมื่อออกนอกบ้าน
ชัดเจนว่า ลูเมี่ยนมิได้ใส่ใจคำเตือนนี้แต่อย่างใด
เด็กหนุ่มไม่รีบร้อนแต่อย่างใด เพียงยืนพิงกำแพงระหว่างบานหน้าต่างกระจกของร้านกาแฟ เฝ้ามองสายฝนที่หล่นเป็นเส้น เฝ้ามองผู้คนที่กลับบ้านดึก โดยต่างก็ย่ำเท้าลุยน้ำไปตามถนนสายต่างๆ
เสียงฝนกระหน่ำกลบเสียงอื่นทั้งหมด ม่านหมอกสีขาวบดบังทัศนวิสัยจนแทบไม่เหลือ จนลูเมี่ยนรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ
ขณะจ้องมองภาพเบื้องหน้า ลูเมี่ยนนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีตครั้งที่เร่ร่อนไปทั่ว
คนเร่ร่อนส่วนใหญ่ไม่อาจคาดเดาสภาพอากาศล่วงหน้าได้ จึงยากที่จะหลบเข้าวิหารหรือแหล่งหลบภัยอื่นๆ ได้ทันก่อนฝนตก ดังนั้น บางครั้งเขาก็ต้องหดตัวอยู่ตามมุมถนนที่พอจะกันฝนได้ เฝ้ามองม่านฝนด้วยความหวาดกลัว กังวล ไม่สบายใจ และหดหู่ ภาวนาให้ไม่มีคนเร่ร่อนอื่นๆ มาแย่งที่หลบภัยชั่วคราวนี้
แต่บัดนี้ ความรู้สึกของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ฝนในทะเลคลั่งมาเร็วไปเร็ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถนนก็เหลือเพียงน้ำท่วมขังที่ยังไม่ทันระบาย
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ สอดมือทั้งสองเข้ากระเป๋ากางเกงอีกครั้ง เดินไปตามถนนที่เปียกชื้น มุ่งหน้าสู่ท่าเรือเพื่อกลับขึ้นเรือเบอร์รี
เพียงแค่ผลักประตูเข้ามา ลูเมี่ยนก็เห็นลูกาโนกำลังใช้ผ้าขนหนูนุ่มแห้ง เช็ดผมของลุดวิกที่ยังคงเปียกน้ำ ส่วนตัวเขาเองก็ดูราวกับตกลงไปในน้ำเช่นกัน
“ไม่ได้พกร่มหรือ?” ลูเมี่ยนถามพลางยิ้ม
ลูกาโนตอบอย่างเก้อเขิน
“ผมคิดว่าตัวเองคือ ‘นักเพาะปลูก’ สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของอากาศล่วงหน้าได้ จึงไม่ได้พกร่มออกไปซื้ออาหารรอบดึกกับลุดวิก เขาบอกว่าคืนนี้ไม่อยากกินเค้กและขนมปังกรอบอีก อา…ใครจะรู้ พอผมทำนายได้ว่าจะมีพายุฝน ไม่ถึงสิบวินาทีฝนก็เทลงมาแล้ว ตอนนั้นผมยังยืนคิดอยู่เลยว่าจะอุ้มลุดวิกวิ่งกลับเรือให้ทันก่อนฝนตก…”
เห็น ‘แพทย์’ ผู้นี้ไม่หาเหตุผลภายนอก เพียงแต่ตำหนิความสามารถของตนเอง ลูเมี่ยนจึงเอ่ยปากช่วยเสริมด้วยความปรารถนาดี
นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่บรรดาเกาะบนทะเลคลั่ง แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของศาสนจักรพระแม่ธรณี แต่กลับมิได้อุดมสมบูรณ์เหมือนแผ่นดินใหญ่ของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต
“ใช่ๆๆ” ลูกาโนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ลูเมี่ยนหันไปมองลุดวิกที่ไม่มีน้ำหยดลงจากเส้นผมแล้ว พลางเอ่ยถามผ่านๆ
“นายได้กลิ่นอะไรบ้างไหม?”
มี ‘อาหาร’ ที่ชวนลิ้มลองซ่อนอยู่แถวนี้บ้างหรือเปล่า?
ลุดวิกกัดแผ่นข้าวโพดคำหนึ่งแล้วตอบ
“มีกลิ่นความตาย”
กลิ่นความตายหรือ? ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“มีคนตายแถวตลาดกลางคืนหรือ?”
ลุดวิกส่ายหน้า
“ยามฝนตก กลิ่นความตายจะแฝงอยู่ทุกหนทุกแห่ง”
นี่…หมายความว่ายังไง? ลูเมี่ยนไม่เข้าใจ จึงถามออกไปตามความฉงน
ลุดวิกตอบอย่างเถรตรง
“ผมไม่ทราบ หลังจากนั้นกลิ่นก็หายไป”
มีกลิ่นตอนฝนตก แต่หลังฝนหยุดกลับไม่มี…นี่เป็นลักษณะเฉพาะของทะเลคลั่ง หรือเป็นความผิดปกติของเกาะนี้ที่ถูกกระตุ้นโดยสภาพอากาศแปรปรวนของทะเลคลั่ง? ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รีบร้อนที่จะเขียนจดหมายสอบถาม ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’
นี่คือโอกาสในการย่อยโอสถ เด็กหนุ่มเชื่อว่าตนไม่ควรพึ่งพาผู้บังคับบัญชาจนกว่าจะถึงยามคับขัน เพื่อให้การย่อยโอสถเป็นไปในทิศทางที่ดี
ตกกลางคืน ลูเมี่ยนผล็อยหลับไปพร้อมความกังวลในใจ
ในห้วงฝันอันพร่าเลือน เด็กหนุ่มเห็นสิ่งต่างๆ มากมายที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
มี ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ อันขาวซีด มีร่างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ใหญ่ราวกับภูผา หยดย้อย ‘ลาวา’ สีเหลืองอ่อน มีสิ่งลึกลับโผล่ออกมาจากตาน้ำพุ…
ทันใดนั้น ภาพฉากพลันแปรเปลี่ยน ลูเมี่ยนพบว่าตัวเองเดินเตร็ดเตร่อยู่ในความมืดมิดใต้ดิน
ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นวิญญาณมงต์ซูรี
……………………………………………………..