ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 623 ขุดหลุมศพ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 623 ขุดหลุมศพ
ตอนที่ 623 ขุดหลุมศพ
ความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด บรรยากาศอึดอัดคับแคบ และความคิดอันสับสนวุ่นวาย ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกกระสับกระส่ายแม้จะอยู่ในห้วงความฝัน อยากจะฉีกทำลายคุกแห่งนี้ให้แหลกลาญ ทุบทำลายทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้แตกกระจาย
เด็กหนุ่มค่อยๆ ตระหนักว่าตนกำลังฝัน จึงพยายามลืมตาขึ้นด้วยความมุ่งมั่น หวังจะหลุดพ้นจากภวังค์ แต่พยายามเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ทุกครั้งที่เขาทุ่มสรรพกำลัง จนรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะตื่นแล้ว แต่ชั่วพริบตาก็จมดิ่งลงสู่ความมืดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม จมลงสู่ห้วงฝันที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ลูเมี่ยนตื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นแสงสลัวส่องลอดผ่านม่านที่ปิดอยู่
หกโมงเช้าแล้ว
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้นลูบหน้าผาก พบว่ามีเหงื่อเย็นเกาะเป็นชั้นบางๆ ใกล้จะแห้งแล้ว
“นี่คือคำเตือนจากพลังวิญญาณ หรือเป็นเพราะเมื่อวานเราครุ่นคิดถึงกลิ่นของความตายบนเกาะฮันต์ จึงหวนนึกไปถึง ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ กับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ? อีกทั้ง เรายังเคยพิจารณาถึงความคล้ายคลึงระหว่างการเผชิญหน้ากับมารแล้วพบจุดจบอันลึกลับ กับวิญญาณมงต์ซูรี จึงเกิดการเชื่อมโยงกันอีกครั้ง จนได้รับมลทินในระดับผิวเผิน?” ลูเมี่ยนไม่อาจตีความปริศนาทั้งหมดในความฝันได้อย่างแม่นยำ จึงได้แต่เตือนตัวให้รอบคอบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจดจำจุดประสงค์แรกเริ่มของการมาเยือนเกาะฮันต์เอาไว้ให้มั่น
เพียงสืบสวนตำนานมารเท่านั้น มิใช่กำจัดมารนั่น
มิต้องกล่าวถึงว่า ตนมีความสามารถเพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับมารนั่นหรือไม่ หรือจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ ลำพังการที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีได้พยายามลงมือมานานกว่าร้อยปี แต่กลับยังไม่อาจกำจัดมารตนนี้ได้อย่างสิ้นซาก ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า ต่อให้บรรดาอาร์คาน่าใหญ่แห่ง ‘ชุมนุมทาโรต์’ มารวมตัวกัน ก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างถอนรากถอนโคน
ลูเมี่ยนพลิกตัวลงจากเตียง หยิบนาฬิกาพกเรือนทองที่ได้มาจากคาบาเร่ต์ลมเอื่อย แล้วกดเปิดฝา
หกนาฬิกาสิบห้านาที
แม้เวลายังเช้าอยู่ แต่ลูเมี่ยนกลับรู้สึกถึงความเร่งด่วน ‘เรือเบอร์รี’ จะออกจากเกาะฮันต์ในเช้ามะรืนนี้แล้ว เขามีเวลาเพียงสองวันในการสืบสวนตำนานมาร สร้างความกระจ่างในภาพรวมอย่างคร่าวๆ และระบุตัวผู้ต้องสงสัย
หากทำได้ถึงระดับนี้ ก็อาจช่วยให้โอสถ ‘นักวางแผน’ ย่อยเสร็จสมบูรณ์
การรวบรวม คัดกรอง และใช้ประโยชน์จากข้อมูล ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการวางกลอุบาย!
หากลูเมี่ยนเป็น ‘นักสืบ’ ลำดับ 7 แห่งเส้นทาง ‘นักอ่าน’ การที่สามารถสืบสวนคดีค้างคาร้อยปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจระดับสูงได้สำเร็จ ด้วยระยะเวลาเพียงสองวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้ก้าวข้ามจากการย่อยเบื้องต้น ไปสู่การย่อยอย่างสมบูรณ์
…………
เก้าโมงเช้า ณ ชานเมืองท่าฮันต์ ‘สุสานแห่งการหวนคืน’
ลูเมี่ยนถือช่อดอกไม้สีเหลือง ขนาดไม่ใหญ่มาก เดินท่องไปในสุสานอันร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี
ด้วยคำบอกเล่าของลุดวิก กอปรกับความฝันเมื่อคืน เด็กหนุ่มได้ปรับเปลี่ยนแผนการเดิม แทนที่จะรีบร้อนเข้าป่าเพื่อค้นหาซากศพของผู้สูญหาย เขาเลือกมาที่นี่ ด้วยเจตนาจะขุดหลุมศพ!
เด็กหนุ่มต้องการสืบสวนว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งพบจุดจบอันลึกลับหลังจากได้เห็นร่างของมารในป่าลึก แท้จริงแล้วสิ้นชีวิตด้วยสาเหตุใด จะเป็นเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกวิญญาณมงต์ซูรีสังหารหรือไม่ แสดงอาการผูกคอตาย ทำร้ายตัวเองหรือไม่
ตามข้อมูลที่รวบรวมได้ บุคคลสุดท้ายที่รายงานการปรากฏตัวของมารต่อศาสนจักรพระแม่ธรณี บัดนี้นอนสงบนิ่งอยู่ ณ มุมหนึ่งของ ‘สุสานแห่งการหวนคืน’
นามของเขาคือ อันโตนีโอ·เอเลียส
ไม่นานนัก ลูเมี่ยนผู้ถือช่อดอกไม้สีเหลือง ได้พบกับหลุมศพที่ต้องการ บนแผ่นหินสลักชื่อผู้วายชนม์ วันเกิด และวันสิ้นใจ ทั้งยังมีคำไว้อาลัยสั้นๆ ว่า
“ชายผู้น่าสงสารที่ถูกมารพรากชีวิตไป”
ลูเมี่ยนโน้มกายลง วางช่อดอกไม้ไว้เบื้องหน้าป้ายหลุมศพ จากนั้นเหยียดตัวตรง จ้องมองหลุมศพที่ปิดทับด้วยแผ่นหินอย่างเงียบงัน
ในห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม ข้อมูลเกี่ยวกับอันโตนิโอ·เอเลียสแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว
ชาวพื้นถิ่น มิใช่คนต่างแดน มีบิดามารดา ภรรยา และบุตร เก้าเดือนก่อนไปล่าสัตว์ในป่าลึกและได้พบเห็นมารเตร็ดเตร่อยู่ ด้วยความหวาดกลัวต่อชะตากรรมแห่งความตายที่รออยู่ จึงตัดสินใจเก็บตัวในวิหารและอารามของศาสนจักรพระแม่ธรณีนานถึงห้าเดือนเต็ม หลังจากนั้น เขาตั้งใจจะออกไปเป็นลูกเรือสักสามปี เพื่ออยู่ให้ไกลจากเกาะฮันต์ หลีกเลี่ยงภยันตรายที่แอบซ่อน ใครเลยจะรู้ ในการออกเรือครั้งที่สอง เขากลับถูกพบว่าสิ้นชีวิตอยู่ในท้องเรือชั้นล่างสุด…
ลูเมี่ยนเหลียวซ้ายแลขวา เก็บกิ่งไม้แห้งสิบกว่ายี่สิบกิ่งจากใต้ต้นไม้ใกล้เคียง ปักรอบหลุมศพของอันโตนีโอ·เอเลียสเป็นวงกลม ก่อเกิดเป็นกำแพงเตี้ย หยาบเรียบง่าย ไร้ซึ่งประโยชน์ใช้สอย
สุดท้าย เขาวางกิ่งไม้แห้งอีกหนึ่งกิ่ง พาดบนกิ่งไม้สองกิ่งที่อยู่ติดกัน ประกอบเป็นประตูโยเยที่ไม่อาจให้ผู้ใดผ่านได้
จัดการเสร็จ ลูเมี่ยนได้ก้าวข้าม ‘กำแพง’ เข้าไปในหลุมศพ
ถัดมา เด็กหนุ่มโน้มตัวลง ยื่นมือขวาออกไป สัมผัสกับประตูหยาบๆ ที่ประกอบขึ้นจากกิ่งไม้แห้ง
ในขณะเดียวกัน รอยประทับสีดำบนร่างของเขาก็ถูกกระตุ้นให้ทำงาน
ในชั่วพริบตา หากมองจากภายนอก ร่างของลูเมี่ยนจะดูเหมือนหายวับไป ส่วนหลุมศพของอันโตนิโอยังคงไม่แปรเปลี่ยน เพียงแต่มีกิ่งไม้แห้งเพิ่มขึ้นมาเป็นวงรอบ
แต่แท้จริงแล้ว ลูเมี่ยนดึงเหล็กแหลมกับพลั่วที่เพิ่งซื้อมา ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เตรียมลงมืองัดแผ่นหินและขุดดิน
ขวดเสกสรร!
ลูเมี่ยนใช้ประโยชน์จาก ‘กำแพง’ และ ‘ประตู’ ที่ตนสร้างขึ้น เพื่อใช้พลังพันธสัญญา ‘ขวดเสกสรร’
ไม่ถึงสองนาที อาศัยการสังเกตโครงสร้างของหลุมศพ กอปรกับการระเบิดอย่างแม่นยำสองครั้ง ลูเมี่ยนก็ขจัดดินที่ปกคลุมโลงศพจนหมดสิ้น แล้วงัดแผ่นไม้ทาสีดำออก
กลิ่นเหม็นเน่าพวยพุ่งออกมาในทันใด ลูเมี่ยนรีบจุดไฟเผาไล่กลิ่นโดยไม่มัวรีรอ
รออยู่สักพัก เขาย่อตัวลง สวมถุงมือ แล้วพลิกโครงกระดูกขาวโพลนที่แทบไม่เหลือเนื้อหนังติดอยู่เพื่อพิจารณา
สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมาคือ กะโหลกศีรษะของอันโตนีโอ·เอเลียส เพียงแค่สำรวจอย่างผิวเผินสองสามครั้ง ก็พบรอยแตกร้าวเป็นทางยาวหลายรอยที่ด้านในของกะโหลก ส่วนด้านนอกยังมีสภาพสมบูรณ์ไร้จุดตำหนิ
“สาเหตุการตายคือสมองระเบิด?” ลูเมี่ยนจินตนาการถึงการบาดเจ็บที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพลังชนิดใดก็ตาม เขาเชื่อว่าสมองใหญ่ สมองน้อย และก้านสมองของอันโตนิโอ คงจะระเบิดกลายเป็นเยื่อเละเทะในยามสิ้นใจ ไม่มีเหตุผลใดที่ด้านในของกะโหลกอันแข็งแกร่งจะแตกร้าว โดยที่สมองอันอ่อนนุ่มยังปลอดภัยดี
ลูเมี่ยนลองตรวจสอบกระดูกชิ้นอื่นของอันโตนีโอ·เอเลียส แต่ก็ไม่พบบาดแผลใดเพิ่ม แม้กระทั่งคราบสกปรกที่หลงเหลืออยู่ในโลงศพ ก็มิได้ให้ข้อมูลอันใดเพิ่มเติม
จนถึงตอนนี้ ลูเมี่ยนทำได้เพียงวินิจฉัยเบื้องต้นว่า อันโตนิโอเสียชีวิตเพราะสมองระเบิดจากภายในสู่ภายนอก โดยที่แรงระเบิดมีอำนาจทางกายภาพไม่สูงนัก กะโหลกศีรษะยังไม่ถึงกับแตกสลายโดยสมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอต่อการทำลายมันสมองให้ย่อยยับ
“ถ้าเราใช้เทคนิค ‘อัดไฟ’ โดยควบคุมปริมาณกับคุณภาพของเปลวเพลิงอย่างแม่นยำ ก็คงบรรลุผลลัพธ์ที่คล้ายๆ กันได้อยู่ แต่มารลงมือด้วยวิธีไหนล่ะ?” คลังความรู้ของลูเมี่ยนเกี่ยวกับเส้นทาง ‘ปีศาจ’ ส่วนใหญ่ได้มาจากบันทึกของพี่สาว เอกสารที่ชุมนุมทาโรต์มอบให้ และคำบอกเล่าจากฟรังก้า ครั้งเดียวที่เคยเผชิญหน้ากับมารลำดับสูงกว่า 6 ก็คือนาโปริดิสลี
ในห้วงแห่งความคิด เด็กหนุ่มพลันนึกถึงความรู้สึกยามที่นาโปริดิสลีจุดชนวนแรงกระหายและอารมณ์ของตน นึกถึงเสียงเพรียกอันแผ่วพร่าที่แทรกผ่านม่านหมอกสีเทาในคราวที่อีกฝ่ายถูกขับไล่ และคลื่นแห่งตัณหาที่ก่อตัวขึ้นจากเสียงนั้น
“สำหรับคนธรรมดา หากถูกยั่วยุให้เกิดคลื่นแห่งตัณหาก่อน แล้วถูกจุดชนวนอย่างกะทันหัน ในกรณีที่อานุภาพรุนแรงเป็นพิเศษ สมองก็อาจระเบิดได้โดยตรง…สำหรับสิ่งมีชีวิตครึ่งเทพอย่าง ‘มาร’ นั่นคงไม่ได้ยากเย็นอะไร…แถมยังอาจใช้เสียงเพรียกนั่น ลงมือจากระยะไกลได้อีกด้วย” หลังจากครุ่นคิดจนได้ข้อสรุป ลูเมี่ยนค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเกาะฮันต์ซ่อนมารเอาไว้จริง มารแห่งเส้นทาง ‘อาชญากร’ ที่อยู่ในลำดับเหนือกว่า ‘ปีศาจ’ และ ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’
เมื่อยืนยันเรื่องนี้ได้แล้ว ลูเมี่ยนเชื่อว่า หากตนต้องการค้นหามารตนนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นสักเท่าไร
แน่นอน นั่นหมายถึงเพียงการค้นพบ มิใช่การสังหาร อีกทั้งยังต้องเสี่ยงชีวิตอีกด้วย
ลูเมี่ยนถอดถุงมือออก แล้วล้วงมือขวาเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ สัมผัสถึงถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ที่มีผิวแข็งกระด้าง
หลังจากเหตุการณ์เกี่ยวกับ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ และ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ลูเมี่ยนเริ่มคาดเดาว่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ คือเทพมารบนจุดสูงสุดของสามเส้นทาง ได้แก่ ‘นักโทษ’ ‘อาชญากร’ และ ‘คนตระหนี่’ ด้วยเหตุนี้ ‘ฝ่ายปล่อยตัณหา’ แห่ง ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กับสมาชิกบางส่วนของตระกูลมาร จึงเทิดทูนบูชาและติดตามพระองค์
หากเป็นเช่นนั้น ถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ที่ทำจากกิ่งก้านของ ‘พฤกษาเงา’ ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะดึงดูดสายตาของมารได้ในระดับหนึ่ง เฉกเช่นผลข้างเคียงด้านลบที่ทำให้ผู้ใช้อยู่ภายใต้การจับจ้องขององค์ซ่อนเร้นบางตน รวมถึงการถูกโจมตีโดยสิ่งมีชีวิตอันตรายบางชนิด!
“หึ…ไม่มีของวิเศษใดไร้ประโยชน์ มีแต่ผู้วิเศษที่ไม่รู้จักใช้เท่านั้น” ลูเมี่ยนยิ้มเยาะให้ตัวเอง พลางชักมือขวาออกจากถุงมือสนับ ‘ทุบตี’
เด็กหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจที่จะล่อมารนั่นออกมาตรงๆ
เหตุเพราะมารตนนั้นยังคงอาละวาดอยู่บนเกาะ ยังคงเข่นฆ่าผู้คน ทว่าศาสนจักรพระแม่ธรณีกลับไม่ยอมกวาดล้างมันให้สิ้นซาก!
หลังผ่านเหตุการณ์มาไม่น้อย ลูเมี่ยนได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของศาสนาจารีตเป็นอย่างดี ย่อมเข้าใจดีว่า หากศาสนจักรพระแม่ธรณีตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ย่อมสามารถสังหารชาวเกาะทุกคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นมาร พร้อมกับทำลายเกาะแห่งนี้ให้ย่อยยับได้ เฉกเช่นเมื่อครั้งที่ศาสนจักรวายุสลาตันลงมือกับท่าเรือแบนชี
การที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีไม่ยอมทำ คงมิใช่เพราะพวกเขาไม่ปรารถนา หากแต่ต้องมีเหตุผลบางประการคอยขัดขวางอยู่
ความคิดนี้ทำให้ลูเมี่ยนนึกถึงหุบเขาใจกลางป่าลึก ซึ่งมีเปลวเพลิงกำมะถันลุกโชน โดยเชื่อว่าภายใต้สภาวะปกติ มารตนนั้นคงไม่อาจถูกสังหารได้ อย่างมากก็แค่ผนึกและกักบริเวณเอาไว้
ในเมื่อแม้กระทั่งศาสนจักรพระแม่ธรณียังไม่อาจทำได้ ลูเมี่ยนก็ไม่คิดว่าตนจะสามารถ ดังนั้น การล่อมารออกมาจึงไร้ความหมาย ซ้ำยังอาจทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายเสียเอง
สำหรับตอนนี้ ลูเมี่ยนคิดจะอาศัยสถานะปลอมของตน กอปรกับแรงดึงดูดที่มีต่อพวกเทพมาร เดินวนเวียนไปมาในป่า เมื่อถึงจุดสำคัญจึงค่อยนำถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ออกมา ลองเสี่ยงดูว่าจะเข้าใกล้หุบเขาที่มีเปลวเพลิงกำมะถันได้หรือไม่ หากสำเร็จก็จะได้ไขปริศนาของตำนานมารให้กระจ่าง
…………
ในห้วงลึกแห่งป่าใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษาสูงตระหง่าน ลูเมี่ยนเดินทอดน่องไปตามเส้นทางที่ดูราวกับไม่มีผู้ใดย่างกรายมาเนิ่นนานหลายปี
เป็นครั้งคราว เด็กหนุ่มหยิบถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ออกมา เลือกทิศทางตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเก็บมันกลับเข้าที่เดิมหลังผ่านไปสิบกว่าถึงยี่สิบวินาที
เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ทันใดนั้น ป่าใหญ่ก็พลันโปร่งบางลง
หมียักษ์สีน้ำตาลที่ชวนขนพองสยองเกล้า ปรากฏกายออกมาจากหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง ย่างสามขุมตรงมาทางลูเมี่ยน
“หยุดนะ คนต่างถิ่น!”
เสียงคำรามของมนุษย์ดังออกมาจากปากของหมียักษ์
……………………………………………………..