ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 624 ไม่ใช่แค่หนึ่ง?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 624 ไม่ใช่แค่หนึ่ง?
ตอนที่ 624 ไม่ใช่แค่หนึ่ง?
เมื่อเห็นหมียักษ์สีน้ำตาลสามารถเปล่งเสียงมนุษย์ออกมาได้ ทั้งยังใช้ภาษาที่ราบสูงได้อย่างถูกต้อง ลูเมี่ยนกลับไม่รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หัวใจของเขาเริ่มเอ่อล้นไปด้วยความปีติยินดี
นี่เท่ากับว่า เขามาถูกทางแล้ว!
จากข้อมูลของเด็กหนุ่ม เส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ หรือก็คือเส้นทางหลักของศาสนจักรพระแม่ธรณี ลำดับ 5 มีนามว่า ‘ดรูอิด’ สามารถแปลงร่างเป็นหมียักษ์น่าสะพรึงกลัวสูงเกือบสามเมตรได้
การพบหมีสีน้ำตาลที่พูดภาษามนุษย์ได้ในป่าลึกอันเงียบสงัดบนเกาะฮันต์ แสดงให้เห็นว่าลูเมี่ยนจะต้องอยู่ใกล้กับถิ่นที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีคอยเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยมันอาจเป็นหุบเขาลึกลับที่มีเปลวไฟกำมะถันลุกโชนตามตำนานปีศาจ
ลูเมี่ยน ซึ่งมิได้สวมหมวกสานสีทอง พิจารณาใบหน้าอันปกคลุมด้วยขนฟูฟ่องของหมีสีน้ำตาลด้วยความสนอกสนใจ โดยมิได้ปิดบังความจริงที่ว่า ตนมิใช่คนธรรมดาแต่อย่างใด
“ก็ได้” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย พลางหมุนกายเดินกลับไปตามเส้นทางเดิม
เมื่อเดินออกมาได้ราวยี่สิบถึงสามสิบเมตร อาศัยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปีที่ขึ้นอยู่รายรอบ ลูเมี่ยนก็หายลับไปจากสายตาของหมียักษ์สีน้ำตาล
จากนั้น เขาหยุดยืน พิงแผ่นหลังกับต้นไม้ บรรจงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อย่างไม่รีบร้อน
มันคือแว่นตาขอบทองเลนส์สีชา
แว่นส่องความลับ!
ลูเมี่ยนไม่เคยคิดจะบุกฝ่าวงล้อมของศาสนจักรพระแม่ธรณี เพื่อเข้าไปสำรวจเขตหวงห้ามแต่แรกแล้ว
การกระทำดังกล่าว อาจไม่ปลอดภัยไปกว่าการเผชิญหน้ากับมารที่ซุกซ่อนอยู่บนเกาะฮันต์สักเท่าไร!
ลูเมี่ยนจะไม่ด่วนลงมือทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกัน จนกว่าจะรวบรวมข้อมูลที่เพียงพอและมีคุณภาพได้เสียก่อน
หากนั่นเป็นสถานที่คล้ายคลึงกับทรีอาร์ยุคที่สี่ล่ะ?
แผนการของลูเมี่ยนคือ แอบเข้าใกล้ขอบเขตของพื้นที่ปัญหา แล้วใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ เปลี่ยนมุมมอง เพื่อหยั่งรู้ความจริงของโลก และเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
แน่นอนว่า จากประสบการณ์การใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ ของลูเมี่ยน วัตถุชิ้นนี้มีระดับไม่สูงส่งนัก ไม่อาจช่วยให้ผู้สวมใส่มองเห็นสภาพภายในตราผนึกต่างๆ ได้โดยตรง ตอนอยู่ที่กรุงทรีอาร์ ลูเมี่ยนเคยใช้มันหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเห็นภาพของทรีอาร์ยุคที่สี่เลยสักครั้ง เพียงแต่มองเห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน ในความมืด และภายใต้สิ่งอำพรางต่างๆ ด้วยมุมมองอันบิดเบี้ยว ประหนึ่งการมองลงมาจากที่สูง
ด้วยข้อด้อยดังกล่าว มันจึงเปรียบดั่งหลักประกันว่า ลูเมี่ยนจะไม่เห็นสิ่งที่ถูกผนึกไว้โดยศาสนจักรพระแม่ธรณี ช่วยให้ไม่ต้องคลุ้มคลั่งหรือตายอย่างอนาถคาที่ แต่ยังคงสามารถแลเห็นร่องรอยผิดธรรมดาบางประการได้
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
ร่องรอยที่มากขึ้น หมายถึงข้อมูลที่มากขึ้น และข้อมูลที่มากขึ้น ย่อมหมายถึงการเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น!
ลูเมี่ยนเตรียมพร้อม ‘เทเลพอร์ต’ หนีได้ทุกเมื่อ พลางสวมแว่นตาขอบทองเลนส์สีชาลงบนสันจมูก
ความรู้สึกมึนงงอันคุ้นเคย แล่นเข้ามาในห้วงความคิดโดยพลัน ประหนึ่งเด็กหนุ่มถูกฝังอยู่ใต้พื้นดิน โดยกำลังมองขึ้นไปเห็นผืนดิน ต้นไม้ และท้องฟ้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยนัยของการมองจากเบื้องบน
เปลือกไม้เก่าแก่ ใบไม้ร่วงที่เน่าเปื่อย สัตว์เลื้อยคลานสารพัดชนิด ฝูงสัตว์ที่เดินเตร็ดเตร่อยู่รอบๆ เพื่อหาแหล่งน้ำ กระดูกต่างๆ ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ทั้งหมดปรากฏซ้อนทับกันในวิสัยทัศน์ของลูเมี่ยน จนสมองของเขาว่างเปล่า โลกหมุนคว้าง
ท่ามกลางความคลื่นเหียนจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ สายตาของลูเมี่ยนจับภาพหนึ่งได้
เปลวเพลิงสีน้ำเงินแผ่ปกคลุมทั่วผืนแผ่นดิน ลุกไหม้อย่างเงียบงัน
ไม่แน่ใจว่ามันอยู่โดยรอบ หรืออยู่เหนือ หรืออยู่ใต้เปลวเพลิงกันแน่ แต่ต้นไม้ทั้งหลายกลับกลายเป็นสีดำโดยพลัน ละลายกลายเป็นน้ำโสโครกเน่าเหม็น ขณะที่ต้นไม้ใหม่ๆ งอกเงยขึ้นบนสุสานของต้นไม้ที่เน่าเปื่อย เติบโตในพริบตา แผ่กิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่ม
ลูเมี่ยนเห็นได้อย่างคลุมเครือว่า ณ ใจกลางของเปลวเพลิงสีน้ำเงิน มีร่างยักษ์สีแดงฉานนอนคว่ำอยู่ ดูราวกับจมอยู่ในน้ำเน่าสีดำข้นเหนียว ค่อยๆ จมลงลึกไปทีละน้อย แต่ก็ถูกพลังล่องหนบางอย่างดึงรั้งเอาไว้ ทำให้บางครั้งก็เคลื่อนขึ้นมาเล็กน้อย
พลังล่องหนดังกล่าว มีต้นตอจากด้านนอกป่าที่ตายและเกิดใหม่ไม่หยุดหย่อน
มันมาจาก…
ทันใดนั้น ดวงตาคู่หนึ่งพลันปรากฏในวิสัยทัศน์ของลูเมี่ยน
นัยน์ตาสีฟ้าเย็นเยียบ เจือปนด้วยความโหดเหี้ยมและทุกข์ระทม มีเส้นเลือดฝอยแทรกอยู่ทั่วดวงตา
ลูเมี่ยนถอด ‘แว่นส่องความลับ’ ออกทันทีโดยไม่ลังเล พร้อมกับเรียกใช้รอยประทับสีดำที่หมายถึง ‘ข้ามโลกวิญญาณ’
ร่างของเด็กหนุ่มจางหายไปโดยพลัน อันตรธานไปจากป่าใหญ่ทันที แล้วปรากฏกายอีกครั้งที่ด้านหลังเสาหินต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกมหาวิหารของศาสนจักรพระแม่ธรณีประจำเมืองท่าฮันต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยสำรวจไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เช้า
ถัดมา ลูเมี่ยนรีบเก็บ ‘แว่นส่องความลับ’ กลับเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วเดินออกจากที่ลับตา ตามหลังศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งเข้าสู่มหาวิหารอันอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของข้าวสาลีและนม เขาเลือกนั่งลงบนแถวเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ มากที่สุด ไขว้แขนเลียนแบบชายชราในชุดสูทดำด้านข้าง พร้อมกับแสร้งทำท่าสวดมนต์
จวบจนบัดนี้ เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้ว่าตนคงไม่ถูกจ้องมองและล็อกเป้าโดยดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบคู่นั้นอีกแล้ว
“หาก ‘แว่นส่องความลับ’ นี้ไม่ได้อยู่กับเรา แต่ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น คงเปลี่ยนมือผู้ใช้ไปแล้วหลายต่อหลายคน ผลข้างเคียงของมันแม้จะพิเศษและมีประโยชน์ แต่ก็อันตรายเหลือเกิน…” ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจ
จากนั้น เด็กหนุ่มเริ่มวิเคราะห์ภาพที่ได้เห็นผ่าน ‘แว่นส่องความลับ’
“มีเขตหวงห้ามที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟกำมะถันอยู่จริง แต่ถูกผนึกไว้ด้วยป่าไม้ที่เวียนว่ายตายเกิดของศาสนจักรพระแม่ธรณี จากภายนอกคงไม่อาจมองเห็นได้ แม้แต่เราเองที่ใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ ก็เพียงแค่เห็นเค้าโครงอยู่รางๆ เท่านั้น”
“นี่เหมือนกับการแอบย่องไปนอกกรงขัง แล้วชำเลืองผ่านซี่กรงเพื่อสำรวจภายใน ไม่อย่างนั้น ลำพังอานุภาพของ ‘แว่นส่องความลับ’ คงไม่อาจทะลวงผ่านผนึกเข้าไปได้”
“ร่างมหึมาสีเลือดนั่น ใหญ่โตดุจดังภูเขา ทว่ากลับไม่เห็นรายละเอียดใดๆ เลย…หรือนี่จะเป็นร่างจริงของมารแห่งเกาะฮันต์? หากมันถูกผนึกไว้แบบนี้ ทำไมถึงมีผู้พบเห็น แล้วทำไมผู้พบเห็นถึงหายสาบสูญ?”
“บางที เกาะฮันต์อาจมีมารมากกว่าหนึ่งตน? ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบที่จ้องมองเรา คงเป็นของมารตนอื่น? มันกำลังอาศัยสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างตัวเองกับมารร่างสีเลือด คอยฉุดรั้งมิให้ฝ่ายหลังจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำเน่าสีดำข้นเบื้องล่าง?”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ศาสนจักรพระแม่ธรณีก็ควรกวาดล้างมารที่ออกอาละวาดนอกเขตผนึก รวมถึงบนเกาะให้สิ้นซาก หากทำได้ มารร่างสีเลือดก็จะขาดที่พึ่งพิง”
“หรือว่า ศาสนจักรพระแม่ธรณีก็ไม่อยากให้มารร่างสีเลือดจมดิ่งสู่ห้วงน้ำเน่าดำข้นโดยสมบูรณ์ จึงยอมปล่อยให้มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบดำรงอยู่ต่อไป เพียงแต่ตีกรอบขอบเขตและความถี่ในการออกอาละวาดเอาไว้?”
“การที่ไม่ยอมผนึกไว้อย่างสมบูรณ์ ก็เพราะนั่นจะทำให้สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างสองมารขาดสะบั้นลง? การไม่กักขังไว้ในพื้นที่เดียวกัน เป็นเพราะมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบก็อาจได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าดำข้นเช่นกันหรือ?”
เมื่อเริ่มเข้าใจตำนานมารบนเกาะฮันต์อย่างลึกซึ้ง พร้อมกับตั้งข้อสันนิษฐาน ลูเมี่ยนสัมผัสได้ว่าโอสถ ‘นักวางแผน’ ของตนมีความคืบหน้าในการย่อย แต่ยังขาดอยู่อีกเล็กน้อย
“สังหารทายาทมารบนเกาะแห่งหนึ่งในทะเลคลั่ง…”
“ใช่แล้ว ทายาท! มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบคือทายาทของมารร่างสีเลือด ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงมีสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างกัน?”
“นาโปริดิสลีปรารถนาให้มารร่างสีเลือดนั่น จมดิ่งสู่ห้วงน้ำเน่าดำข้นโดยสมบูรณ์หรือ?”
“ผลลัพธ์ดังกล่าวจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่มารร่างสีเลือดกันแน่?”
“หากเป็นคุณ การที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีขัดขวางก็พอจะเข้าใจได้ แต่เหตุใดทายาทของมารร่างสีเลือดจึงยังคงพยายามฉุดรั้งมันอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ยอมให้มันจมดิ่งลงไป?”
“หากกล่าวว่า มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบถูกศาสนจักรพระแม่ธรณีควบคุมอยู่ แล้วไฉนมันจึงยังสามารถสังหารผู้คน ก่อเหตุลักพาตัวไปฆ่าได้ แต่หากบอกว่าไม่ได้ถูกควบคุม เหตุใดมันจึงไม่หนีออกจากเกาะฮันต์ล่ะ? นี่แสดงให้เห็นว่า สำหรับมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบแล้ว การที่มารร่างสีเลือดจมดิ่งสู่ห้วงน้ำเน่าดำข้นโดยสมบูรณ์นั้นมิใช่เรื่องดี ถึงขนาดที่มันยอมสละอิสรภาพเพื่อขัดขวางเหตุการณ์นี้”
“หากการจมลงมิใช่เรื่องดี ก็เท่ากับว่านาโปริดิสลีพูดความจริง มันกับมารร่างสีเลือดนั่นคงเป็นศัตรูกัน หวังให้อีกฝ่ายจมดิ่งสู่ความพินาศ ถูกน้ำเน่าดำข้นกลืนกิน เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเกาะฮันต์ ทะเลคลั่ง หรือแม้กระทั่งโลกทั้งใบ ด้วยเหตุนี้ศาสนจักรพระแม่ธรณีจึงทั้งผนึกและปกป้องไว้…”
“ทำไมถึงไม่ฆ่าทิ้งไปเสียล่ะ? หากไร้ซึ่งมารร่างสีเลือด ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดจมดิ่งสู่ห้วงน้ำเน่าดำข้น…”
“หรือจะฆ่าไม่ได้?”
“หรือว่าสิ่งที่นาโปริดิสลีหวาดกลัว จะมิใช่เรื่องที่มารร่างสีเลือดจะล่วงรู้ถึงภยันตราย หากแต่เป็นเรื่องที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีจะสังเกตเห็นปัญหา?”
ลูเมี่ยนค่อยๆ ทำความเข้าใจท่าทีและจุดยืนของทั้งสามฝ่าย อันได้แก่ ศาสนจักรพระแม่ธรณี มารประจำถิ่น และนาโปริดิสลี ทว่ายังขาดหลักฐานสนับสนุน
สิ่งที่เด็กหนุ่มมั่นใจที่สุดในเวลานี้คือ
น้ำเน่าสีดำข้นนั่น จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
บางที มันอาจเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับ ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’
ยิ่งไปกว่านั้น มันมีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับความดำมืดที่ประกอบขึ้นเป็นวิญญาณมงต์ซูรี
“ใต้ดินของกรุงทรีอาร์นั้นซับซ้อนมาก มีทั้งมลทินและสัตว์ประหลาดที่ยากจะกำจัด เป็นเพราะ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์เคยก่อการใหญ่ เกือบลากเหล่าเทพลงสู่ความตายพร้อมตน จนกระทั่งร่วงหล่นลงไป ส่วนบนเกาะฮันต์แห่งนี้ เหตุใดถึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน? หรือว่าที่นี่ก็เคยมีสงครามทวยเทพ มีเทพล่มสลายเช่นกัน?”
“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…แม้เราจะรู้ประวัติศาสตร์ยุคที่สี่ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็พอรู้ว่าในยุคที่สี่ ทะเลคลั่งยังไม่คลั่ง ทวีปเหนือใต้ยังติดต่อกันได้ บางทีในศึก ‘สี่จักรพรรดิ’ อาจมีจักรพรรดิอีกองค์ หรือสององค์ ร่วงหล่นลง ณ ที่แห่งนี้ จนภูมิประเทศกับลมฟ้าอากาศแปรเปลี่ยนไปอย่างถาวร ก่อให้เกิดเป็นทะเลคลั่งขึ้นมา?”
“นี่น่ะหรือเทวานุภาพ? ‘จักรพรรดิโลหิต’ ทำให้มหานครทั้งเมืองจมลงสู่ใต้ดิน ต้องอาศัยผู้คนนับล้านดำรงชีพอยู่เบื้องบนเพื่อผนึกผลกระทบที่ตามมา ส่วนเทพที่ล่มสลายในบริเวณนี้ ได้ทำให้มหาสมุทรบ้าคลั่งมากว่าพันปี ช่างมิอาจเทียบได้กับน่านน้ำเพียงน้อยนิดแถวท่าเรือซานตา…” ลูเมี่ยนรำพึงด้วยความทึ่ง พลางเตรียมลุกขึ้นยืน เพื่อย้อนกลับสู่ ‘เรือเบอร์รี’ แล้ววางแผนสืบข้อมูลในขั้นถัดไป
เมื่อรับรู้ถึงความเงียบสงบรอบกาย เด็กหนุ่มจึงเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะรบกวนการสวดมนต์ของศาสนิกชนพระแม่ธรณี
ลูเมี่ยนเหลียวซ้ายแลขวาโดยสัญชาตญาณ เห็นศาสนิกชนข้างกายก็จบการสวดเช่นกัน พร้อมกับลดแขนทั้งสองลง
อีกฝ่ายคือชายชราสวมชุดสูทสีดำ ผูกหูกระต่าย ผมขาวแซมดำ ใบหน้าชัดลึก หนวดเคราโกนเกลี้ยงเกลา
ในวินาทีถัดมา ลูเมี่ยนเห็นชายชราผู้นั้นเบือนศีรษะ เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
……………………………………………………..