ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 625 สารภาพบาป
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 625 สารภาพบาป
ตอนที่ 625 สารภาพบาป
ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ!
มารตนนั้น!
มันกล้าเข้ามาในวิหาร!
ลูเมี่ยนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ไม่ทันได้ไตร่ตรอง รีบเตรียมตัว ‘เทเลพอร์ต’ หนีทันที
คราวนี้ เขาจะมุ่งหน้าสู่ทรีอาร์ ไปยังหน้าประตูวิหารนักบุญวีฟ!
ทว่าในขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มเห็นภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกตาสีฟ้าเย็นเยือกคู่นั้น
ใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาเหี้ยมเกรียม ประกายตาเย็นชาของตัวเขาเอง
ลูเมี่ยนอีกคนพลันปรากฏตัว แล้วอีกคน และอีกคน รายล้อมลูเมี่ยนร่างจริงไว้
มีทั้งลูเมี่ยนที่แววตามัวเมา ลมหายใจหอบ ใบหน้าแดงก่ำ, ลูเมี่ยนที่ท่าทางหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก, ลูเมี่ยนที่สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตามุ่งมั่น, ลูเมี่ยนที่สับสนเศร้าสร้อย อารมณ์หดหู่, ลูเมี่ยนที่สิ้นหวังไร้เรี่ยวแรง, และลูเมี่ยนที่ดวงตาท่วมท้นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เบ้าตาแดงก่ำ…
ชั่วพริบตา ลูเมี่ยนราวกับแตกภาพเป็นตัวตนนับร้อยพัน แต่ละคนล้วนดูเหมือนจริง
สภาวะนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความคิดและการกระทำของเด็กหนุ่ม จนไม่อาจกระตุ้นรอยประทับพันธสัญญาสำหรับ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’
อาศัยสัญชาตญาณสุดท้าย เขาหลอมรวมเศษเสี้ยวจิตที่เหลืออยู่ส่งไปยังมือขวา มุ่งสู่ตราประทับที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ทิ้งไว้
ขอเพียงทำให้มารตาสีฟ้าเย็นเยือกนั่นตกใจ เขาก็จะฉวยโอกาสหลุดพ้นจากสภาวะนี้ และมีแรงพอที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปได้!
ทันใดนั้น เสียงเพรียกอันบ้าคลั่งที่แฝงไว้ด้วยความเสื่อมทราม ได้ดังก้องข้างใบหูของลูเมี่ยน
สมองของเด็กหนุ่มพลันยุ่งเหยิง พองตัวจวนเจียนจะระเบิด
ออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ไม่อาจถูกปลุกขึ้นได้ทันการณ์
เศษความคิดแตกกระจาย อารมณ์ปั่นป่วน และความทุกข์ระทมนานัปการ ระเบิดราวกับดอกไม้ไฟในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน แล้วค่อยๆ ร่วงหล่นลง
ทรวงอกของเขาพลันแสบร้อนอย่างบ้าคลั่ง ช่วยให้ยึดโยงกับตัวตนได้ ไม่หลงทางโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดลูเมี่ยนก็ฟื้นคืนสติที่ควบคุมตัวเองได้
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจเขาคือ
“เรายังมีชีวิตอยู่?”
นับแต่ถูกเสียงเพรียกโจมตีจนกระทั่งฟื้นคืนสติ คงผ่านไประยะหนึ่งแล้ว ด้วยพลังของมารนั่น มันควรจะสังหารเขาได้เป็นสิบๆ ครั้ง!
ลูเมี่ยนส่งจิตดำดิ่งสู่มือขวาอีกครั้ง พลางเหลือบมองไปยังมารเจ้าของดวงตาสีฟ้าเย็นเยือก
มารในชุดสูทสีดำ ผูกหูกระต่าย ผมหงอกขาวนั่น ได้กลับมานั่งตัวตรงแล้ว หันหน้าสู่ ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ โน้มกายเล็กน้อย ไขว้แขนทั้งสองไว้บนอก
มันหลับตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน พึมพำแผ่วเบาว่า
“พระมารดาผู้ทรงเมตตา โปรดอภัยบาปของข้าด้วยเถิด…”
พระมารดาผู้ทรงเมตตา โปรดอภัยบาปของข้าด้วยเถิด…ลูเมี่ยนรู้สึกสะท้านในใจ ล้มเลิกความคิดที่จะปลุกออร่า ‘จักรพรรดิโลหิต’
เด็กหนุ่มนั่งลงอีกครั้ง ตรงข้างกายมารนั่น
เขาจ้องมอง ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ บนแท่นบูชา รอคอยอย่างสงบ ไม่ขัดจังหวะการสารภาพบาปของมารร้าย ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาอย่างเงียบงัน
ตัวตนอันหลากหลายที่เราเห็น คงเป็นภาพลวงตาอันแท้จริง พวกมันมิได้ดำรงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง หากแต่สถิตอยู่ในใจ ในห้วงความคิดของเรา…
นี่คงเป็นผลข้างเคียงของความปั่นป่วนทางอารมณ์และตัณหาในระดับสูง สามารถทำให้อารมณ์และแรงกระหายแต่ละชนิดมีชีวิตจิตใจขึ้นมา แย่งชิงการควบคุมร่างกาย แต่ยังไม่ถึงขั้นบุคลิกภาพแตกแยกสินะ?
เสียงเพรียกที่ตามมานั้น คล้ายคลึงกับคำสาปบ้าคลั่งของนาโปริดิสลีในยามถูกขับไล่ แต่คราวนี้ไร้ซึ่งม่านหมอกสีเทาของมิสเตอร์ฟูลคอยปกป้อง ไม่สิ…ยังมีการคุ้มครองอยู่บ้าง มิเช่นนั้น ตัวตนของเราคงจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความบ้าคลั่งที่เสียงเพรียกนำมา แม้จะไม่ถึงกับคลุ้มคลั่ง แต่ก็คงเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางประคองตนจนกระทั่งมาร ‘สำนึกผิด’ และเริ่มสารภาพบาปได้…
เราเคยคิดว่าสถานที่ปลอดภัยที่สุดบนเกาะฮันต์ คงเป็นวิหารพระแม่ธรณีแห่งนี้ จึงเลือกหนีมาซ่อนตัวจากมาร ใครเลยจะรู้ว่ามันจะมานั่งสวดมนต์อยู่ข้างๆ กัน…เห็นทีว่า ต่อไปคงไม่อาจ ‘ไว้ใจ’ วิหารของศาสนาจารีตส่งเดชได้แล้ว เมื่อขาดข้อมูล ก็ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนอีกต่อไป…
กระนั้น ก็เป็นเพราะอยู่ในวิหารนี่แหละ เราถึงยังมีชีวิตรอด หากเป็นที่อื่น ป่านนี้คงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทอร์มีโพลอสกับมารตาสีฟ้าเย็นเยือกไปแล้ว ตามด้วยการเสด็จเยือนเทวทูตแห่งศาสนาจารีต รวมถึงเทวทูตของชุมนุมทาโรต์…
ลูเมี่ยนเกิดข้อคาดเดาบางประการ จึงรอคอยด้วยความมั่นใจพอสมควร พลางสรุปบทเรียนและถอดประสบการณ์ไปด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่ มารผมหงอกขาว ดวงตาสีฟ้าเย็นเยือก ในชุดสูทสีดำ ก็จบการสารภาพบาป สีหน้าเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ ทว่าเส้นเลือดฝอยในดวงตากลับยิ่งแดงก่ำ
จวบจนบัดนี้ ลูเมี่ยนจึงสังเกตเห็นว่า มันสวมถุงมือหนังสีดำทั้งสองมือ แม้ยามสารภาพบาปและสวดวิงวอนก็มิได้ถอดออก ซึ่งผิดแผกจากพฤติกรรมของศาสนิกชนผู้เคร่งครัด ในความเข้าใจอันแพร่หลายของมนุษยโลก การสวดมนต์โดยสวมถุงมือนั้น ถือเป็นการไม่เคารพองค์เทพ เว้นแต่ในยามคับขันหรือสถานการณ์พิเศษ การสวมหมวกก็เช่นกัน
มารตนดังกล่าวเหลียวมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำแต่ราบเรียบ
“เจ้ายังไม่หนีไปอีกหรือ ไม่กลัวว่าจะยั่วโทสะข้าอีกรอบหรือไร?”
ลูเมี่ยนจ้องมอง ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ เบื้องหน้า ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยปาก
“ไม่กลัวหรอก ที่นี่คือวิหารของพระแม่ธรณี”
“เมื่อครู่ก็อยู่ในวิหารมิใช่หรือ?” มารร้ายควบคุมระดับเสียง ไม่รบกวนผู้สวดมนต์คนอื่น
“อุบัติเหตุเป็นครั้งคราวย่อมเข้าใจได้” ลูเมี่ยนเอ่ยอย่างไม่เร่งร้อน “อีกอย่าง ผมเชื่อว่าคุณสามารถควบคุมตัวเองได้ในเวลาสั้นๆ แต่หากเกินครึ่งปีก็คงยากสักหน่อย”
มารเหลียวมองแท่นบูชาเช่นกัน กระจกตาสีฟ้าเย็นเยือกสะท้อน ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’
“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”
“ผมเป็นนักผจญภัยที่ค่อนข้างกร้านโลกน่ะ” ลูเมี่ยนเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ “ผมทราบดีว่าศาสนาจารีตทั้งหลาย มีธรรมเนียมร่วมกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ หากยังมีภยันตรายแฝงเร้น มักจะถูกรับเข้าสู่ศาสนจักรในฐานะพนักงานฝ่ายพลเรือน เพื่อรับการคุ้มครองในระยะยาว หลีกเลี่ยงความตายอันฉับพลัน ทว่าผู้ที่เคยเห็นมารบนเกาะฮันต์ กลับไม่มีใครเข้าสู่กระบวนการนี้เลย ทุกคนล้วนได้รับการคุ้มครองเพียงไม่กี่เดือนแล้วจากไป”
“นั่นคงเป็นเพราะว่า หากอยู่นานกว่านั้น แม้แต่ในวิหารหรืออาราม ก็อาจมีผู้เสียชีวิตได้กระมัง?”
“หากเป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของศาสนจักร อีกทั้งผู้ทรงอำนาจก็ไม่สามารถคอยจับตาดูได้ตลอดเวลา”
“ข้ามิได้ปรารถนาจะสังหารพวกเขา แต่ข้า…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของมันก็บิดเบี้ยวอีกครา ดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
มันไขว้แขนทั้งสองไว้บนอกอีกครั้ง แล้วเริ่มสวดมนต์เสียงต่ำ
คราวนี้ มันกลับคืนสู่สภาพปกติได้ค่อนข้างเร็ว
ลูเมี่ยนสานต่อหัวข้อสนทนาเดิม พลางเอ่ยอย่างขบขัน
“คำจารึกบนหลุมศพของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าคุณเขียนเองทั้งหมดหรอกหรือ?”
“ถูกต้อง” มารในชุดสูทสีดำตอบ ยังคงโน้มกายไปข้างหน้าเล็กน้อย
ดูเหมือนว่ามารตนนี้จะมีสัมพันธ์อันดียิ่งกับศาสนจักรพระแม่ธรณี…แม้อาจมิใช่ศาสนิกชนผู้เคร่งครัด แต่หากจะกล่าวว่าเป็นสาวกก็มิผิดแต่อย่างใด…ลูเมี่ยนตระหนักดีว่า ในประเด็นสำคัญต่างๆ แม้ตนจะถามออกไป แต่มารผู้มีดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกก็คงไม่ตอบ อีกทั้งยังอาจเป็นการยั่วยุอีกฝ่าย ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันร้ายแรง จึงต้องรอจังหวะที่อารมณ์ของมันมั่นคง ไร้ซึ่งเจตนาร้าย แล้วค่อยๆ สืบเสาะรายละเอียดทางอ้อม
ทว่าก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้เอ่ยปาก มารนั่นก็ถามขึ้นเสียก่อน
“คนต่างถิ่น เจ้ามาเกาะฮันต์ด้วยจุดประสงค์อันใด?”
ลูเมี่ยนจงใจแย้มยิ้ม
“ผมเพิ่งประสบพบเจอเรื่องราวที่เกี่ยวกับมารมา…”
เด็กหนุ่มเล่าเรื่องราวโดยสังเขป ถึงเหตุการณ์ที่ซาร่าแห่งเมืองท่าโคเลียเผชิญกับคาถามหาเสน่ห์ ขณะที่ตนรับหน้าที่สืบสวน ผู้ต้องสงสัยก็ถูกมารเข้าสิงกะทันหัน ประสงค์จะต่อรองข้อตกลง แต่ถูกตนปฏิเสธ จากนั้นจึงอาศัยกำลังลับของทางการขับไล่อีกฝ่ายออกไป
ลูเมี่ยนมิได้กล่าวถึงรายละเอียดของ ‘คาถามหาเสน่ห์’ และยังไม่เอ่ยนามของนาโปริดิสลี ด้วยเกรงว่าทั้งสองฝ่ายอาจมีความแค้นอันใหญ่หลวง เพียงแค่ได้ยินชื่อก็อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางใจอย่างบ้าคลั่ง
ท้ายที่สุด เขากล่าวว่า
“ผมได้อ่านจากสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง พบว่าเกาะฮันต์มีตำนานเกี่ยวกับมาร และเรื่องนี้เกี่ยวพันกับข้อตกลงที่มารต้องการบรรลุ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงตัดสินใจมาสำรวจและสืบสวนดู โดยมิได้คิดจะเอาชนะผู้ใด”
มันยังคงจ้องมอง ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ เบื้องหน้า เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทุ้มต่ำ
“ความอยากรู้อยากเห็น อาจพรากชีวิตแมวได้”
ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าว
“แน่นอนว่ามันอันตรายอย่างยิ่ง แต่เพียงวันเดียว ผมก็สามารถค้นพบคุณ ค้นพบหุบเขาที่ถูกปิดกั้น แสดงว่าก็พอมีฝีมืออยู่”
ครั้งหน้า ฉันจะเลือก ‘ที่หลบภัย’ ให้ดีกว่านี้
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยือก ริ้วรอยไม่มากนัก ยิ้มอย่างแผ่วเบาซึ่งนับว่าหาได้ยาก
“วิธีการของเจ้าล้วนไม่ธรรมดา แต่ก็สอดคล้องกับกฎเกณฑ์พื้นฐานของโลกศาสตร์เร้นลับ”
“ทว่าหากมิใช่เพราะข้ากำลังควบคุมตนเอง สำนึกผิดต่อการสังหารและทำร้ายในอดีต เจ้าก็คงสิ้นชีพไปแล้ว การสืบสวนเช่นนี้จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า”
ลูเมี่ยนมิได้โต้แย้ง เพราะจากข้อมูลที่ตนรวบรวมมาก่อนหน้านี้ การอยู่ในวิหารพระแม่ธรณีเป็นระยะเวลาสั้นๆ จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ซึ่งเหตุการณ์เมื่อครู่ก็พิสูจน์แล้วว่า นั่นคือการด่วนสรุปที่อ่อนหัด
เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถก
“เหตุใดมารที่ไร้เหตุผลตนนั้น ถึงต้องการเล่นงานคุณ?”
“อีกประการหนึ่ง ลำพังฝีมือของผมและสหาย การจะกำจัดคุณผู้ถูกเรียกว่าทายาทมาร เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ แล้วเหตุใดมารนั่นถึงยังคิดจะส่งเรามา? แค่อยากให้พวกเรารนหาที่ตายเฉยๆ หรือ?”
มารในชุดสูทสีดำจ้องมอง ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ พลางกล่าว
“ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเจ้าได้เผชิญกับผู้ใดมา”
มันปฏิเสธที่จะเปิดเผยมากไปกว่านี้
ลูเมี่ยนไม่กล้าบีบคั้น ยิ่งไม่กล้ายั่วยุ จึงได้แต่ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว มองหาจุดเริ่มต้นอื่น
“คุณดูเหมือนจะมีอิสระ เหตุใดจึงไม่ออกจากเกาะฮันต์ล่ะ?”
“มีพลังบางอย่างที่ส่งผลต่อคุณหรือ?”
ใบหน้าของมารบิดเบี้ยวเล็กน้อยขณะตอบ
“มันคือหน้าที่ของข้า อีกทั้งยังเป็นการไถ่บาปของข้าด้วย”
“หลังจากหันมานับถือพระแม่ บางครั้งข้าก็ยังควบคุมตนเองมิได้ และยังคงสังหารผู้คน สั่งสมบาปหนักอันลึกล้ำ”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงไม่จองจำตัวเองล่ะ?” ลูเมี่ยนนึกถึงการคาดเดาก่อนหน้า จึงถามอย่างไม่ใส่ใจ
“จองจำไม่ได้ ข้าทำไม่ได้ และไม่ควรทำ” มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกเผยสีหน้าเจ็บปวดอีกครา
อย่างที่คิด สภาวะของแกเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับมารสีเลือดในหุบเขา…แต่แกเป็น ‘สัตว์เลือดเย็น’ แล้ว เหตุใดยังทุกข์ทรมานเพราะการสังหารล่ะ? เพราะได้รับการ ‘เยียวยา’ ด้วยหลักคิด ‘ชีวิตมีค่า’ ของศาสนจักรพระแม่ธรณีหรือ? ลูเมี่ยนตัดสินใจผ่อนคลายหัวข้อสนทนา เพื่อให้อีกฝ่ายสงบอารมณ์
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ขออภัยด้วย เมื่อครู่ผมทำตัวเสียมารยาทไป ยังไม่ได้ถามเลยว่าต้องเรียกคุณว่าอย่างไร”
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกนั่น เหม่อลอยไปสองสามอึดใจ ก่อนเอ่ยตอบว่า
“นาโปริดิสลี”
……………………………………………………..