ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 626 เจตนาร้ายอันเปิดเผย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 626 เจตนาร้ายอันเปิดเผย
ตอนที่ 626 เจตนาร้ายอันเปิดเผย
นาโปริดิสลี? ลูเมี่ยนเกือบจะคิดว่า มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบกำลังล้อเล่นกับตน
ทว่า เด็กหนุ่มพลันหวนนึกถึงรายละเอียดหนึ่ง
เมื่อสักครู่ ตอนที่เล่าถึง ‘คาถามหาเสน่ห์’ ตนมิได้เอ่ยนามนาโปริดิสลีออกมาแม้แต่ครั้งเดียว!
มิใช่เพียงเพราะเกรงว่า นาโปริดิสลีกับมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบจะเป็นศัตรูกัน การเอ่ยนามอาจไปยั่วยุอีกฝ่าย จนนำมาซึ่งความยุ่งยากอันไม่จำเป็น หากแต่ยังเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของมาดามเมจิกเชี่ยนอย่างเคร่งครัด ที่ให้เพียงนึกถึงนามดังกล่าวภายในใจ อย่าเอ่ยหรือเขียนออกมา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ จึงแนะนำตนเองว่าเป็นนาโปริดิสลีได้ล่ะ?
หรือว่าผู้นี้คือนาโปริดิสลีตัวจริง?
แล้วไฉนเลย เมื่อสวดนามนาโปริดิสลีซ้ำๆ กลับเป็นมารอีกตนที่ปรากฏกาย มิใช่มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบผู้นี้?
หรือทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน? นาโปริดิสลีอยากใช้มือผู้อื่นสังหารตนเอง?
ท่ามกลางความตกตะลึงปนสงสัย สีหน้าของลูเมี่ยนกลับผุดรอยยิ้ม
“ผมแค่ไม่กล้าเอ่ยนามนี้ออกมา”
เด็กหนุ่มกำลังหยั่งเชิงมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบเอียงศีรษะ จ้องมองลูเมี่ยน
“เจ้าเคยได้ยินนามนาโปริดิสลีแล้ว ทั้งยังรู้ถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดหากเอ่ยนามออกมา?”
“ถูกต้อง” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ดูจากปฏิกิริยาของมารตนนี้ คงมิใช่ผู้แพร่กระจาย ‘คาถามหาเสน่ห์’ แน่…น่าสนใจจริงๆ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างเพลิดเพลิน
แม้ว่านี่อาจหมายถึงความน่าสะพรึงกลัวที่ยิ่งใหญ่กว่า ความลับที่ลึกล้ำกว่า แต่ในฐานะ ‘นักล่า’ ความกลัวและความน่าสนใจมิได้ขัดแย้งกัน ดั่งเช่นทหารทุกนายที่หวาดหวั่นต่อความตาย แต่ก็มิอาจขัดขวางพวกเขาจากการรวมพลเพื่อสู้รบ
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบพยักหน้าเชื่องช้า
“เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่นามปกติของท่าน ทำไมถึงไม่บอกชื่อจริงๆ กับผมล่ะ?” ลูเมี่ยนมิได้ตอบรับ กลับตั้งคำถาม
เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่า อีกฝ่ายจ้องจะทำร้ายตนอยู่
หากมิใช่เพราะได้สัมผัสกับ ‘คาถามหาเสน่ห์’ มาก่อน และได้รับคำกำชับจากมาดามเมจิกเชี่ยน วันนี้เมื่อออกจากวิหารพระแม่ธรณี เวลาจะเล่าถึงมารที่ซ่อนตัวบนเกาะฮันต์ เขาอาจเผลอเอ่ยชื่อของนาโปริดิสลีออกมาเป็นระยะ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากอย่างใหญ่หลวงในภายหลัง!
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“นามที่ข้าใช้ในสังคมมนุษย์ มิได้สลักสำคัญสำหรับเจ้า”
“อีกทั้ง เจ้าได้ล่วงรู้นาม ‘นาโปริดิสลี’ แล้ว และเคยเอ่ยนามนี้อย่างน้อยสามครั้งนอกวิหาร…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ มารในชุดสูทดำ ผมขาวแซมดำ กระตุกใบหน้าเล็กน้อย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น
“ข้าจึงสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับเจ้าได้ เมื่อใดที่ข้าควบคุมตัวเองไม่อยู่ ก็อาจตัดสินใจตามไปสังหารเจ้า การสังหารนักผจญภัยผู้โง่เขลาเช่นเจ้า ซึ่งคิดจะสืบค้นความจริงเบื้องหลังตำนานเกาะฮันต์ ทำให้ข้ารู้สึกผิดน้อยกว่าการสังหารคนธรรมดาอยู่หลายส่วน ไม่ถึงกับละอายใจหรือผิดบาปมากนัก”
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ เหลือบมองไปยังตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตอีกครั้ง ก่อนก้มศีรษะลงสำนึกผิด
“พระมารดาผู้ทรงเมตตา โปรดประทานอภัยบาปแก่ข้า ข้าไม่ควรเกิดเจตนาร้ายอีก…”
ลูเมี่ยนได้ยินดังนั้น มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึมลง
ไอ้มารนี่คิดจะทำร้ายเราจริงหรือ?
การติดต่อกับปีศาจนั้น แม้เพียงวินาทีเดียวก็มิอาจปล่อยวาง ต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่มารที่ศรัทธาในพระแม่ธรณี!
อีกทั้ง เพียงบทสนทนาทักทายธรรมดา ก็แฝงกับดักร้ายแรงไว้โดยไม่รู้ตัว หากเป็นนักผจญภัยคนอื่นนอกจากเรา คงตกหลุมพรางไปแล้ว สมกับเป็นเส้นทาง ‘อาชญากร’ ที่มีชื่อเสียงด้านอาชญากรรมอันชาญฉลาด…
เย็นชาและเฉลียวฉลาด เจตนาร้ายที่เปิดเผย…
เมื่อมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบที่อ้างตนว่าเป็นนาโปริดิสลีสิ้นสุดการสารภาพบาปรอบใหม่ ลูเมี่ยนจึงแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงยิ้มแล้วกล่าว
“หากคุณควบคุมตัวเองไม่อยู่ เกิดอยากฆ่าคนขึ้นมา ก็ไปหาโจรสลัดเอาสิ นั่นคือการบังคับใช้กฎหมายอันชอบธรรม”
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบทำหน้าเคร่งขรึมขณะตอบ
“ที่นี่คือคุกของข้า หากยังชดใช้บาปไม่หมด ข้าไม่อาจออกไปได้”
“หากมีโจรสลัดบุกเข้าท่าเรือฮันต์จริง ข้าจะทำให้พวกมันหายสาบสูญในป่านอกเมือง”
ลูเมี่ยนพยักหน้า ก่อนดึงหัวข้อสนทนากลับสู่ประเด็นเดิม
“คาถามหาเสน่ห์ที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ ก็คือนามที่คุณเพิ่งกล่าวออกมา และมารที่มาหาผมเพื่อเสนอการแลกเปลี่ยน ได้อ้างว่าตัวเองชื่อนี้เหมือนกัน”
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ ผมขาวแซมดำ จ้องมองตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตเบื้องหน้า เงียบงันไปครู่ใหญ่
ลูเมี่ยนสัมผัสได้ว่า ความรู้สึกที่แผ่ออกจากตัวอีกฝ่าย มิใช่ความเคียดแค้นชิงชัง หากแต่เป็นความประหลาดใจเจือสงสัย
หรือว่า…แม้แต่มันเองก็ไม่อาจระบุตัวจริงของมารนั่นได้? ทั้งสองฝ่ายไม่มีความแค้นที่จะโยงถึงกันได้โดยตรง? ลูเมี่ยนครุ่นคิดในใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบที่อ้างตนว่าเป็นนาโปริดิสลีได้เอ่ยปาก
“ตามที่เจ้าว่ามา ‘คาถามหาเสน่ห์’ ได้แพร่กระจายอย่างลับๆ มาหลายปีแล้ว แต่ข้าไม่เคยสร้างสายสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้ใดนอกเกาะฮันต์เลย”
“ผมก็สงสัยในประเด็นนี้เหมือนกัน ปลายทางของการเอ่ยนามถูกช่วงชิงได้ด้วยหรือ? แล้วแบบนี้ในภายหลัง ตัวตนของคุณจะถูกแย่งชิงไปด้วยหรือไม่?” ลูเมี่ยนแสดงท่าทีราวกับนักผจญภัยผู้อยากรู้อยากเห็น
เด็กหนุ่มคิดว่า จากคำบอกเล่าเพียงน้อยนิดของมาดามเมจิกเชี่ยน มิสเตอร์ฟูลน่าจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ แม้แต่อามุนด์ในอดีตก็ทำได้ ส่วนจะมีมารตนใดทำได้หรือไม่นั้น ยังไม่อาจทราบได้ในขณะนี้
มารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบจมดิ่งสู่ความเงียบอีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“คนต่างถิ่น เจ้าได้ล่วงรู้มากพอแล้ว จงหยุดเพียงเท่านี้เถิด มิฉะนั้น เจ้าอาจเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว”
มารในชุดสูทสีดำ ผู้อ้างว่าตนเป็นนาโปริดิสลี บรรจงลุกขึ้นยืน แยกเท้าออกเล็กน้อย ยกสองมือที่สวมถุงมือหนังสีดำขึ้น พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ธรณีจงเจริญ พระแม่แห่งสรรพสิ่งจงเจริญ!”
จากนั้น มันหมุนกายกลับ หยิบไม้ตะพด ก้าวเท้าอันงุ่มง่ามมุ่งสู่ประตูวิหาร สู่แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
ลูเมี่ยนพินิจมองมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ พบว่ามันรูปร่างไม่สูงนัก ร่างผอมบาง ดูอ่อนแอและเหี่ยวแห้ง ราวกับชายชราธรรมดาที่ล่วงวัย ไม่มีส่วนใดเลยที่ดูเหมือนปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวและทรงพลัง
ยิ่งจ้องมอง ลูเมี่ยนก็ยิ่งรู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่า ใต้ผิวหนังบางเฉียบและเนื้อหนังอันชราภาพนั้น มีกระแสอาฆาตมืดดำกำลังพองตัวสลับกับหดเข้า มันพยายามฝืนตัวเองอย่างสุดกำลัง มิให้ฉีกทำลายเปลือกนอกอันเปราะบาง
แก่นแท้อันน่าสะพรึงกลัว กับรูปลักษณ์ภายนอกที่อ่อนแอของอีกฝ่าย แม้จะตัดกันอย่างเด่นชัด แต่บรรยากาศโดยรวมกลับแผ่ซ่านไอชราบางๆ จนดูไม่แตกต่างจากสามัญชนทั่วไป
เหมือนกับลุดวิกสินะ…คนหนึ่งมีสัตว์ประหลาดรูปพรรณสัณฐานไม่อาจคาดเดาถูกผนึกอยู่ใต้คราบเด็กน้อย อีกคนหนึ่งซ่อนมารดำมืดไว้ในร่างชรา…ลูเมี่ยนต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อควบคุมตนมิให้เพ่งสมาธิสำรวจดวงชะตาของมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบผู้นี้
ชายชราผมขาวแซมดำสวมถุงมือหนังสีดำ ยันไม้ตะพด ค่อยๆ ก้าวออกจากโบสถ์
ลูเมี่ยนมิได้รีบร้อนกลับสู่เรือเบอร์รี หากแต่ยังคงนั่งอยู่แถวหน้า ครุ่นคิดถึงตำนานมารที่เพิ่งถูกไขกระจ่างกระจ่าง แต่ในขณะเดียวกันกลับเพิ่มพูนปริศนาอีกหลายเรื่อง
ทันใดนั้น หางตาของเขาเหลือบเห็นชุดคลุมยาวสีน้ำตาล
นี่คือเครื่องแต่งกายของนักบวชศาสนจักรพระแม่ธรณี
ลูเมี่ยนเงยหน้าขึ้น มองไปยังด้านบน จนพบกับใบหน้าของชายวัยกลางคน โครงหน้าชัดลึก หน้าตาหล่อเหลา คิ้วหนา ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบมีเส้นเลือดฝอยแทรกอยู่ทั่ว ทอประกายแห่งความทุกข์ระทม
ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ?
บัดซบ! ลูเมี่ยนรู้สึกขนลุกซู่ทั่วร่าง สบถในใจดังลั่น
นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบทรุดกายลงนั่งเคียงข้างลูเมี่ยน ณ ตำแหน่งที่มารผู้นั้นเพิ่งละจากไป
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“อย่าได้ยั่วยุโบเซลลี และอย่าได้ลองทำตามคำแนะนำเป็นอันขาด ความอดกลั้นของเขาเสื่อมถอยลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น”
“โบเซลลี? หมายถึงชายชราดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบที่เพิ่งจากไปน่ะหรือ?” ลูเมี่ยนแกล้งถามอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
“ใช่แล้ว” นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบพยักหน้ารับแผ่วเบา
ลูเมี่ยนครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้ม
“ข้าอดกลั้นได้ดีกว่าเขามากนัก กว่าจะเสียการควบคุมสักครั้ง ก็ต้องผ่านไปหลายปี” นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบตอบอย่างเถรตรง
นี่เท่ากับยอมรับโดยตรงว่า ตัวเองก็เป็นมารเช่นกัน? นี่เราเข้ามาในวิหารพระแม่ธรณีหรือโรงแรมของตระกูลปีศาจกันแน่? ลูเมี่ยนรู้สึกหนาวเยือกในใจ อดไม่ได้ที่จะตัดพ้อรำพัน
เด็กหนุ่มแสร้งปั้นหน้าเป็นปกติ ยิ้มพลางเอ่ยปาก
“คุณรู้จักเขาดีหรือ เป็นญาติร่วมตระกูลกันหรือ?”
นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วจึงเอ่ยตอบ
“พวกเราล้วนเป็นเด็กที่เกิดในอารามแห่งท่าเรือเกาะฮันต์”
เด็กที่เกิดในอาราม? ลูเมี่ยนรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำบรรยายเช่นนี้
ในศาสนาจารีตอื่น การที่อารามมีเด็กถือกำเนิด ถือเป็นการละเมิดคำสอนขององค์เทพ หมกมุ่นในกามารมณ์ และเป็นการลบหลู่ศรัทธาอย่างร้ายแรง
ทว่าลูเมี่ยนพลันนึกขึ้นได้ จึงคลายความสงสัย
นี่มิใช่ศาสนาอื่นใด หากแต่เป็นศาสนจักรพระแม่ธรณี ยิ่งแม่ชีและพระในอารามให้กำเนิดบุตรมากเท่าใด ก็ยิ่งสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนมากเท่านั้น!
เขาพลันเข้าใจแจ่มแจ้งถึงเหตุผลที่นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ กับโบเซลลี ได้ถือกำเนิดในอาราม
วิธีนี้จะช่วยปกปิดที่มาและตัวตนของพวกมันได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ต้องไปเดือดร้อนครอบครัวสามัญชนทั่วไป
ซึ่งนี่ทำให้สมมติฐานเกี่ยวกับมารท้องถิ่น ที่ลูเมี่ยนเคยไตร่ตรองเอาไว้ก่อนหน้านี้ พังทลายลงโดยสิ้นเชิง
เหล่ามารไม่จำเป็นต้องอาศัยการลักพาตัวเพื่อปกปิด ‘ศพ’ ที่พวกมันทิ้งไว้ เพราะศาสนจักรพระแม่ธรณีจะช่วยอำพรางให้แทน อาทิ ในพิธีส่งวิญญาณ พวกเขาจะใช้น้ำสะอาดแทนน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ และภายหลังยังจะช่วยจัดหาตัวตนใหม่ รวมถึงประวัติความเป็นมาที่ชอบด้วยกฎหมายให้อีกด้วย
การคาดเดาของเราก่อนหน้านี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ศาสนจักรพระแม่ธรณีกับมารท้องถิ่นไม่ใช่พันธมิตรกัน เป็นธรรมดาที่จะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด…นี่คือบทเรียนที่ต้องระวังเมื่อวางกลอุบายในอนาคต หากสมมติฐานผิดพลาด แม้การจัดการในภายหลังจะแยบยลเพียงใดก็ไร้ความหมาย…สำหรับตอนนี้ ดูเหมือนว่าศาสนจักรพระแม่ธรณีจะให้ที่พักพิงแก่พวกมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ เพื่อเป็นการอำพรางข้อจำกัด และช่วยคุ้มครองไปในตัว? ลูเมี่ยนทบทวนการสืบสวนของตนในสองวันที่ผ่านมา
ลูเมี่ยนเหลือบมองนักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“อย่างนั้น คุณก็ใช้นามเดียวกับที่โบเซลลีเพิ่งกล่าวถึงหรือ?”
นักบวชดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ถูกต้อง ข้าก็มีนามว่านาโปริดิสลีเช่นกัน”
ไม่รอให้ลูเมี่ยนถามต่อ มันพูดอย่างระมัดระวัง
“ข้าไม่ทราบที่มาของเจ้าหรอกนะ แต่หากลองนำเรื่องนี้ไปรายงานแก่ศาสนาจารีตอื่นๆ พวกเขาก็คงจะกำชับไม่ให้เจ้าแตะต้องความจริงเบื้องหลังตำนานมาร”
“ดังที่โบเซลลีกล่าวไว้ คนต่างถิ่นเอ๋ย จงหยุดเพียงเท่านี้เถิด แล้วออกจากเกาะฮันต์ไปเสีย”
ลูเมี่ยนพยักหน้าแผ่วเบา พร้อมกับลุกขึ้นยืน แล้วหมุนกายเดินออกจากวิหาร
ภายใต้แสงตะวันอันสดใส เด็กหนุ่มบรรจงก้าวเดินไปตามท้องถนน สมองเต็มไปด้วยภาพดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบคู่แล้วคู่เล่า รวมถึงนามนาโปริดิสลี ราวกับว่าทั้งร่างกายและจิตใจกำลังจมดิ่งสู่ความสับสนอลหม่าน
……………………………………………………..