ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 627 วิธีรักษา?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 627 วิธีรักษา?
ตอนที่ 627 วิธีรักษา?
แม้ลูเมี่ยนจะเคยคาดเดาว่า เกาะฮันต์อาจมีมารมากกว่าหนึ่งตน แต่ก็คิดว่าคงมีเพียงมารสีเลือดที่ถูกผนึกไว้ กับมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกเท่านั้น ใครเลยจะรู้ว่าเมื่อครู่นี้ เขากลับได้พบมารดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกอีกตนหนึ่ง ซ้ำยังอยู่ภายในวิหารด้วย!
“บนเกาะนี้มีมารอยู่กี่ตนกันแน่?”
“ทั้งหมดล้วนมีดวงตาสีฟ้าเย็นเยือก เป็นตระกูลเดียวกันหรือ?”
“สมแล้วที่เป็นพระแม่แห่งสรรพสิ่ง แม้แต่มารก็ยังเป็นบุตรของพระองค์ได้ทั้งรังเลยทีเดียว!”
“…”
ความคิดอันสับสนอลหม่าน พร้อมด้วยภาพของดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบคู่แล้วคู่เล่า และนามนาโปริดิสลี ก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของลูเมี่ยน จนเขารู้สึกราวกับว่า การสืบสวนและคาดเดาก่อนหน้านี้ล้วนผิดทิศผิดทางไปเสียสิ้น
ตำนานมารแห่งเกาะฮันต์ ช่างลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
“ไม่สิ มันก็ยังมีประโยชน์และคุณค่าอยู่…”
“การคาดเดาคือการตั้งสมมติฐานโดยปราศจากหลักฐานอยู่แล้ว จากนั้นจึงค่อยลงมือพิสูจน์อย่างระมัดระวัง ย่อมมีโอกาสผิดพลาดและถูกหักล้างในภายหลังได้ อา…การไล่ตัดตัวเลือกก็เป็นกลวิธีสำคัญในแนวทางการสืบสวนเช่นกัน…”
“มีคดีใดบ้างที่สามารถคาดเดาได้ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม? สิ่งสำคัญคือการพิสูจน์ความเท็จผ่านข้อมูลใหม่ที่ได้รับระหว่างการสืบสวน ค่อยๆ ปฏิเสธเส้นทางที่ผิด เพื่อค้นหาเส้นทางที่ถูกต้อง…”
“หึๆ ถ้าเราเดินไปบนเส้นทาง ‘นักอ่าน’ แล้วสวมบทบาท ‘นักสืบ’ มันคงจะง่ายดายกว่านี้มาก เพราะการเปิดโปงแผนร้ายคือหนึ่งในภารกิจหลักของ ‘นักสืบ’…”
ลูเมี่ยนปลอบประโลมตนเอง พยายามสลัดอาการตกตะลึงอันเกิดจากการพบปะมารดวงตาสีฟ้าทั้งสองตน หวนกลับสู่ความมีสติและเหตุผล ไม่หลงเหลือความรู้สึกสับสนมึนงงอีกต่อไป
ภายใต้แสงตะวันอันแผดเผา เด็กหนุ่มพลันค้นพบประเด็นหนึ่ง
“ในภาพที่เราเห็นผ่านแว่นส่องความลับ มารสีเลือดถูกพลังล่องหนดึงรั้งไว้ ทว่าพลังล่องหนนั้นมีเพียงสายเดียว และดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองเราก็มีเพียงคู่เดียว…”
“มารดวงตาสีฟ้าที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมารสีเลือด มีเพียงตนเดียว นั่นก็คือชายชราโบเซลลีที่สารภาพบาปต่อหน้าตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต? ส่วนที่เหลือ รวมถึงนักบวชดวงตาสีฟ้าผู้นั้น ล้วนเป็นทายาทของมัน เป็นบุตรที่เกิดจากแม่ชีทั้งหลาย ในยามที่มันอาศัยอารามบนเกาะฮันต์เพื่อ ‘ฟื้นคืนความเยาว์’ และได้มาซึ่งตัวตนใหม่?”
“แต่เมื่อนักบวชดวงตาสีฟ้าเอ่ยถึงโบเซลลี ท่าทีกลับไม่เหมือนกำลังพูดถึงพ่อ ปู่ หรือบรรพบุรุษของตัวเอง คล้ายกับกำลังกล่าวถึงสหายผู้หนึ่งมากกว่า ซึ่งความสัมพันธ์ไม่ลงรอยกันนัก…”
“อีกทั้ง มันยังอ้างว่าตัวเองชื่อนาโปริดิสลีเช่นกัน…”
“นี่คือนามสกุล? นามสกุลสำคัญในหมู่มารแห่งนรกหรือ?”
ด้วยความสงสัย ลูเมี่ยนขึ้นสู่ ‘เรือเบอร์รี’ แล้วเดินกลับไปยังห้องชุดเฟิร์สคลาสของตน
ขณะนี้ ลูกาโนกำลังกินมื้อกลางวันอันโอชะร่วมกับลุดวิก
เมื่อเห็นลูเมี่ยน ‘แพทย์’ ผู้นี้ก็ยิ้มแหยพลางเอ่ยปาก
“ผมคิดว่าท่านคงจะกินอาหารพื้นเมืองบนเกาะ จึงมิได้รอกินพร้อมกัน”
ลูเมี่ยนทรุดกายลงนั่ง หยิบขนมปังก่อนมื้ออาหารที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นข้าวสาลีขึ้นมา ขณะกัดเคี้ยวก็เอ่ยถามอย่างครุ่นคิด
“นายรู้อะไรเกี่ยวกับพลังของเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ บ้าง?”
ลูกาโนลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบตามตรง
“ลำดับ 9 ‘นักเพาะปลูก’ ช่วยเพิ่มกำลังกายอย่างมหาศาล สามารถคาดเดาสภาพอากาศในอนาคตใกล้ๆ ได้ด้วยการสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น เมฆและลม ชำนาญในการแยกแยะเมล็ดพันธุ์และบ่มเพาะมัน อีกทั้งยังถนัดใช้เครื่องมือเกษตรมากกว่าดาบหรือปืน”
“ลำดับ 8 ‘แพทย์’ พลังหลักคือการรักษา สามารถใช้ ‘เนตรวิญญาณ’ วินิจฉัยอาการของคนไข้ได้อย่างแม่นยำ มีทักษะการผ่าตัดอันยอดเยี่ยม ทั้งการเย็บอวัยวะที่ขาดและปลูกถ่ายอวัยวะภายใน นอกจากนี้ยังได้รับพลังวิเศษโดยตรง ได้แก่ ‘รักษาโรคร้าย’ ‘รักษาแผล’ ‘เย็บวิญญาณ’ และ ‘ประสาทชีวิต’”
“ตามที่ผมทราบ ลำดับถัดไปเรียกว่า ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ หน้าที่หลักคือ ส่งเสริมการแพร่พันธุ์และการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพลังวิเศษ…”
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันขัดจังหวะคำพูดของลูกาโน
“เย็บวิญญาณ?”
“ทำงานยังไง?”
ลูกาโนยิ้มอย่างเขินอาย
“ผมเองก็ยังไม่เคยลองเหมือนกัน มันใช้สำหรับรักษาบาดแผลทางวิญญาณ ดังที่ท่านทราบ พลังวิเศษบางประเภทสามารถโจมตีวิญญาณโดยตรงได้ ซึ่งฟื้นฟูตัวเองได้ค่อนข้างช้า หากผู้บาดเจ็บต้องการรักษา และยอมปล่อยวางกายใจ ไม่ขัดขืน ผมสามารถผ่าตัดในเชิงวิญญาณ เพื่อเย็บบาดแผลนั้นให้สมานกันได้”
สิ่งที่ลูเมี่ยนสนใจหาใช่วิธีการเย็บวิญญาณ หากแต่เป็นประเด็นอื่น ซึ่งทำให้เขามีข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับตำนานมารบนเกาะฮันต์
เด็กหนุ่มกลืนขนมปังในปากลงคอ จิบลิเคอร์สีทองอ่อน ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“หากสามารถเย็บวิญญาณได้ เมื่อคิดกลับกัน นายก็ควรจะตัดแบ่งวิญญาณได้ด้วยสินะ?”
ลูกาโนถูกถามจนนิ่งงัน ต้องใช้เวลาราวๆ สิบห้าถึงยี่สิบวินาทีก่อนจะตอบได้
“ในทางทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ แต่ต้องให้คนไข้ปล่อยวางกายใจโดยสิ้นเชิง ปราศจากการปกป้องวิญญาณ ถ้าไม่มีร่างกายก็ยิ่งดีเลย”
‘แพทย์’ ผู้นี้ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า
“นี่อาจเป็นการโจมตีทางวิญญาณ แต่ก็ถือเป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน หากผู้ป่วยรายใดถูกสาปแช่ง จนวิญญาณได้รับมลทินบางส่วน ก็สามารถตัดแบ่งส่วนที่เสื่อมทรามออกไป ปล่อยให้วิญญาณค่อยๆ เยียวยาตัวเองไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลูเมี่ยนก็หัวเราะออกมา พลางปรบมือเบาๆ
“ตอบได้ดี ตอบได้ดี”
คำชมนี้ทำให้แม้แต่ลูกาโนผู้มีหนังหน้าหนาพอสมควร ก็อดรู้สึกเก้อเขินไม่ได้ จนหลุดปากออกมาว่า
“นี่เป็นเพียงการคาดเดาของผม ยังไม่เคยทดลองแต่อย่างใด”
ลูเมี่ยนมิได้สนใจคำพูดของเขา เริ่มทำตัวเหมือนลุดวิก เสียบซี่โครงแกะเล็กๆ ลงบนจานอาหาร แล้วลงมือตัดแบ่งอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกแรกเมื่อครั้งถูกมารดวงตาสีฟ้าโจมตี เริ่มผุดขึ้นในห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม
เขามองเห็นตัวเองในบุคลิกที่แตกต่างกันไป บ้างก็เคียดแค้น บ้างก็จมดิ่งอยู่ในห้วงความทุกข์ บ้างก็ราคะพลุ่งพล่าน บ้างก็ดำรงอยู่ในห้วงอารมณ์และแรงกระหายอันหลากหลาย…
ความคิดหนึ่งซึ่งเคยผุดขึ้นในใจขณะฟังลูกาโนบรรยายการเย็บปะและตัดแบ่งดวงวิญญาณ ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จะเกิดอะไรขึ้นหากอาศัยพลังในลำดับสูงของเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ เพื่อตัดแบ่งดวงวิญญาณออกเป็นส่วนๆ ตามแรงกระหายที่แตกต่างกัน?
มารดวงตาสีฟ้าบนเกาะฮันต์อาจมีเพียงตนเดียว แต่ถูกนักบุญหรือแม้แต่เทวทูตของศาสนจักรพระแม่ธรณีแบ่งแยกดวงวิญญาณ ทำให้แต่ละส่วนกลายเป็นบุคคลหนึ่ง ทว่าในแง่ศาสตร์เร้นลับยังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น พลังอันไร้รูปที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับมารสีเลือดจึงมีเพียงสายเดียวหรือ?
ปัญหาที่ต้องขบคิดในยามนี้คือ ศาสนจักรพระแม่ธรณีทำไปเพื่ออะไร?
เพื่อตีกรอบ หรือเพื่อปกป้อง? หรือว่าทั้งสองประการ?
ลูเมี่ยนพลันนึกถึงสภาวะของมารสีเลือด
มันจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำดำมืดอยู่ร่ำไป แล้วถูกพลังล่องหนฉุดกระชากขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
“การแบ่งดวงวิญญาณ คือการปกป้องมารดวงตาสีฟ้า เพื่อมิให้ได้รับมลทินจากห้วงน้ำดำมืด?”
“เดี๋ยวสิ หรือว่ามารดวงตาสีฟ้าจะเป็นเพียง ‘ชิ้นส่วน’ ดวงวิญญาณที่ยังไม่ได้รับมลทินจากมารสีเลือด? วิธีรักษาของศาสนจักรพระแม่ธรณีคือ เมื่อทั้งหมดไม่อาจเยียวยาได้แล้ว แต่บางส่วนยังคงสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องตัดแบ่งดวงวิญญาณส่วนที่ยังบริสุทธิ์ออกมา ในรูปแบบของแรงกระหายอันหลากหลาย?”
“ด้วยอำนาจของผนึกที่รายล้อมหุบเขา ห้วงน้ำดำมืดกับป่าของมารสีเลือดจึงมีลักษณะของการเกิดใหม่ การเติบโต การตกต่ำ การตาย แล้วเกิดใหม่อีกครั้ง…เศษเสี้ยวดวงวิญญาณส่วนต่างๆ ที่ถูกตัดแบ่งมาจากมารสีเลือด ต่างก็ล้วนได้รับชีวิตใหม่ เพื่อให้พวกมันช่วยต่อต้านมลทินที่แผ่ขยายจากร่างแท้ โดยอาศัยวัฏจักรการเกิดใหม่ การเติบโต การเสื่อมถอย การตาย แล้วเกิดใหม่อีกครั้ง?”
“ในขณะเดียวกัน อาศัยการดำรงอยู่ของส่วนที่ยังบริสุทธิ์ เพื่อฉุดรั้งมิให้มารสีเลือดจมดิ่งลงสู่ความเสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง?”
“เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณที่แก่ชรา ย่อมง่ายต่อการถูกมลทินจากร่างแท้ครอบงำ ส่วนที่เกิดใหม่ย่อมบริสุทธิ์กว่า นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้สภาวะของชายชราโบเซลลี ดูแตกต่างจากนักบวชดวงตาสีฟ้า…”
“การเกิดใหม่แบบนี้ ดวงวิญญาณเป็นของมาร ทรงพลังล้นเหลือ แต่ร่างกายกลับเป็นของมนุษย์ อ่อนแออย่างยิ่ง อา…สอดคล้องกับสิ่งที่เราสังเกตเห็นในตัวโบเซลลี ร่างกายที่อ่อนแอชราภาพ ห่อหุ้มดวงวิญญาณอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยความอาฆาตแค้น…”
“ช่างเป็นวิธีผนึกและช่วยเหลือที่สอดคล้องกับจุดเด่นของศาสนจักรพระแม่ธรณีจริงๆ…”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันรู้สึกกระจ่างแจ้ง ขณะเดียวกันก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า ตนกำลังใช้มีดหั่นกระดูกซี่โครงแกะมาสักพักแล้ว ส่งเสียงแหลมเสียดแทงโสตประสาทจนน่าขนลุก
ลูกาโนแสร้งทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้ยิน มุ่งความสนใจไปยังการกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนลุดวิกไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ในสายตาเขามีแต่อาหารรสเลิศเท่านั้น
ลูเมี่ยนละสายตาด้วยอารมณ์แจ่มใส รินไวน์แดง ‘ปาฮา’ ให้ตนเองแก้วหนึ่ง ทั้งความสับสน วุ่นวาย หลงทาง และท้อแท้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เริ่มบรรเทาลงไปหลายส่วน
เด็กหนุ่มจิบไวน์พลางครุ่นคิดอย่างสบายอารมณ์
“ข้อสันนิษฐานนี้สอดคล้องกับรายละเอียดในปัจจุบันมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่คงพิสูจน์ไม่ได้ อีกทั้งยังไม่กล้าพิสูจน์ และในเมื่อตรวจสอบผลลัพธ์ไม่ได้ การย่อยโอสถก็คงจะไม่คืบหน้า…”
“ช่างเถอะ ประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้ สำคัญยิ่งกว่าการย่อยโอสถซึ่งสามารถกระทำในภายหลังได้”
“เหตุใดศาสนจักรพระแม่ธรณีถึงต้องปกป้องมารสีเลือด? อีกทั้ง เมื่อตัดแบ่งดวงวิญญาณส่วนที่บริสุทธิ์ออกมา แล้วนำไปมอบชีวิตใหม่ เหตุใดจึงไม่ทำลายล้างหรือชำระร่างจริงที่มัวหมองให้สิ้นซาก เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม?”
“เรื่องนี้ย่อมเกี่ยวพันกับความลับอันลึกล้ำของโลกอย่างแน่นอน…”
“มารสีเลือดนั่น หรือจะเป็นนาโปริดิสลีตัวจริง ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด?”
“มารที่พยายามต่อรองกับเรา เพื่อจ้างวานฆ่า ‘ทายาทมาร’ บนเกาะฮันต์ ก็คือร่างต้นนี่เอง? ตัวมันสามารถส่งอิทธิพลต่อเสี้ยววิญญาณดวงต่างๆ ของตัวเองได้ ช่วยให้ผู้วิเศษลำดับกลางอย่างเราและฟรังก้า สามารถสังหารมารแท้ๆ ไหว?”
ยิ่งคิด ลูเมี่ยนก็ยิ่งอยากรู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด แต่ในที่สุดก็ข่มใจไว้ได้
สำหรับผู้วิเศษในระดับของเขา เรื่องนี้สมควรยุติลงเพียงเท่านี้ ถัดไปก็แค่รอจนกว่าจะออกจากเกาะฮันต์ แล้วจึงค่อยรวบรวมข้อมูลที่ได้มา ผนวกกับข้อสันนิษฐานที่คิดขึ้นเอง รายงานไปยังมาดามเมจิกเชี่ยน เพื่อดูว่าเหล่าอาร์คาน่าใหญ่ของชุมนุมทาโรต์จะมีความคิดเห็นเช่นไร
เมื่อละทิ้งความคิดที่จะสืบสวนต่อ ลูเมี่ยนก็รู้สึกตัวเบาในทันที จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่เดินเที่ยวชมท่าเรือฮันต์อย่างไร้กังวล
เด็กหนุ่มต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า เมืองบนเกาะในทะเลคลั่งที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ของราชอาณาจักรเฟเนพ็อตนี้ กลับไม่มีบ่อนการพนัน ไม่มีอุตสาหกรรมชั่วร้ายเช่นการค้ามนุษย์ สะอาดบริสุทธิ์ราวกับผ่านการชำระล้างจากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสก็มิปาน
ลูเมี่ยนใช้เวลาบ่ายทั้งบ่ายเล่นไพ่พิชิตจอมมารและไพ่อื่นๆ แพ้ชนะไม่เกินหนึ่งทองลิโซ จนในที่สุดก็เข้าใจสาเหตุ
มารดวงตาสีฟ้าที่ไม่อาจควบคุมตนเองได้ เลือกล่าอาชญากรร้ายแรงเป็นอันดับแรก ด้วยการลักพาตัวพวกเขา แล้วทำให้สูญหายในป่านอกเมือง
เมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งถึงสองร้อยปีล่วงเลย ท่าเรือฮันต์จึงได้รับสมญานามว่าเป็นนครแห่งแสงตะวัน
แน่นอน มิใช่ว่าจะไม่มีผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร อย่างเช่น อันโตนีโอ·เอเลียสผู้นั้น
ในห้วงความฝัน ลูเมี่ยนเห็นภาพพร่าเลือนของแผ่นดินที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟกำมะถัน เห็นมารสีเลือดที่จมอยู่ในของเหลวดำมืด
……………………………………………………..