ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 629 ขจัดมลทิน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 629 ขจัดมลทิน
ตอนที่ 629 ขจัดมลทิน
เมื่อมาดามเมจิกเชี่ยนไม่ยืนยันข้อสันนิษฐานของตน และไม่วิเคราะห์ความจริงเบื้องลึกของตำนานมารบนเกาะฮันต์ ลูเมี่ยนจึงเข้าใจโดยนัยว่า มันคงเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนไม่สมควรล่วงรู้ในปัจจุบัน หรือเป็นเรื่องที่ยังไม่ควรทราบก่อนจะชำระล้างมลทินที่สั่งสมมา
“หาเวลาไป…หมายความว่าเราไปเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องนัดแนะเวลากับฝั่งผู้บำบัดสินะ? มาดามเมจิกเชี่ยนประเมินว่าปัญหาไม่ร้ายแรงนัก?” ลูเมี่ยนถือกระดาษที่เขียนพิกัดของโลกวิญญาณ พลางกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา
ร่างของเด็กหนุ่มหายวับไปจากเรือเบอร์รี ท่องไปในห้วงมิติอันสับสนวุ่นวาย ท่ามกลางแผ่นสีหลากหลายที่ซ้อนทับกัน เขาสัมผัสถึงสายตาประหลาดที่จ้องมองเป็นครั้งคราว พร้อมกับเห็นร่างพิสดารอันยากจะพรรณนา
ผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ในที่สุดลูเมี่ยนก็มาถึงบริเวณที่ตรงกับพิกัดของโลกวิญญาณ แล้วก้าวออกไป
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือโดมสูงตระหง่าน หน้าต่างกระจกสว่างไสว และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บรรยายเรื่องราวมหากาพย์
ถัดมา ลูเมี่ยนเห็นแสงอาทิตย์เป็นกลุ่มก้อน อยู่ลึกเข้าไปในห้องโถง
เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจบางสิ่ง จึงเดินตรงไปยังจุดนั้น
ขณะเดิน เขาเห็นแสงอาทิตย์ ‘แผ่ขยาย’ เข้ามาหาตัว ทุกแห่งหนที่แสงฉายผ่าน จะไม่หลงเหลือเงาหรือความมืดแม้แต่น้อย
ในวินาทีถัดมา ลูเมี่ยนก็ถูกแสงอาทิตย์ปกคลุมร่างกาย
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับผิวหนัง เนื้อ กระดูก และเครื่องในของตนถูกแสงอาทิตย์อันบริสุทธิ์ผุดผ่องแทงทะลวง เผยให้เห็นดวงวิญญาณโดยตรง
ควันดำพร่าเลือนค่อยๆ ถูกแสงอาทิตย์ขับออกมาจากวิญญาณ จากร่างกายของเขา มันแผดเสียงร้องขู่คำราม ทั้งหมดแสดงใบหน้าของลูเมี่ยน บ้างดุร้าย บ้างทุกข์ทรมาน บ้างวิงวอน บ้างข่มขู่
เพียงไม่กี่วินาที ควันดำเหล่านั้นก็ละลายหายไปในแสงอาทิตย์อย่างไม่อาจต้านทาน
ในขณะเดียวกัน หัวใจของลูเมี่ยนเริ่มเจ็บแปลบ หน้าอกด้านซ้ายร้อนผ่าว
คล้ายกับแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าพยายามขับไล่มลทินในจุดดังกล่าวออกไปด้วย ชำระล้างทุกสิ่งให้หมดจด
ท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวจากหัวใจ ลูเมี่ยนรู้สึกอย่างคลุมเครือว่าตราผนึกตรงอกซ้ายกำลังแปรเปลี่ยน กำลังซ่อนตัว กำลังปรับตัวให้เข้ากับแสงอาทิตย์
มันถอยกลับไปดุจคลื่นน้ำ หดกลับสู่ส่วนลึกของห้องโถง
ลูเมี่ยนกลับเป็นปกติในทันที เว้นแต่หัวใจที่ยังหลงเหลือความไม่สบายอยู่บ้าง ร่างทั้งร่างโล่งเบาขึ้นมาก จิตใจแจ่มใส ราวกับได้สูดสายลมยามเช้า ได้เห็นแสงอรุณหลังจากดำเนินชีวิตในความมืดมนอึดอัดมาเนิ่นนาน
ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นชายผู้หนึ่ง ยืนอยู่ลึกเข้าไปในห้องโถง สวมเสื้อคลุมสีขาวเรียบง่าย ร่างกายนับว่าสูงใหญ่
ลูเมี่ยนรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูหนุ่มมาก กะเกณฑ์อายุอย่างผิวเผินได้เพียงยี่สิบสองยี่สิบสามปี สูงกว่าสองเมตร มอบความรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง แต่บุคลิกกลับนิ่งสงบมาก ผมสีน้ำตาลอ่อนจัดแต่งอย่างเรียบร้อย
“มลทินที่หลงเหลือในตัวคุณ ได้ถูกชำระล้างจนสะอาดแล้ว” ชายร่างสูงใหญ่กล่าวเป็นภาษาฟุซัคโบราณ
ลูเมี่ยนถามอย่างคาดเดา
“คุณคือมิสเตอร์ซันใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้อง” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตอบอย่างสุภาพ ไม่แสดงท่าทีหยิ่งยโสหรือเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย
ไม่นึกว่าจะหนุ่มถึงเพียงนี้ แต่ก็ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้…ลูเมี่ยนกล่าวขอบคุณสองสามประโยค โดยไม่มีอะไรจะถามหรือขอคำแนะนำ
เขาชี้ไปนอกห้องโถง
“ผมขอออกไปเดินเล่นสักหน่อยได้ไหม?”
เด็กหนุ่มยังไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ดี เพียงแต่คาดเดาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังว่า คงเป็นวิหารสำคัญสักแห่งของศาสนจักรเดอะฟูล
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคาดเดาว่าอาร์คาน่าใหญ่ ‘เดอะซัน’ เบื้องหน้าตน คือคนใหญ่คนโตของศาสนจักรเดอะฟูล หรืออาจเป็นหนึ่งในผู้นำสูงสุดเลยก็ได้
“ได้” อาร์คาน่าใหญ่ ‘เดอะซัน’ พยักหน้ารับแผ่วเบา
ลูเมี่ยนยกมือแตะหน้าอก คำนับตามธรรมเนียมของศาสนจักรเดอะฟูล แล้วหมุนตัวเดินออกไปนอกห้องโถง
เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่ โลกภายนอกก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด สารพัดเสียงและร่างต่างๆ ทะลักเข้าสู่ประสาทสัมผัสของเด็กหนุ่มโดยพร้อมเพรียง
ในชั่วขณะนั้น ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจลูเมี่ยนคือ
เด็กหนุ่มเห็นผู้คนที่เดินอยู่บนถนนส่วนใหญ่สูงอย่างน้อย 1.8-1.9 เมตร บางคราวก็มีคนสูง 3-4 เมตรปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น ‘ครึ่งยักษ์’ หรือ ‘ยักษ์’ หากเป็นผู้ชายจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว คลุมทับด้วยเสื้อโค้ตสีดำ สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง ถือไม้ตะพดที่ยาวราวกับหอก ก่อให้เกิดความรู้สึกพิลึกพิลั่นเกินบรรยาย
ส่วนบรรดาสุภาพสตรีก็สูงไม่แพ้กัน ส่วนน้อยที่สวมกระโปรง ส่วนใหญ่เลือกสวมกางเกงขายาวที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว
ลูเมี่ยนกวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง สายตาเลื่อนผ่านประตูใหญ่ที่สูงเกิน 4 เมตรทีละบานสองบาน
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองเหมือนทารกแรกเกิดในดินแดนแห่งนี้
ความตระหนักรู้ดังกล่าว ทำให้เขาถึงกับหมดอารมณ์ที่จะเดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ ชั่วคราว
แน่นอน ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น
…………
ณ กรุงทรีอาร์ เมืองชาโย หน้าประตูไร่องุ่นแห่งหนึ่ง
หลังจากฟรังก้าแจ้งแก่บุรุษรับใช้ที่มาเปิดประตูว่า ตนมาเยี่ยมมาดามแคลริส อีกฝ่ายก็หลีกทางให้ แต่มิได้เดินนำทางเข้าไป ยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม ทำราวกับเธอควรต้องรู้ว่า มาดามแคลริสอยู่ที่ใด และเดินไปหาเองโดยไม่ต้องพึ่งการนำทาง
ฟรังก้าไม่ได้ใส่ใจ เพียงเดินตามเส้นทางในความทรงจำ จนพบศาลาทรงกลมที่อยู่ท่ามกลางเถาองุ่น
ไม่ผิดจากที่คาด ‘นางมารดำ’ แคลริส ในชุดราตรียาวสีดำสไตล์ราชสำนัก กำลังนั่งอยู่ภายในศาลา
“อรุณสวัสดิ์ ท่านเจ้าคุณแคลริส” ฟรังก้าทักทายอย่างกระตือรือร้น พลางชื่นชมความงามอันเลอเลิศและบุคลิกอันแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าของอีกฝ่ายโดยไม่ปิดบัง
‘นางมารดำ’ แคลริส พยักหน้าแผ่วเบาพลางเอ่ยปาก
“สืบสวนเรื่อง ‘คนในกระจก’ คืบหน้าแล้วหรือ?”
ฟรังก้าไม่รีบตอบ เพ่งมองดวงตาสีเทาเข้มอันเย้ายวนตรงหน้าพลางเอ่ยถามว่า
“บราวส์ไม่อยู่หรือคะ?”
“เธอไม่ใช่สาวใช้ของฉัน ย่อมมีธุระเป็นของตัวเอง” ‘นางมารดำ’ แคลริสตอบอย่างกระชับ
“ไม่อยู่ที่ร้านกาแฟเรือนแดง ไม่อยู่แถวๆ จุดล่าสัตว์ด้วย” ฟรังก้าสูดกลิ่นหอมที่โชยอบอวลในอากาศ พลางชวน ‘นางมารดำ’ คุยเรื่องจิปาถะ
“เธอมีธุระอื่น” แคลริสแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากสนทนาเรื่องนี้ต่อ
ฟรังก้าไม่มีทางเลือก จำต้องเล่าเรื่องราวของโมรัน·อาวินี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ เพียงแต่เปลี่ยนคนที่รับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของ ‘เศษชิ้นส่วนโลกในกระจก’ ระหว่างดูละครเป็นตัวเธอเอง
แคลริสมิได้ขัดจังหวะการเล่าเรื่อง ทั้งยังไม่ตอบสนองในทันที เพียงหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิด
ฟรังก้ามิได้เร่งเร้า ‘นางมารดำ’ เพียงแต่มองกวาดตามนัยน์ตาสีเทาเข้มที่ราวกับแฝงไว้ด้วยหมอกควัน ตามผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียด ตามเส้นสายอันชวนให้ใจสั่นระรัว และตามริมฝีปากแดงระเรื่ออันแสนยั่วยวนใจ
เธอรู้ดีว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม ทว่าก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้ จิตใจค่อยๆ ร้อนระอุขึ้นมา สมองเริ่มมึนงง ปากก็แห้งผาก จนต้องเม้มริมฝีปากเป็นครั้งคราว
บัดซบ! ทำไมเราจึงเกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมาได้ล่ะ…แม้มนุษย์จะเป็นสัตว์ที่สามารถเกิดอารมณ์ได้ทุกเวลา แต่ยามสนทนาเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะต่อหน้าผู้มีอำนาจ เราล้วนวางตัวเคร่งขรึมเสมอมา อย่างมากก็แค่ชื่นชม…หรือว่า ‘นางมารดำ’ กำลังแผ่เสน่ห์ยั่วยวนเราอยู่ หรืออาจมีสาเหตุอื่น? ต้องใช่แน่ คงเป็นผลพวงจากมลทินที่หลงเหลือจากมารนั่น! แม้จะเบาบางมาก จนไม่มีอาการใดในชีวิตประจำวัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางมารลำดับสูงที่ขึ้นชื่อในด้านเสน่ห์สตรี ย่อมทำให้เราควบคุมแรงกระหายในตัวได้ลำบาก จนค่อยๆ เข้าสู่ภาวะตัณหาราคะ…ฟรังก้ากัดฟันแน่น ไม่ยอมให้ตนตกเป็นทาสแห่งราคะ
แคลริสเงยหน้าขึ้น มองเธอครู่หนึ่ง
“เจ้ามิได้สุขสมมานานแล้วหรือ?”
“นับแต่คู่รักคนล่าสุดของฉันตายไป ก็ไม่มีอีกเลย” ฟรังก้าเข้าใจดีว่า ‘นางมารดำ’ หมายถึงสุขสมในความหมายอันแคบ จึงตอบไปตามตรง พร้อมทั้งอธิบายเสริม “ก็อย่างที่ได้เล่าไป เพื่อให้ได้เข้าใกล้บุตรสาวนอกสมรสของโมรัน·อาวินี ฉันต้องใช้สมบัติวิเศษชิ้นหนึ่ง ผลข้างเคียงคือการเผชิญกับข้อเสนอของปีศาจหรือมาร ภายหลังก็ได้พบเข้าจริงๆ และยังส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน”
น้ำเสียงของแคลริสแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“การอดกลั้นมิใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว จงปล่อยตัวให้สุขสมบ่อยครั้ง มิฉะนั้นเส้นทาง ‘ปีศาจ’ จะกลายเป็นจุดอ่อนของคุณ”
บุคลิกของ ‘นางมารดำ’ ผู้นี้แปรเปลี่ยนกะทันหัน กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์สง่างาม ไม่อาจลบหลู่ได้
ฟรังก้าเริ่มรู้สึกว่า ตนมิควรคิดลามกต่อหญิงงามตรงหน้า แรงกระหายจึงค่อยๆ ซาลง สมองเริ่มกลับมาแจ่มใส หลุดพ้นจากภาวะตัณหาราคะ
แคลริสดึงหัวข้อสนทนากลับสู่ประเด็นหลัก
“คุณคิดจะลงมือกับโมรัน·อาวินีหรือ?”
“เขาน่าจะเป็น ‘คนในกระจก’ คนสำคัญ หากเราจับกุมได้ หรือสอบสวนผ่านการสื่อวิญญาณ ก็อาจพบช่องทางในการจับกุม ‘คนในกระจก’ ส่วนใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในกรุงทรีอาร์…มาดาม ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ” ฟรังก้ากล่าวด้วยท่าทีอยากแสดงฝีมือ
เธอมิได้เน้นย้ำว่าโมรัน·อาวินีมีดวงตาสีเทาเข้มเช่นเดียวกับแคลริส เพียงแต่แสดงภาพถ่ายสีให้ดู
แคลริสพยักหน้ารับแล้วกล่าว
“คุณวางแผนลงมือได้เลย ในยามคับขัน ฉันจะคอยให้ความช่วยเหลือ แต่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ คุณจำต้องพึ่งพาตนเองและกองกำลังในมือ”
“ไม่มีปัญหา” ฟรังก้าไม่ปิดบังความยินดีของตน
เมื่อเธอปลีกตัวจากศาลาทรงกลมที่ถูกโอบล้อมด้วยเถาองุ่น ‘นางมารดำ’ แคลริสแปรเปลี่ยนดวงตาเป็นเย็นชา แล้วบรรจงลุกขึ้นยืน
…………
ภายในบาร์ที่แดดกำลังดี
ลูเมี่ยนถือแก้วเบียร์ใบโตกว่าศีรษะของตัวเอง ชนแก้วกับ ‘คนยักษ์’ ที่สูงเกือบสามเมตรฝั่งตรงข้าม แล้วดื่มน้ำเมาสีทองอร่ามดังอึกๆ
เด็กหนุ่มเช็ดมุมปาก พลางหัวเราะร่า
“ที่แท้ที่นี่ก็คือเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ในพระคัมภีร์!”
เขาได้รับรู้ระหว่างการฟังเทศนาว่า เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่คือสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของศาสนจักรเดอะฟูล อยู่บนเกาะแห่งหนึ่งริมทะเลโซเนีย ก่อตั้งโดยเหล่ามนุษย์ผู้รอดชีวิตที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์ช่วยเหลือออกจากทวีปต้องสาป ซึ่งถูกเรียกขานว่า ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’
สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ เหล่ามนุษย์ผู้รอดชีวิตจะตัวสูงใหญ่ถึงเพียงนี้ แทบจะเป็นคนยักษ์อยู่แล้ว!
“ถูกต้อง นักรบทุกคนที่นี่พร้อมต่อสู้เพื่อศาสนจักรของมิสเตอร์ฟูลตลอดเวลา!” ‘คนยักษ์’ สูงเกือบสามเมตรกล่าวด้วยความพึงพอใจ “คุณนี่ไม่เลวเลย ทั้งเคารพบูชา ‘เทวทูตไถ่ถอน’ และศรัทธาในมิสเตอร์ฟูล มีสองสิ่งนี้ พวกเราก็เป็นพี่น้องกันแล้ว!”
เขายื่นฝ่ามือขวาออกมา ตบลูเมี่ยนทีหนึ่ง จนเกือบล้มหน้าคะมำ ราวกับเด็กน้อยถูกอุ้งเท้าหมีสีน้ำตาลฟาดก็มิปาน
ลูเมี่ยนฝืนรักษารอยยิ้มไว้ พลางเอ่ยปาก
“คุณช่วยเล่าเรื่องราวของ ‘เทวทูตไถ่ถอน’ ใน ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ ให้ผมฟังอย่างละเอียดได้ไหม?”
……………………………………………………..