ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 630 เที่ยวเล่นหนึ่งวัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 630 เที่ยวเล่นหนึ่งวัน
ตอนที่ 630 เที่ยวเล่นหนึ่งวัน
‘คนยักษ์’ สูงเกือบสามเมตรกล่าวอย่างเสียดาย
“‘สภาทั้งหก’ มีกฎว่า ห้ามพูดในสิ่งที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ คุณเป็นสาวกของมิสเตอร์ฟูลแล้ว คงเคยฟังคำเทศนามาบ้าง ย่อมรู้เรื่องราวตามเอกสารทางการ ส่วนที่เหลือผมเล่าให้ฟังไม่ได้ เหมือนกับที่ผมไม่อาจบอกว่า ตัวเองเคยเห็น ‘เทวทูตไถ่ถอน’ กับตา ซ้ำยังได้รับความช่วยเหลือจากท่านด้วย”
พูดถึงตรงนี้ ‘คนยักษ์’ ก็ทำท่าจะตบบ่าลูเมี่ยนอีกครั้ง แต่เด็กหนุ่มก็หลบได้อย่างแนบเนียน
“เรียกคุณว่าอะไรดี?” ลูเมี่ยนในใจไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ก็แสร้งทำสีหน้าเคารพนบนอบ
‘คนยักษ์’ ผู้นั้นตอบ
“ลิวาเลีย”
“ดื่มเพื่อการเกิดใหม่ของเมืองเงินพิสุทธิ์!”
ลูเมี่ยนยกแก้วเบียร์ใบมหึมาขึ้น กระทบแก้วกับอีกฝ่าย แล้วดื่มน้ำเมาสีทองอร่ามที่เหลือจนหมดในคำเดียว
เด็กหนุ่มลูบท้องที่ป่องออกมา แล้วชี้ไปทางห้องสุขา เป็นเชิงบอกว่าตนต้องไปปลดทุกข์สักหน่อย
เบียร์ของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ไม่มีอะไรพิเศษนัก แต่แก้วมีขนาดใหญ่โตเกินไป แม้แต่ลูเมี่ยนที่แข็งแกร่งและดื่มเก่ง ก็ยังรับมือไม่ไหวหลังจากดื่มติดต่อกันสองแก้ว
นี่ไม่ใช่เมา แต่เป็นการอิ่มแน่นต่างหาก!
ลูเมี่ยนเดินเข้าไปในห้องสุขา ยืนหน้าโถปัสสาวะโถหนึ่ง ปลดเข็มขัด หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
ท่ามกลางเสียงซ่าๆ ‘คนยักษ์’ สูงเกินสามเมตรเดินเข้ามา เลือกยืนที่โถปัสสาวะข้างๆ เขา
ลูเมี่ยนเหลือบมองด้วยสัญชาตญาณ แล้วค่อยๆ หันกลับมา
เด็กหนุ่มจ้องผนังเบื้องหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย จนกระทั่งแรงดันในท้องน้อยคลายลงหมดสิ้น จึงเดินออกจากห้องสุขา กลับมายังเก้าอี้ตัวเดิมหน้าเคาน์เตอร์บาร์
ลิวาเลียได้สั่งเหล้าแก้วใหม่ให้เขาแล้ว เป็นเบียร์สีดำสนิทแต่ไม่ขุ่นมัว เมื่อเขย่าเบาๆ จะเห็นประกายสีน้ำตาลลอยขึ้นมา
“ลองชิมดูสิ ของขึ้นชื่อเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ เบียร์ผิวดำ!” ‘คนยักษ์’ ผู้เชื่อว่าตัวเองเป็นมนุษย์ กล่าวแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“เบียร์ผิวดำ?” ลูเมี่ยนยกแก้วเบียร์ที่ใหญ่กว่าศีรษะของตนขึ้น ถามกลับด้วยความสงสัย
ลิวาเลียพลันรู้สึกเศร้าขึ้นมา
“ดินแดนเทพทอดทิ้งไม่มีแสงตะวัน ไม่มีดินอุดมสมบูรณ์ มีเพียงหญ้าผิวดำที่เติบโตได้ มันจึงเป็นอาหารหลักของพวกเรา เลี้ยงดูชาวเมืองเงินพิสุทธิ์มาหลายชั่วอายุคน แม้จะไม่เพียงพอเสมอ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
“ในสมัยนั้น พวกเรานำหญ้าผิวดำมาทำเบียร์ไม่ได้ มันฟุ่มเฟือยเกินไป ฟุ่มเฟือยเกินไปมาก”
“ฮ่าๆ ตอนนี้ธัญพืช เนื้อสัตว์ และนมมีพอเพียงแล้ว ผมกลับสูงขึ้นอีก สูงกว่าเดิมตั้งสามสิบเซนฯ”
“มาถึงเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่แล้ว ยังปลูกหญ้าผิวดำได้อีกหรือ? ปลูกใต้ดินหรือ?” แม้ลูเมี่ยนจะไม่ใช่ ‘นักเพาะปลูก’ แต่เขาก็เติบโตมาในชนบท จึงทราบดีว่าพืชที่เคยอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว เมื่อย้ายมาอยู่ในสภาพปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่รอด
ลิวาเลียคลี่ยิ้ม
“ปลูกได้สิ! มันเติบโตได้ในทุกสภาพแวดล้อม แน่นอน พวกเราได้หาคนมาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์หญ้าผิวดำ ให้มันเหมาะกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น รสชาติของมันเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ที่จริงก็แตกต่างกันมาก อร่อยขึ้นน่ะ…อร่อยขึ้นมาก! ลองชิมดูสิ ข้างนอกหาดื่มเบียร์แบบนี้ไม่ได้หรอก พวกเราเองก็ปลูกไม่มากแล้ว ส่วนใหญ่ก็เพื่อระลึกถึงอดีต”
ลูเมี่ยนยกแก้วเบียร์ขึ้นจรดริมฝีปากอย่างสนอกสนใจ แล้วดื่มอึกใหญ่
สิ่งแรกที่เขาได้ลิ้มรสคือกลิ่นหอมของข้าวบาร์เลย์แบบปกติ แต่ตามมาด้วยความสดชื่นเบาบาง และรสเผ็ดร้อนเล็กน้อยของพืชตระกูลหญ้า สุดท้ายคือรสนมที่แผ่ซ่านในปาก ราวกับมีอยู่จริงแต่ก็ไม่มีอยู่จริง
“ไม่เลวเลย เป็นประสบการณ์ที่พิเศษและยอดเยี่ยมมาก” ลูเมี่ยนไม่ตระหนี่คำชม
เด็กหนุ่มถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“มีเหล้ากลั่นที่ทำจากหญ้าผิวดำบ้างไหม?”
สีหน้าของลิวาเลียหม่นลงเล็กน้อย พลางส่ายศีรษะ
“พวกเราชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ต่างคิดว่าการดื่มสุรามากเกินไปคือความตกต่ำ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว และสิ้นเปลืองอาหาร ดังนั้นเราจึงปฏิเสธเหล้ากลั่น”
พูดถึงตรงนี้ เขาหยุดชั่วครู่
“อีกอย่าง หญ้าผิวดำดูจะไม่เหมาะกับการทำเหล้านัก แม้แต่การทำเป็นเบียร์ ถ้าดื่มมากไปก็อาจทำให้เห็นภาพหลอนได้ ผมเองก็ดื่มไม่เกินสามแก้วทุกครั้ง”
มีพิษอ่อนๆ อยู่หรือ? เมื่อครั้งยังอยู่ใน ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ต้องพึ่งพาพืชชนิดนี้เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์หลายชั่วอายุคน ช่างยากลำบากจริงๆ…ลูเมี่ยนนึกถึงคำพูดติดตลกของพี่สาว จึงยกมุมปากขึ้นแล้วกล่าว
“ถ้าดื่มมากเกินไป จะเห็นคนตัวเล็กๆ เต้นรำเป็นฝูงหรืออย่างไร?”
ลิวาเลียคิดสักครู่แล้วตอบ
“ไม่ใช่ ภาพหลอนส่วนใหญ่ไม่เหมือนกัน บางคนเห็นภรรยาตบหน้าตัวเอง บางคนได้ยินเสียงญาติที่ตายไปแล้วเรียกหา บางคนเห็นทารกนอนอยู่ข้างทางร้องไห้จ้า…”
ตอนนี้ลูเมี่ยนทนฟังเรื่องเกี่ยวกับเสียงร้องของทารกไม่ได้ จึงหมดความสนใจทันที หันไปคุยเรื่องรสชาติของเบียร์ผิวดำแทน
เด็กหนุ่มดื่มจนหมดแก้ว เข้าห้องน้ำอีกครั้ง แล้วเดินออกจากบาร์ ตั้งใจจะใช้แสงแดดยามบ่ายที่กำลังดี เดินเที่ยวเล่นในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่สักหน่อย รอจนถึงเย็นค่อย ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยัง ‘เรือเบอร์รี’ ที่จอดอยู่ในเมืองท่าฮันต์
ระหว่างตึกรามบ้านช่องที่มีชั้นไม่มากนักแต่สูงใหญ่ผิดปกติ ผู้คนที่เดินไปมาส่วนใหญ่เป็น ‘ครึ่งคนยักษ์’ บางครั้งก็เห็น ‘คนยักษ์’ สูงเกินสามเมตรหนึ่งหรือสองคน ส่วนคนที่สูงต่ำกว่าหนึ่งเมตรแปดสิบแทบไม่มีเลย เว้นแต่จะเป็นพวกที่ยังมีใบหน้าละอ่อน
ลูเมี่ยนที่มีความสูงพอผ่านเกณฑ์ กวาดตามองไปรอบๆ
เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่า ผนังด้านนอกของบ้านบางหลังมีเถาวัลย์สีเขียวอมฟ้าเลื้อยพันอยู่ บนเถาวัลย์มีเห็ดหมวกใหญ่สีขาวสะอาดเต่งตึงจำนวนมาก ทั้งนุ่มและอวบอ้วน
เห็ด? เถาวัลย์งอกเห็ดได้ตั้งแต่เมื่อไร? ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว สงสัยในความรู้วิชาพฤกษศาสตร์ของตัวเอง
เมื่อนึกได้ว่านี่อาจจะเป็นพืชพิเศษที่เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่นำออกมาจาก ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ เด็กหนุ่มก็โล่งใจ
เขาเดินไปยังแผงริมทางแผงหนึ่ง แหงนหน้าขึ้นแล้วเอ่ยปาก
“คุณขายนมหรือ ทำไมผมถึงไม่เห็นถังใส่นมล่ะ?”
พ่อค้าแผงคนดังกล่าวสูงราวสองเมตรห้าหกสิบ ผิวออกสีเทาอมฟ้า ยิ้มอย่างซื่อๆ พลางตอบว่า
“บ้านข้างหลังเป็นของผมเอง คุณอยากได้นมวัวไหม?”
“เอาสักถ้วยแล้วกัน” ลูเมี่ยนถามไปแล้ว ก็คงไม่เสียหายที่จะซื้อนมสักถ้วย
พ่อค้าแผงหยิบถ้วยหนึ่งใบด้วยความยินดี หมุนตัวเดินไปยังหน้าเรือนสองชั้นของตน แล้วยื่นมือเด็ดเห็ดสีขาวนุ่มนวลลงมาดอกหนึ่ง
เขานำเห็ดมาจรดปากถ้วย บีบแรงๆ ทีหนึ่ง
น้ำนมสีขาวพุ่งทะลักออกมา เต็มถ้วยในพริบตา
ลูเมี่ยนมองดูจนปากอ้าค้าง แววตาฉายความงุนงงอีกครา
ไอ้นี่เรียกว่านมได้หรือ?
“เสร็จแล้ว” ‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้เป็นพ่อค้ายื่นนมให้ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนรับมาด้วยความฉงน พลางถามอย่างมึนงง
“นั่นคือเห็ดหรือ?”
“ถูกต้อง เห็ดนมวัว” ‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้เป็นพ่อค้าตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
เราเรียกไอ้สิ่งนี้ว่านมวัวได้จริงหรือ? ลูเมี่ยนจ่ายเงินด้วยความงุนงง แล้วถือถ้วยเดินจากแผงริมทางไป
เขาจำไม่ได้ว่าตนจ่ายเงินไปเท่าไหร่ ทั้งยังลืมไปเสียสนิทว่า เดิมทีตั้งใจจะอาศัยการซื้อนมเป็นโอกาสชวนคุยกับอีกฝ่าย
เดินออกมาได้สิบกว่าก้าว เขายกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มอึกหนึ่ง
กลิ่นรสนมวัวแท้ๆ!
ลูเมี่ยนขมวดคิ้วดื่มนมจนหมดถ้วย ไม่รู้สึกว่ามันมีปัญหาอะไร
แต่ของเหลวเหล่านี้ไหลออกมาจากเห็ด!
“แค่มองว่ามันคือพืชพิเศษก็พอ…แค่มองว่าเป็นพืชพิเศษก็พอ…” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเองสองสามหน ไม่มีความคิดจะลิ้มลองอีกครั้ง
เขากลัวว่าถ้าดื่มมากเกินไป ตัวเองก็จะผลิตนมวัวได้เช่นกัน!
เด็กหนุ่มเดินเตร่ต่อไป ย่างเท้าไร้จุดหมายบนถนนที่กว้างกว่าถนนในเมืองท่าฮันต์เป็นสองเท่า
ทันใดนั้น ‘ครึ่งคนยักษ์’ อีกผู้หนึ่งที่มีผิวสีเทาอมฟ้าก็เข้ามาใกล้ โดยกำลังอุ้มหนังสือเล่มหนาไว้ แล้วกล่าวอย่างกระตือรือร้นผิดวิสัยว่า
“สหาย สนใจรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับดวงประทีปและผู้ไถ่ถอนของพวกเราหรือไม่…”
ลูเมี่ยนยิ้ม ยกมือทาบอก แล้วคำนับเบาๆ
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!”
“เป็นพี่น้องนี่เอง” ‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้นั้นดูผิดหวัง แต่ก็ยินดีอย่างยิ่ง
ทั้งสองฝ่ายสนทนากันด้วยภาษาฟุซัคโบราณ แต่ลูเมี่ยนสังเกตว่าตลอดทางที่ผ่านมา เมื่อชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่พูดคุยกันเอง บางครั้งก็มีคำศัพท์ภาษาคนยักษ์ที่สามารถขับเคลื่อนพลังเหนือธรรมชาติหลุดออกมา
“ที่นี่มีคนต่างถิ่นมาบ่อยไหม?” ลูเมี่ยนถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้นั้นยิ้มพลางตอบว่า
“มีคนต่างถิ่นมาเยี่ยมชม สัมผัสประสบการณ์ และท่องเที่ยวอยู่เสมอ ในช่วงไม่กี่ปีแรก มีคนเลือกที่จะตั้งรกรากที่นี่ด้วย แต่ต่อมาส่วนใหญ่ก็ย้ายออกไป พวกเขารู้สึกว่าการอยู่ร่วมกับพวกเรานั้นกดดันพอสมควร ฮ่าๆ พวกเราสูงเกินไป และก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสนุกสนานสักเท่าไหร่”
ว่าแล้ว ‘ครึ่งคนยักษ์’ ก็ล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งจากกระเป๋า ยื่นให้ลูเมี่ยน
“ยินดีที่คุณมาเยือนเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ลองชิมขนมหวานที่พวกเราผลิตเองดูสิ”
มันคือลูกอมที่ห่อด้วยกระดาษบางสีฟ้าสลับขาว
ลูเมี่ยนไม่เกรงใจ รับมาแกะห่อ แล้วยัดลูกอมสีขาวเข้าปาก
กลิ่นหอมของนมวัวและรสหวานละมุนแผ่ซ่านไปบนลิ้นทันที มอบสัมผัสอันนุ่มนวลและรสชาติเอร็ดอร่อย
กลิ่นหอมของนมวัว…ลูเมี่ยนใจสั่นวูบ ถามกลับด้วยสีหน้าแปลกๆ
“นี่คือลูกอมนมหรือ?”
“ถูกต้อง” ‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้เผยแผ่ศาสนาตอบด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
“ใช้นมอะไรล่ะ?” ลูเมี่ยนไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ตนต้องถามเช่นนี้ออกไป
‘ครึ่งคนยักษ์’ ผู้นั้นตอบราวกับเป็นเรื่องปกติ
“ก็นมจากเห็ดนมวัวไง”
“…” ลูเมี่ยนอมลูกอมนมไว้ในปาก จะคายก็ไม่ใช่ จะกลืนก็ไม่เชิง
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความจริงใจและกระตือรือร้นของอีกฝ่ายขณะมอบลูกอมนมให้เมื่อครู่
ต่อมา เขาได้เห็นเห็ดที่ทอดแล้วมีกลิ่นหอมของเนื้อ เห็นเห็ดที่ย่างแล้วมีกลิ่นคาวปลา เห็นเห็ดพิสดารอีกสารพัดชนิด
ลูเมี่ยนมองดูตลอดทางด้วยสายตางุนงง เห็น ‘ครึ่งคนยักษ์’ และ ‘คนยักษ์’ ทั้งหลายแบ่งปันกันอย่างร่าเริงยินดี
โดยไม่รู้ตัว เขาเดินมาถึงมุมหนึ่งของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่
ตรงนี้มีอาคารสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
มันแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านซ้ายเป็นหอคอยยอดแหลม ด้านขวาเป็นหอคอยยอดโดม ผนังภายนอกสีเทาขาว สูงราวสามสิบถึงสี่สิบเมตร
“นี่คือหอคอยแฝดสินะ? ตามคำบอกเล่าของลิวาเลีย ในหอคอยยอดแหลมจะมีหอสมุด รวมถึงสถานที่สาธารณะต่างๆ สำหรับชาวเมือง ส่วนหอคอยยอดโดมเป็นสำนักงานของ ‘สภาทั้งหก’ ผู้ปกครองเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่…สถานที่แบบนี้ต้องมีสมบัติปิดผนึก มียอดฝีมืออยู่ภายในแน่…” ลูเมี่ยนยืนอยู่ไม่ไกลนัก พินิจพิเคราะห์อาคารเบื้องหน้า
สายตาของเด็กหนุ่มกวาดผ่านหอคอยยอดโดม สังเกตเห็นว่าในร่องอิฐใกล้กับพื้นดิน มีกอพืชสีดำคล้ายเส้นผมงอกออกมา ห้อยระย้าอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็พลิ้วไหวตามสายลม
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ เดินไปทางหอคอยยอดแหลม ต้องการดูว่าเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่สืบทอดมานับพันปีใน ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ จะมีหนังสือแบบใดอยู่บ้าง
……………………………………………………..