ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 632 ‘กลอุบาย’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 632 ‘กลอุบาย’
ตอนที่ 632 ‘กลอุบาย’
ยามดึก ณ กรุงทรีอาร์
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัวนั่งอยู่หน้าเครื่องวิเคราะห์ขนาดเล็กและวิทยุรับส่ง
แต๊กๆ เสียงเครื่องพิมพ์กลไกกำลังคายโทรเลขที่ ‘ถอดรหัส’ เสร็จแล้วออกมา
ชื่อผู้ส่งที่ปรากฏด้านบนคือ ‘ดาบซ่อนแขน’
เนื่องจากสนทนากันมาครู่ใหญ่แล้ว อารมณ์ของอ็องกูแลมจึงค่อนข้างมั่นคง เพียงหยิบโทรเลขขึ้นมาแล้วรีบอ่าน
“คำถามก็คือ…ในยามที่พวกคุณให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหรือสส. ในชีวิตประจำวัน หากพวกเขาลักลอบมีชู้ หรือเข้าห้องสุขา พวกคุณจะติดตามเข้าไปคุ้มครองด้วยหรือไม่?”
อ็องกูแลมอดขำไม่ได้ ริมฝีปากระบายยิ้ม คิดจะตอบ ‘ดาบซ่อนแขน’ ไปว่า “วันๆ คุณคิดถึงแต่เรื่องอะไร” แต่เพียงชั่วครู่ความคิด ดวงตาของเขาก็หรี่ลง นิ้วมือกดแป้นพิมพ์กลไก
“ลองว่ามา คุณคิดจะทำเรื่องผิดกฎหมายแบบใด คิดจะลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหรือสส. คนใดกัน?”
บัดซบ! ฟรังก้าที่อยู่ในห้องนอนใหญ่ของอพาร์ตเมนต์ตัวเอง รู้สึกอึดอัดจนต้องขยับตัว
ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนถูกตำรวจสอบปากคำเลยล่ะ?
เธอหัวเราะแห้งในใจสองที ก่อนจะกดแป้นพิมพ์กลไกดังเกรียวกราว
“ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ น่ะ ถ้าติดตามไปก็น่าอึดอัด แต่ถ้าไม่ติดตาม ก็ง่ายที่จะถูกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย”
เธอไม่ยอมรับเด็ดขาดว่า ตนกำลังวางแผนลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ‘007’ ส่งโทรเลขฉบับใหม่มา
“ผมไม่ค่อยได้ทำภารกิจแบบนี้ แต่เดิมหน้าที่หลักคือจัดการคดีเหนือธรรมชาติ รวมถึงต่อสู้กับพวกลัทธินอกรีต ภายหลังได้เลื่อนตำแหน่ง จึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการคุ้มครองประจำวันอีก”
“ตามระเบียบปฏิบัติ และตามประสบการณ์อันน้อยนิดที่ผมมี ไม่ว่าเป้าหมายการคุ้มครองจะอยู่ที่ใด พวกเราจำต้องติดตามไปเสมอ หากเขาจะลักลอบมีชู้ เราก็ต้องแบ่งอย่างน้อยหนึ่งคนไปยืนเงียบๆ ตรงราวแขวนเสื้อเพื่อคอยระวังภัย หากมีเวลาพอ ก็ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตน รวมถึงประวัติของคู่สวาทก่อน ส่วนกรณีที่เป้าหมายการคุ้มครองเข้าห้องสุขา พวกเราต้องคอยเฝ้าอยู่ด้านข้าง ระวังการโจมตีที่อาจมาจากท่อระบายน้ำ ช่องระบายอากาศ หรือจากเงามืด”
“แต่มีข้อยกเว้นอยู่กรณีหนึ่ง หากเป้าหมายการคุ้มครองเรียกร้องอย่างหนักแน่น และเขียนหนังสือยกเว้นความรับผิดชอบ พวกเราก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของเขา ในเมื่อเรามิใช่บิดาของเขา ก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องเขาราวกับไข่ในหิน ถึงเขาจะตายไป ก็แค่เปลี่ยนคนใหม่เท่านั้น คนดีเลิศเลอหายากเหมือนกบสามขา แต่คนที่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือสส. สามารถเรียงแถวยาวไปจนเต็มถนนใหญ่แนวร่มไม้ได้ อีกทั้งในกรณีส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่และสส. พวกนี้ไม่ได้มีคุณค่ามากนัก ทั้งยังไร้ซึ่งวิสัยทัศน์และปัญญาอันเฉียบแหลม สิ่งสำคัญคือตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ หาใช่ตัวเขาไม่”
“มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือสส. ไม่มากนักที่เลือกเขียนหนังสือยกเว้นความรับผิดชอบ โดยแลกมากับความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขามักจะทำในตอนที่ต้องหารือเรื่องลับกับคนในทีมตัวเอง”
‘007’ คุณทำงานล่วงเวลามากเกินไป จนเกิดความแค้นเคืองหรืออย่างไร? ฟรังก้าอดหัวเราะเบาๆ ในใจไม่ได้
เธอรู้สึกว่า ‘007’ ยังคงระมัดระวังตัวเกินไป หากเป็นเพื่อนอีกสองคนในกลุ่ม ซึ่งอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโลเอ็น คงจะกล่าวออกมาว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ไม่เคยลงหน้างาน รวมถึงพวกสส. ที่เป็นแต่กล่าวสุนทรพจน์ ถึงตายไปก็ไม่มีใครเสียดายหรอก ต่อให้จับลิงบาบูนขนหยิกมานั่งในตำแหน่งของพวกเขา ก็คงจะทำผลงานได้ดีกว่า อย่างน้อยลิงบาบูนขนหยิกจะไม่คิดนโยบายตามอำเภอใจ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดว่าตนมีปัญญาเพียงพอที่จะอวดโอ้ พวกมันรู้เพียงแต่จะลิ้มรสกล้วยอย่างสงบ และเล่นสนุกอย่างรื่นเริง ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุดต่อประเทศชาติแล้ว”
ฟรังก้าอ่านโทรเลขของ ‘007’ อีกครั้ง แล้วเอียงตัวกล่าวกับจินนาที่นั่งอยู่ริมเตียง
“มาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนามาก พวกเราไม่มีช่องโหว่ให้ฉกฉวยได้เลย”
“อา…นี่คือมาตรการของฝั่ง ‘ผู้ชำระ’ แต่ของ ‘จิตแห่งจักรกล’ กับ ‘หน่วยแปด’ ก็คงไม่ต่างกันนัก”
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีได้รวบรวมข่าวกรองมาระยะหนึ่งแล้ว วางแผนไว้หลายแนวทาง แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเพียงพอ แทบไม่มีความมั่นใจเลย จึงได้ขอคำแนะนำจาก ‘007’ หวังจะได้ทราบถึงสถานการณ์การรักษาความปลอดภัยรอบตัวโมรัน·อาวินี
อีกฝ่ายเป็นถึงรัฐมนตรีของประเทศหนึ่ง ใช่ว่าอยากลอบสังหารก็สามารถกระทำได้ทันที!
ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ของฟรังก้ากับพรรคพวกมิใช่การลอบสังหาร หรือต่อให้ลงมือลอบสังหารจริง ก็ยังต้องเผื่อเวลาสำหรับการสื่อวิญญาณไว้ด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความยุ่งยากมากขึ้นไปอีก
เมื่อได้ฟังฟรังก้าบรรยายคำตอบของ ‘007’ อย่างคร่าว จินนาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“หากเป็นนางมารคนอื่น อาจเลือกที่จะสละตัวตนอันชอบธรรมที่บ่มเพาะมาหลายปี ใช้เสน่ห์ยั่วยวนโมรัน·อาวินี แล้วแสร้งทำเขินอาย ให้รัฐมนตรีคนนั้นลงนามในหนังสือยกเว้นความรับผิดชอบ แต่ฉันคิดว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล โมรัน·อาวินีแทบจะชัดเจนแล้วว่าเป็น ‘คนในกระจก’ ซึ่ง ‘คนในกระจก’ มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเส้นทาง ‘นางมาร’ สิ่งที่เขาระแวดระวังที่สุดอาจเป็นเรื่องที่นางมารพยายามตีสนิท”
ในปฏิบัติการกับโมรัน·อาวินีคราวนี้ แต่เดิมฟรังก้าไม่ประสงค์ให้จินนาเข้าร่วม ด้วยเหตุที่ ‘นางมารดำ’ แคลริสจะคอยจับตาดูอยู่ในเงามืด พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในยามคับขัน คงไม่ดีแน่หากอีกฝ่ายพบว่าจินนาใช้พลังของเส้นทาง ‘นางมาร’
ทว่าจินนายืนกรานที่จะมีส่วนร่วม เหตุผลของเธอคือ
เมื่อฟรังก้ายอมรับต่อหน้าแคลริสว่าตนไม่ได้สัมผัส ‘สุขสม’ มานานแล้ว ‘นางมารดำ’ ย่อมสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างตนกับฟรังก้า ด้วยเหตุที่แต่เดิม ฟรังก้าใช้ข้ออ้างว่าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงของเหล่าสตรีเพื่อเข้าใกล้บราวส์·เซารอน
ด้วยเหตุนี้ จินนาจึงปรารถนาจะแสดงจุดเด่นและวิถีการต่อสู้ของ ‘แวมไพร์’ ต่อหน้า ‘นางมารดำ’ สมบัติวิเศษที่เธอครอบครองอยู่จะช่วยให้บรรลุผลได้อย่างแนบเนียน ทั้งยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการรบ เพียงแต่ต้องปักซ่อน ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ ไว้ใต้ร่มผ้าเสียก่อน ส่วนในประเด็นของ ‘กระจกตัวแทน’ ก็ผลักให้ฟรังก้ารับไป เพราะอ็องโตนีพึ่งพาฟรังก้าในเรื่องนี้เช่นกัน
ฟรังก้าพึมพำว่า “นางมารก็รักจริงเป็นเหมือนกันนะ” ทว่าเสียงเพิ่งขาดคำ เธอก็รู้สึกกระดากใจเสียเอง จึงรีบเบี่ยงประเด็นไป โดยปริยายเท่ากับยอมให้จินนาเข้าร่วมปฏิบัติการ
“อืม” ฟรังก้าที่นั่งขัดสมาธิอยู่ พยักหน้ารับพลางเอ่ยปาก “ฝีมือของโมรัน·อาวินียังเป็นปริศนา บางทีอาจแข็งแกร่งมากก็ได้ หากจะใช้เสน่ห์ยั่วยวนเขา ในยามที่อีกฝ่ายยังระแวดระวังอยู่ เกรงว่าพวกเราเสียเองที่จะกลายเป็นเหยื่อ ในกรณีเลวร้ายก็อาจถึงแก่ชีวิต อา…ทางที่ดีควรเขียนจดหมายปรึกษาลูเมี่ยนดูก่อน รอฟังความคิดเห็นจากเขา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าก็อดหัวเราะเยาะตนเองมิได้
“นับแต่เขาจากทรีอาร์ไป สมองของฉันก็ดูเหมือนจะหนีออกจากบ้านเสียแล้ว”
นี่คือการเยาะหยันตนเองที่ก่อนหน้านี้เกียจคร้านเกินไป หลายครั้งผลักภาระการคิดให้แก่ลูเมี่ยน ส่วนตนเองเพียงทำหน้าที่ผู้ช่วยเท่านั้น
จินนาอดขำไม่ได้
“เธอนี่จิกกัดตัวเองเก่งจริงๆ แต่ฉันก็ชอบนะ รวมถึงความใจกว้างและร่าเริงด้วย”
ฟรังก้าหัวเราะคิกคัก
“การเย้าแหย่ช่วยให้บรรยากาศครื้นเครง และสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ทว่าบางครา หากอ่านบรรยากาศไม่ดีพอ การเย้าแหย่ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นการเยาะเย้ย ดังนั้น การจิกกัดตัวเองจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า”
ขณะที่นางมารทั้งสองสนทนาเรื่อยเปื่อย สายโทรเลขก็ส่งเสียงแต๊กๆ เข้ามา หัวกระดาษยังคงเป็น ‘007’ ดังเคย
ฟรังก้ารีบคลี่อ่าน ดวงตาพลันเปล่งประกายวาววับ
เนื้อความในโทรเลขฉบับนั้นมีว่า
“ดาบซ่อนแขน ถ้าคุณยอมบอกเป้าหมายมา พร้อมทั้งให้เหตุผลอันสมควร บางทีผมอาจช่วยเหลือคุณได้ โดยแอบประสานงานกับการลงมือของคุณอยู่เบื้องหลัง”
โฮ่! สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน! ฟรังก้าชื่นชมในใจ พลางกดแป้นพิมพ์ดีดกล ด้วยนิ้วมืออันพลิ้วไหวเหมือนกำลังระบำ
“เรื่องมีอยู่ว่า ตอนนี้ฉันมีหลักฐานเพียงพอให้เชื่อได้ว่า โมรัน·อาวินี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบันคือ ‘คนในกระจก’ ที่แฝงตัวเข้ามาในกรุงทรีอาร์ แทนที่เจ้าของร่างเดิมมาหลายสิบปีแล้ว หึๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยบอกคุณ ก็เพราะฉันอยากเค้นข้อมูลบางอย่างจากโมรัน·อาวินีให้ได้เสียก่อน หากเขาถูกพวกคุณจับตัวไป ฉันไม่กล้าเดิมพันว่าคุณจะไปล้วงข้อมูลที่ต้องการมาได้ ดังนั้น ทางนี้จึงอยากลงมือเองก่อน”
“หึ…มีความหวังแล้ว!” ฟรังก้าเอี้ยวตัว ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขวาขึ้นอย่างยินดีให้จินนาเห็น
ไม่นานนัก ‘007’ ก็ส่งคำตอบกลับมา
“คุณรีบรวบรวมผลการสืบสวนก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อมูลของโมรัน·อาวินี แล้วนำไปวางไว้ที่จุดนัดพบ ผมจะลองตรวจสอบดูก่อน แล้วค่อยหาโอกาสเหมาะๆ สำหรับลงมือ ระหว่างนี้คุณช่วยอดใจรอฟังข่าวจากผมก่อน”
ฟรังก้าแสดงสีหน้ายินดีในทีแรก แต่ไม่นานก็เม้มริมฝีปาก ส่งโทรเลขสั้นๆ กลับไปฉบับหนึ่ง
“ปฏิบัติการครั้งนี้ อาจมีครึ่งเทพจากนิกายนางมารเข้าร่วมด้วย คุณต้องระมัดระวังให้มาก”
จินนาอ่านจบอย่างเงียบงัน ก่อนจะถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ยังจะขอคำปรึกษาจากลูเมี่ยนอยู่ไหม?”
“แน่นอน” ฟรังก้าตอบโดยไม่ลังเล “สุภาษิตกล่าวไว้ดีแล้ว สามทหารเลวยังดีกว่าโรซายล์หนึ่งคน ยิ่งหลายคนช่วยกันคิด ก็ยิ่งมีหลากหลายแนวทาง บางทีอาจค้นพบวิธีที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้”
“สุภาษิตอะไรล่ะนั่น? ไม่ยักจะเคยได้ยินมาก่อน…” จินนาสงสัยว่า ฟรังก้ากำลังแต่งเรื่องขึ้นมาลวกๆ
…………
ยามราตรีกาลที่ไร้ซึ่งจันทราสีชาด มีเพียงแสงริบหรี่จากดวงดาราระยิบระยับ
ลูเมี่ยนนั่งอยู่ในห้องชุดเฟิร์สคลาสบน ‘เรือเบอร์รี’ กำลังพลิกอ่านตำราภาษาตูทาน
ทันใดนั้น ผู้ส่งสารของเขา ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
บายินเฟลสวมเสื้อคลุมยาวสีดำของนักบวช ร่างกายดูราวกับศพไหม้ ยื่นจดหมายส่งให้
ลูเมี่ยนเอื้อมมือรับไว้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่อวลอยู่บนแผ่นกระดาษ
จดหมายจากฟรังก้า…จินนาได้จับมันอ่านด้วยเหมือนกัน…ลูเมี่ยนคาดเดาอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางจ้องมองผู้ส่งสารของตนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เด็กหนุ่มคิดมาตลอดว่า ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟลมีเรื่องราวอยู่ในใจไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่พยายามชวนคุย อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ
เมื่อบายินเฟลกลับสู่โลกวิญญาณ ลูเมี่ยนจึงคลี่จดหมายออก พิงพนักเก้าอี้ แล้วเริ่มอ่านอย่างผ่อนคลาย
“ด้วยความช่วยเหลือของ ‘007’ เรื่องนี้คงไม่ยากนัก” ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็ยิ้มออกมา พลางพึมพำกับตัวเอง “ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ยังมีวิธีล่อเหยื่อแบบฝืนๆ อยู่ อาศัยเรื่องที่อีกฝ่ายคือ ‘คนในกระจก’ ผู้หวาดระแวงนางมาร หวาดระแวงการ ‘ล่อซื้อ’ จากผู้อยู่ในลำดับสูง เมื่อโมรัน·อาวินีดูออกว่าฟรังก้าคือเหยื่อล่อที่นิกายนางมารส่งมา โดยมีครึ่งเทพคอยซุ่มซ่อนอยู่เบื้องหลัง ก็คงจะตอบโต้ด้วยการวางแผนตลบหลังพวกนางมารอีกชั้นหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จะได้พบว่า ตัวเองและกลุ่มอำนาจเบื้องหลัง กำลังเผชิญหน้ากับเทวทูตหนึ่งถึงสององค์ และครึ่งเทพสามถึงห้าองค์แทน…แต่ถ้าลงเอยแบบนั้นจริง ภารกิจแทรกซึมนิกายนางมารของฟรังก้าก็จะยุติลงด้วยเช่นกัน…”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว วางแผนหลากหลายแนวทาง แล้วก็ทยอยละทิ้งไปทีละแผน
พรุ่งนี้ ‘เรือเบอร์รี’ จะออกจากทะเลคลั่ง แล่นเข้าสู่น่านน้ำใกล้ทวีปใต้
เมื่อถึงเวลานั้น เรือจะไม่ต้องแล่นวนเวียนไปมาตามเส้นทางคดเคี้ยวอีกต่อไป ไม่ต้องหลบเลี่ยงพายุอันเกรี้ยวกราด ไม่ต้องหลีกเลี่ยงวังวนน้ำ ไม่ต้องเผชิญปรากฏการณ์ในเชิงศาสตร์เร้นลับต่างๆ สามารถแล่นตรงสู่ท่าเรือปลายทางในไบลัมตะวันตกได้เลย
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งดลใจ จึงลุกขึ้นยืน
เด็กหนุ่มเดินไปยืนริมหน้าต่าง มองออกไปภายนอก เห็นเรือใบสามเสากระโดงแบบโบราณลำหนึ่ง แล่นผ่านไปอย่างเงียบงันในความมืดที่ไม่ไกลนัก
บนเรือไม่มีแสงไฟ ทั้งบนดาดฟ้าก็ไร้ผู้คน
……………………………………………………..