ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 633 ไบลัมตะวันตก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 633 ไบลัมตะวันตก
ตอนที่ 633 ไบลัมตะวันตก
ลูเมี่ยนเคยได้ยินลูกาโนเล่าว่า เรือที่หลงออกนอกเส้นทางเดินเรือปลอดภัย อาจสาบสูญไปอย่างลึกลับ แล้วปรากฏตัวในยามราตรีของอีกหลายปีให้หลัง โดยไม่มีทั้งแสงไฟและไร้ผู้คน
เรือลำตรงหน้านี้ก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน
หากเป็นเมื่อก่อน ถือโอกาสที่เรือใบสามเสากระโดงแล่นกลับเข้าสู่เส้นทางเดินเรือปลอดภัย ลูเมี่ยนอาจเทเลพอร์ตไปเยือนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลองตรวจสอบสภาพภายในดูสักหน่อย แต่หลังจากได้ประสบพบเจอกับตำนานมารบนเกาะฮันต์ เด็กหนุ่มก็ได้ข้อคิดว่า การไม่ยุ่งเรื่องใดเลย ย่อมดีกว่าการหาเรื่องใส่ตัว ตราบใดที่เรือไร้ผู้คนซึ่งแล่นอยู่ท่ามกลางความมืดนั่น ไม่แสดงท่าทีมุ่งร้าย และไม่ทำตัวเหมือนมีภยันตรายพร้อมปะทุได้ทุกลมหายใจ เขาจะถือว่านี่เป็นเพียงทัศนียภาพเฉพาะตัวของทะเลคลั่ง แล้วทำไม่มากไปกว่าการเฝ้าดู
เรือลำดังกล่าว ซึ่งมีสีน้ำตาลอมเหลือง บรรจงแล่นห่างออกไปทีละนิด มีเพียงใบเรือที่พองตัวด้วยแรงลม โดยปราศจากความเคลื่อนไหวอื่นใด
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนผู้มีสายตาเป็นเลิศก็สังเกตเห็นว่า จากหน้าต่างบานหนึ่ง ณ ชั้นบนสุดของห้องโดยสาร จากช่องว่างที่เปิดอ้าอยู่ไม่มากนัก มีใบหน้าหนึ่งกำลังมองมาทางนี้อย่างเงียบงัน
ผิวหน้าเหี่ยวย่นซีดขาว ห่อหุ้มกระดูกไว้แน่น ขาดความรู้สึกมีชีวิตชีวา เส้นผมสีเชือกป่านยาวห้อยลงมาทั้งสองข้าง ราวกับกอหญ้าแห้งเหี่ยว ลูกตาทั้งสองหายไปนานแล้ว เหลือแต่โพรงลึกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด
ดูราวกับศีรษะของมัมมี่ ทว่าริมฝีปากกลับมีสีสันสดใส แดงฉานผิดปกติ ราวกับเพิ่งทาลิปสติกเสร็จหมาดๆ
ลูเมี่ยนรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดขาวนี้เป็นของสตรี อย่างน้อยก็คงเคยเป็นสตรีสมัยยังมีชีวิตอยู่
เด็กหนุ่มมิได้ยกมือขวาขึ้นทักทายอีกฝ่าย เพียงแต่เฝ้ามองเรือใบสามเสากระโดงแบบโบราณ แล่นออกจากเส้นทางเดินเรือปลอดภัย มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดในยามราตรี มองดูใบหน้ามัมมี่ที่ริมฝีปากสีเลือด เบ้าตาดำสนิท กลืนหายเข้าไปในความมืด
มาถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มจึงค่อยโบกมือ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ลาก่อน!”
“แล้วอย่าได้พบกันอีกเลย!”
จากนั้น ลูเมี่ยนช่วยพวกฟรังก้าคิดแผนรับมือกับโมรัน·อาวินีต่ออีกสักพัก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรอให้ ‘007’ ส่งข้อมูลเพิ่มเติมกลับมา จึงค่อยวางแผนในเชิงลึกต่อไป
เมื่อรุ่งสาง ลูเมี่ยนตื่นขึ้นมาพบว่า ‘เรือเบอร์รี’ ได้แล่นพ้นทะเลคลั่งออกมาแล้ว ลอยอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่อวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
เบื้องหน้าคือผืนสมุทรสีครามใสอันกว้างใหญ่ ดวงอาทิตย์กำลังแผดแสงจ้าอยู่บนฟากฟ้า
วันถัดมา ‘เรือเบอร์รี’ มิได้แวะเทียบท่าที่ท่าเรือเบเรนส์ ซึ่งอยู่เหนือสุดของไบลัมตะวันตก หากแต่แล่นต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จนกระทั่งมาถึงท่าเรือไพลอสในเวลาสี่โมงเย็น
ท่าเรือแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐมาตานี อยู่ภายใต้การปกครองของนายพลผู้หนึ่งนามว่าไควลาริล
ดินแดนแห่งนี้แต่เดิมเป็นอาณานิคมของสาธารณรัฐอินทิส แต่ภายหลังสงครามเมื่อไม่กี่ปีก่อน ชาวอาณานิคมอินทิสได้ถอนตัวออกจากเมืองนี้และบริเวณข้างเคียง จากนั้นกลุ่มอิทธิพลต่างๆ จากราชอาณาจักรเฟเนพ็อต ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับนายพลไควลาริลอยู่ก่อนแล้ว ก็ได้ทยอยเข้ามาแทนที่
เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของลูเมี่ยนอย่าง ‘ฮิโซกะ’ ไม่เคยปรากฏตัวที่เมืองท่าไพลอสมาก่อน แต่การเล่นพิเรนทร์สองครั้งที่เขามีส่วนร่วม ล้วนอยู่ในรัฐมาตานี ครั้งหนึ่งเกิดในเมืองเล็กๆ นามว่าทิซาโม ซึ่งอยู่ชายขอบสุดของเมืองท่าไพลอส ติดกับป่าดงดิบ อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่เดวิส นครเหมืองทองคำทางตอนใต้สุดของรัฐมาตานี
ลูเมี่ยนพูดกับลูกาโนด้วยน้ำเสียงเยาะหยันตัวเอง พลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีเชือกป่านเม็ดที่สองจากบนลงมา
“ฉันรู้สึกเหมือนไม่เป็นที่รักของฤดูหนาวเลย ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศร้อนระอุตลอดเวลา”
ก่อนที่ทรีอาร์จะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เด็กหนุ่มก็เดินทางมาถึงท่าเรือซานตา ซึ่งแม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่ก็ยังค่อนข้างร้อนและมีแสงแดดจัด เมื่อท่าเรือซานตาเริ่มเย็นลง เขาก็มาถึงท่าเรือโคเลีย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนตามที่พี่สาวเคยกล่าวไว้ ซึ่งมีเพียงฤดูฝนและฤดูแล้งเท่านั้น ไม่มีฤดูหนาว อุณหภูมิต่ำสุดก็ยังอยู่ราวๆ ยี่สิบองศาเซลเซียส
บัดนี้ กรุงทรีอาร์กับสถานที่อื่นๆ ได้ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวของจริงกันแล้ว แต่ทวีปใต้กลับตรงกันข้าม กำลังอยู่ในช่วงฤดูร้อนอันแสนอบอ้าว
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีดำ และเสื้อคลุมแบบเกอร์มันที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งลูเมี่ยนตั้งใจเตรียมมา ไม่มีโอกาสได้ใช้งานเลย
“ก็เพราะพวกเรามุ่งหน้าลงใต้ตลอดฤดูใบไม้ร่วงน่ะสิครับ” ลูกาโนกล่าวด้วยความเชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและฤดูกาล
ลูเมี่ยนสวมหมวกสานสีทองเหลือง จูงมือลุดวิกเดินลงบันไดเรือ มุ่งหน้าสู่เมืองท่า
เด็กหนุ่มไม่ปิดบังลักษณะเด่นของหลุยส์·แบรี นักผจญภัยคนดังไว้แต่อย่างใด
แท้จริงแล้ว แผนเดิมของลูเมี่ยนคือการเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยใช้ตัวตนอื่นแทรกซึมเข้าสู่รัฐมาตานีอย่างเงียบเชียบ สืบสวนการเล่นพิเรนทร์ทั้งสองครั้งโดยไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น เพื่อตามหาเบาะแสของ ‘ฮิโซกะ’ แต่หลังจากที่ฟรังก้าได้บรรยายพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของ ‘ฮิโซกะ’ ให้อ็องโตนี·รีดฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ‘นักสะกดจิต’ ผู้นี้ก็ได้วิเคราะห์ลักษณะนิสัยออกมา โดยหนึ่งในข้อสรุปสำคัญอันดับต้นๆ คือการวินิจฉัยว่า ‘มีความก้าวร้าวสูง’
ด้วยเหตุนี้ ลูเมี่ยนจึงเปลี่ยนใจ หวนกลับมาสู่อาชีพ ‘เหยื่อล่อ’ อีกครั้ง
แต่เด็กหนุ่มก็มองว่าโอกาสประสบความสำเร็จคงไม่สูงนัก เพราะหลังจากได้รับบทเรียนไปในพิธีบูชาทะเล ‘โลกิ’ ที่คืนชีพอีกครั้งย่อมต้องกระจายข่าวไปถึงหู ‘ฮิโซกะ’ แล้ว รายหลังคงตระหนักถึงอำนาจที่คอยหนุนหลังเขาอยู่ และหากคำนึงจากทรัพยากรกับฝีมือในศึกก่อนหน้า เห็นได้ชัดว่ากลุ่มวันเอพริลฟูลมีกำลังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับ ‘ชุมนุมทาโรต์’ มิหนำซ้ำ เบื้องหลังของลูเมี่ยนก็ไม่ได้มีแค่ ‘ชุมนุมทาโรต์’ เพียงอย่างเดียว
ในสถานการณ์แบบนี้ หากตัวเขาเป็นฮิโซกะ ลูเมี่ยนก็คงรอคอยอย่างอดทนไปก่อน สักหนึ่งถึงสองเดือน รอให้ศัตรูที่มาล้างแค้นเริ่มร้อนรนกระวนกระวาย เริ่มทำผิดพลาด รอจนกระทั่งผู้มีอำนาจเบื้องหลังคลาดสายตาจากเขา แล้วจึงค่อยลงมือทีเผลอ
“ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า รอหาเบาะแสให้พบก่อนแล้วค่อยคิด” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา พลางเดินออกจากท่าเรือพร้อมกับผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ มุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถม้าสาธารณะ
บริเวณใกล้เคียงยังมีรถม้ารับจ้างจอดอยู่หลายคัน รวมถึงโลงศพจำนวนหนึ่งทั้งสีดำและสีแดงสด
โลงศพ? แม้ลูเมี่ยนจะได้อ่านบันทึกการเดินทางที่บรรยายถึงขนบธรรมเนียมของไบลัมตะวันตกมาไม่น้อย แต่เมื่อได้เห็นโลงศพหลายใบจอดเรียงรายอยู่ข้างถนนด้วยตาตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความพิลึกพิลั่น
ก่อนที่กลุ่มประเทศจากทวีปเหนือจะรุกราน ก่อนที่ไบลัมตะวันออกและตะวันตกจะถูกแบ่งแยกโดยน้ำมือมนุษย์ จักรวรรดิไบลัมเคารพบูชา ‘เทพมรณา’ — ซึ่งก็คือ ‘จักรพรรดิยมโลก’ ในศึก ‘สี่จักรพรรดิ’ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้คนท้องถิ่นจึงให้ความสำคัญกับโลงศพ ชื่นชอบโลงศพ มองว่ามันเป็นสิ่งที่นำพาความสุขสงบ เป็นวัตถุที่ได้รับพระกรุณาจากเทพมรณา ยามออกเดินทาง พวกเขาจะนอนในโลงศพ โดยให้คนหามหรือให้ม้าและแกะเขาเดียวลากไป
แน่นอน นี่เป็นพาหนะสำหรับผู้มีฐานะทางการเงินพอสมควร ในกรณีของสามัญชนทั่วไป แม้แต่จะนอนในโลงศพก็ยังเสียดายเงิน
หลังจากตะลึงงันไปชั่วครู่ ลูเมี่ยนก็กล่าวกับลูกาโนและลุดวิกด้วยความสนใจ
“อยากลองนั่งโลงศพกันไหม? ฉันว่าจะลองดูสักครั้งน่ะ”
“ผ…ผมขอผ่าน” ลูกาโนรู้สึกว่าการนอนในโลงศพไม่ใช่ลางดี เขารับไม่ได้
ส่วนลุดวิกเพียงแค่ทอดสายตาไปยังแผงลอยข้างถนน
กลิ่นหอมของข้าวโพดและมันฝรั่งลอยคละเคล้า ยั่วเย้าให้น้ำลายของผู้คนที่เดินผ่านไปมา หลั่งไหลอย่างมิอาจห้ามใจ
“พวกนายนี่น่าเบื่อกันจริงๆ” ลูเมี่ยนจิกกัดอย่างขบขัน ก่อนจะเดินเข้าไปหาชาวพื้นเมืองสี่คน ซึ่งล้วนผมดำกระเซิง ผิวสีน้ำตาลเข้ม แล้วยกมือขวาชี้ไปทางโลงศพสีดำสนิทที่วางอยู่ใต้ร่มไม้
“เท่าไร?” ลูกาโนรีบถามด้วยภาษาตูทานที่ยังไม่คล่องนัก ก่อนที่ลูเมี่ยนจะทันได้เอ่ยปาก
เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอยู่บ้าง นับตั้งแต่ออกเดินทางจากท่าเรือซานตาจนถึงท่าเรือไพลอส ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็สามารถสื่อสารเป็นภาษาตูทานได้พอประมาณแล้ว แน่นอนว่าจำกัดอยู่เพียงคำศัพท์และประโยคสั้น ซึ่งใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ชายพื้นเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเปลือยท่อนบน สวมกางเกงผ้าลินิน ตอบกลับเป็นภาษาตูทานว่า
“ไม่ไกล 40 โกเปต์ ไกล 1 เฟลคิน”
เขาเห็นว่าผู้ถามเป็นชาวต่างชาติ จึงไม่ได้แปลงราคาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ‘เดริกซี’ — ซึ่งเป็นคำที่ชาวอินทิสเรียกเหรียญทองแดงของที่นี่
นับว่าไม่แพง นี่เป็นโลงศพที่ต้องใช้สี่คนหาม หากเป็นแบบที่ต้องใช้แปดคนหาม ก็คงจะแพงกว่านี้มาก…หึๆ ใช้เฟลคินกับโกเปต์ได้เลยหรือ? สมแล้วที่เพิ่งสูญเสียสถานะอาณานิคมของอินทิสไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน…ลูเมี่ยนแท้จริงแล้วเชี่ยวชาญภาษาตูทานมากกว่าลูกาโน เพราะเขาได้ใช้ยันต์ชำนาญภาษาระดับกลางเพียงแผ่นเดียวที่มีไปแล้วบนเรือเบอร์รี
การเรียนรู้ภาษาตูทานในสภาวะที่เข้าใจภาษาตูทานอยู่แล้ว ย่อมง่ายดายและได้ผลดียิ่งกว่าเป็นธรรมดา
ส่วนเรื่องที่ยันต์ถูกใช้หมดไปแล้ว ลูเมี่ยนไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ด้วยทัศนคติของเขา สิ่งของมีไว้เพื่อใช้สอย ไม่มีคำว่าน่าเสียดายหรือไม่น่าเสียดาย สำคัญอยู่ที่การใช้ประโยชน์ต่างหาก ไม่เหมือนพวกคนตระหนี่บางกลุ่ม ที่ตรากตรำทำงานหนักทั้งชีวิต อันนี้ก็ไม่ยอมใช้ อันนั้นก็ไม่ยอมจ่าย สุดท้ายเมื่อสิ้นลมไป เงินทองที่สะสมมาก็ตกเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งหมด แล้วอีกอย่าง หากจำเป็นต้องใช้ยันต์ชำนาญภาษาอย่างเร่งด่วน ก็แค่ไปซื้อจาก ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ในวาระประชุมครั้งถัดไป หรือถ้าอดใจรอไม่ไหว ก็ยังสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังเมืองต่างๆ ในลุนเบิร์ก เพื่อหาซื้อจากศาสนจักรความรู้ได้
“ได้” ลูเมี่ยนพยักหน้าให้ลูกาโนแล้วเอ่ยปาก “พวกเราจะไปโรงแรมออเรลา”
เมื่อลูกาโนจ่ายเงิน 1 เฟลคินแล้ว ชายพื้นเมืองที่เสนอราคาเมื่อครู่ก็เปิดฝาโลงศพที่ค่อนข้างบางออก เผยให้เห็นภายในที่ปูด้วยผ้าหนาสีแดงเข้ม พร้อมหมอนรองคอที่ค่อนข้างแข็ง
ลูเมี่ยนถอดหมวกสานสีทองออก แล้วนอนลงไปในโลงศพด้วยท่าทีตื่นเต้น
ทันใดนั้น ความเย็นสบายเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ในฤดูกาลที่อากาศร้อนอบอ้าว มันจะช่วยขับไล่ความชื้นแฉะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นเพราะเนื้อไม้ของโลงศพ หรือสีดำที่ทาไว้กันแดด? หรือเป็นเพราะมันถูกวางไว้ใต้ร่มไม้มาตลอด? ยังกับได้เข้าไปในห้องเก็บศพตอนฤดูร้อนเลย สบายกายดีจริงๆ…ลูเมี่ยนมองดูฝาโลงศพแผ่นบางค่อยๆ ปิดลงมาพร้อมกับเงามืดที่แผ่ขยาย จนในที่สุดก็ปกคลุมโลกทั้งใบ
เสียงภายนอกที่ดังอยู่ข้างหูของเด็กหนุ่ม ก็พลันเลือนรางลงทันที
โลงศพถูกยกขึ้น แล้วเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยอาการโคลงเคลงเล็กน้อย
สายตาของลูเมี่ยนมืดมิด รอบด้านเย็นเยียบและน่าขนลุก จนเกิดความรู้สึกประหลาดราวกับว่า ตนกำลังก้าวเข้าสู่ความตาย สัมผัสกับภาพลวงตาแห่งความตาย
“หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดทางใจ ที่จริงมันก็สบายไม่เลวเลย เพียงแต่ผล็อยหลับได้ง่ายมาก…” เด็กหนุ่มประเมินพาหนะชนิดนี้อย่างอารมณ์ดี “อีกทั้ง มันไม่เหมาะให้ชายหญิงโดยสารร่วมกัน คงจะกระอักกระอ่วนไม่น้อยเลยทีเดียว หึๆ ชักอยากรู้แล้วสิ ว่าชาวอินทิสผู้ ‘โรแมนติก’ เคยลักลอบมีสัมพันธ์กันในโลงแบบนี้บ้างไหม?”
ประมาณสองชั่วโมงให้หลัง โลงศพก็หยุดลงตรงหน้าโรงแรมออเรลา
ลูเมี่ยนก้าวออกจากโลงศพ แล้วก็ได้เห็นหุบเขาลึกฝีมือมนุษย์แห่งหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่นัก
ห้องพักที่ก่อด้วยหินก้อนใหญ่สีเทาดำ เรียงรายเป็นทิวแถวล้อมรอบผนังด้านในของ ‘หุบเขาลึก’ ทอดยาวลงไปจนถึงก้นหุบเขา
นี่คือโรงแรมออเรลา โรงแรมดังอันดับหนึ่งในเมืองท่าไพลอส
แต่เดิมนั้น สถานที่แห่งนี้เคยเป็นของทายาทราชวงศ์ไบลัมนามว่า ออเรลา·อายเกส สร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์เพื่อเข้าใกล้ความตาย ต่อมาถูกผู้ล่าอาณานิคมชาวอินทิสยึดครอง
เมื่อชาวเฟเนพ็อตมาเยือน พวกเขาเล็งเห็นถึงนัยแห่งการกลับสู่ผืนดิน จึงได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงแรมขนาดใหญ่
……………………………………………………..