ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 634 แรกเยือน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 634 แรกเยือน
ตอนที่ 634 แรกเยือน
ภายในล็อบบี้โรงแรมออเรลาที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน
ลูกาโนใช้มือข้างหนึ่งจูงลุดวิกที่กำลังกินตอร์ติญ่า ส่วนอีกข้างถือกระเป๋าเดินทางของตัวเอง สายตาเหลียวซ้ายแลขวาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
นับตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน นับตั้งแต่เป็นนักผจญภัย จวบจนลงใต้พร้อมกับลูเมี่ยน เขายังไม่เคยพักในสถานที่ที่เป็น ‘โรงแรมหรู’ มาก่อน อย่างมากก็ได้แค่ซุกหัวนอนใน ‘โรงแรม’
เขาเพียงแค่เคยเห็นในหนังสือพิมพ์และนิตยสารว่า โรงแรมช็องเซอันโด่งดังของกรุงทรีอาร์ มีมูลค่าการก่อสร้างมากถึง 21 ล้านเฟลคิน มีห้องพัก 800 ห้องและห้องอเนกประสงค์ 65 ห้อง แม้แต่ห้องธรรมดาที่สุด ในช่วงเวลาปกติที่สุด ก็ยังมีราคาสูงถึง 12 เฟลคินต่อคืน ข้อมูลนี้สร้างความตื่นตะลึงอย่างมากให้กับลูกาโน ที่ตอนนั้นใช้เงินเพียง 3.5 เฟลคินต่อสัปดาห์เพื่อเช่าโรงแรมเกรดรองๆ ซุกหัวนอน
ด้วยแรงกระตุ้นจากตัวอย่างเหล่านี้ ซึ่งมีบ่อเกิดจากมหานครอันเจริญรุ่งเรืองอย่างกรุงทรีอาร์ ลูกาโนจึงรวบรวมความกล้าหน้าด้าน แล้วไปเสนอตัวเป็น ‘สุนัขรับใช้’ ของลูเมี่ยนเมื่อครั้งอดีต
ในสมัยนั้น เขาต้องสั่งสมความมั่งคั่งโดยเร็ว ซื้อวัตถุดิบสำหรับโอสถ และเลื่อนขั้นเป็น ‘แพทย์’!
เขาประสงค์จะก้าวขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นสูง!
เมื่อได้เป็น ‘แพทย์’ ตัวจริง เขาจึงพบว่าโลกเหนือธรรมชาตินั้นกว้างใหญ่เพียงใด และตัวเขาเองเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ประตูบานแรกเท่านั้น
พนักงานต้อนรับชายผมดำหยักศกไม่มาก ผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความฉลาดหลักแหลม กล่าวกับลูกาโนด้วยภาษาอินทิสที่คล่องแคล่วว่า
“คุณต้องการห้องชุด หรือห้องธรรมดา? ต้องการเตียงแบบโลงศพ หรือแบบปกติ?”
ลูกาโนเอียงศีรษะมองไปทางนายจ้างของตน
ลูเมี่ยนกำลังเล่นกับบุหรี่ไบลัมตะวันออกสีคาราเมล ที่ม้วนด้วยใบยาสูบอบแห้ง
เด็กหนุ่มยกมันขึ้นมาจ่อจมูกดมอย่างละเมียด สูดกลิ่นผสมผสานของตัวใบยาสูบเอง เครื่องเทศภายใน และสมุนไพรสารพัดชนิด
มันค่อนข้างกระตุ้นประสาท มีกลิ่นหอมฟุ้ง และทำให้อยากสูดดมอีกครั้งจนยากจะห้ามใจ
“ห้องชุด แบบปกติ ยิ่งใกล้พื้นดินยิ่งดี” ลูเมี่ยนที่เคยลองใช้โลงศพเป็นพาหนะมาแล้ว ไม่มีความคิดที่จะนอนในโลงศพอีก
ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มมีบาดแผลทางใจ แต่เพราะโลงศพจะปิดกั้นการรับรู้เชิงสภาพแวดล้อม หากเกิดการโจมตีขึ้นจริง มันจะเป็นอุปสรรคต่อการรับมือในช่วงแรก
เมื่อได้ยินคำตอบ ลูกาโนแอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก แล้วส่งต่อความต้องการของนายจ้างไปยังพนักงานต้อนรับชายคนนั้น
“วันละ 8 เฟลคิน ต้องจ่ายล่วงหน้าสามวัน” พนักงานต้อนรับชายที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนพื้นเมือง เอ่ยแจ้งราคา
เมื่อลูกาโนชำระเงินเสร็จ พนักงานต้อนรับก็มองไปทางเพื่อนร่วมงานของตน แล้วกล่าวอย่างประจบประแจงว่า
“ผมจะพาพวกคุณลงไปเอง”
ที่ด้านหลังของแผนกต้อนรับมีลิฟต์กลไกสามตัว พวกลูเมี่ยนเดินเข้าไปในประตูตรงกลาง แล้วดึงคันโยกทองเหลืองไปยังตำแหน่งที่แสดงถึงชั้นใต้ดินที่ 3
เริ่มด้วยเสียงโซ่ตึง ตามด้วยเสียงฟันเฟืองขบกัน ผลักดันให้ชิ้นส่วนโลหะต่างๆ เริ่มทำงาน สร้างความอึกทึกไปพักใหญ่
ในตำแหน่งไกลออกไป สิ่งที่คล้ายหม้อไอน้ำกำลังเผาไหม้ โดยมีไอสีขาวพวยพุ่งออกมา
ลิฟต์กลไกเริ่มเคลื่อนลง พนักงานต้อนรับพื้นเมืองคนนั้นมองลุดวิกครู่หนึ่ง ยิ้มประจบประแจง แล้วถามลูเมี่ยนว่า
“พวกคุณจะมาตั้งรกรากที่ท่าเรือไพลอสหรือครับ?”
“หากคุณต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนสามัญประจำท้องถิ่น รวมไปถึงสถานการณ์ของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในละแวกต่างๆ ผมยินดีให้คำปรึกษาทุกเมื่อเลยครับ”
ตามความเห็นของเขา คนที่พาเด็กอายุเจ็ดแปดขวบมายังทวีปใต้ ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อตั้งรกราก มิใช่เพียงการท่องเที่ยว เนื่องจากเด็กยังเล็กเกินไป ไม่เหมาะแก่การเดินทางไกลที่อันตราย
เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องเช่าบ้านหรือซื้อบ้าน ต้องเลือกโรงเรียนที่ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโอกาสทำเงิน!
เมื่อได้ยินคำว่า ‘โรงเรียน’ ลุดวิกที่กำลังแทะข้าวโพดย่างอยู่ พลันหยุดเคี้ยวในทันที ประหนึ่งว่าอาหารในมือเกิดไม่อร่อยขึ้นมากะทันหัน
ลูเมี่ยนเดาใจพนักงานต้อนรับพื้นเมืองออก แต่ไม่ได้รู้สึกรำคาญ กลับชื่นชมในความฉลาดหลักแหลมของอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มยิ้มแล้วกล่าว
“ขอดูก่อน ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่เมืองท่าไพลอสหรือไม่”
ขณะนี้เอง ลิฟต์กลไกได้หยุดนิ่ง ณ ชั้นใต้ดินที่ 3
ลูเมี่ยนก้าวเข้าสู่ระเบียงทางเดิน ซึ่งฝั่งขวาเป็นห้องพัก ส่วนฝั่งซ้ายเป็นราวกั้นหินกับหุบเหวลึกอันหนาวเย็น พลางกล่าวกับพนักงานต้อนรับพื้นเมือง
“คุณรู้จักเมืองทิซาโมไหม?”
พนักงานต้อนรับพื้นเมืองช่วยลูกาโนยกกระเป๋าเดินทาง ค้อมตัวเล็กน้อย เดินนำทางอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางข้าง
“รู้จักครับ สุภาพบุรุษหลายท่านชอบไปล่าสัตว์ในป่าที่ทิซาโมในช่วงสุดสัปดาห์”
“ในป่าแถวนั้นยังมีวิหารลับ รวมถึงอนุสาวรีย์บรรจุศพของพวกขุนนางในอดีต ถ้าคุณจะไปเที่ยว อย่าได้เข้าไปลึกเชียวนะครับ ชนเผ่าดั้งเดิมแถวนั้นโหดร้ายป่าเถื่อนมาก”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ โดยมิได้ซักถามต่อ รอจนกระทั่งมาถึงห้องชุดหมายเลข 7 จึงเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น แล้วหยิบเหรียญเงิน 1 เฟลคินออกมาโยนให้พนักงานต้อนรับพื้นเมืองด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
“คุณชื่ออะไร?”
พนักงานต้อนรับทำหน้าดีใจ
“ท่านเรียกผมว่ารอนก็ได้ครับ”
ลูเมี่ยนพูดยิ้ม
“ต่อไปอาจจะรบกวนคุณบ่อยหน่อย อย่างเช่น บาร์ดีๆ ใกล้ๆ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน?”
รอนลูบเหรียญเงินในมือพลางยิ้มประจบประแจง
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำประโยชน์ให้คุณครับ”
“คุณจะลองไปที่บาร์ ‘ดอกไม้กินคน’ ดูก็ได้ครับ พวกเขาสื่อสารกันด้วยภาษาอินทิส ตั้งอยู่บนถนนด้านหลังโรงแรมเราเองครับ”
ลูเมี่ยนสั่งลูกาโนสองสามประโยค แล้วออกจากห้องพร้อมกับรอน จนกระทั่งหยุดยืนรอให้ลิฟต์กลไกตัวหนึ่งขึ้นมา
เมื่อพวกเขาเข้าไป ในนั้นมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว
ใบหน้าของเขาดูซีดเซียว ดวงตาว่างเปล่า สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวยับๆ
ลูเมี่ยนชำเลืองมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ท่ามกลางเสียงโซ่ตึง ภายใต้การ ‘ยกขึ้น’ ที่ค่อนข้างมั่นคง ลิฟต์กลไกก็มาถึงชั้นพื้นดิน
หลังจากชายเจ้าของดวงตาว่างเปล่าเดินออกจากลิฟต์ แล้วห่างออกไปเรื่อยๆ รอนก็เข้ามาใกล้ลูเมี่ยนแล้วกระซิบกระซาบ
“เขาเป็นใคร?” ลูเมี่ยนถามอย่างไม่ใส่ใจ
รอนมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบเสียงเบา
“เขาพักอยู่ในห้องชุดชั้นใต้ดิน 18 เป็นคนรับใช้ของมิสเตอร์อีวิลิสตา”
“คนรับใช้ของท่านผู้นั้น แต่ละคนดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไร”
ก็ต้องไม่ปกติอยู่แล้ว นั่นมันศพเดินได้…ลูเมี่ยนรำพึงในใจ
เด็กหนุ่มเพิ่งลองอ่านชะตาของบ่าวรับใช้รายนั้นดู แล้วพบว่ามันมืดมนอย่างยิ่ง จัดอยู่ในหมู่คนตาย
การได้พบเจออะไรแบบนี้ในดินแดนที่เคยบูชา ‘เทพมรณา’ ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกประหลาดใจสักเท่าไร
เขาเคยเห็นภาพฉายของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ มาแล้ว นับประสาอะไรกับซอมบี้แค่นี้?
…………
ยามเย็นที่ยังคงอบอ้าว ลูเมี่ยนเดินอ้อมหุบเขาเทียมซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมออเรลา เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหนึ่งซึ่งเขาออกเสียงไม่ถูก จนกระทั่งพบร้านเหล้าที่มีภาพวาดดอกไม้กินคนที่ดูเกินจริง
เด็กหนุ่มสวมหมวกสานสีทองเหลือง จุดบุหรี่ไบลัมตะวันตกที่ซื้อมาจากล็อบบี้โรงแรม แล้วคาบไว้ในปาก
แค่ก! แค่ก! แค่ก!
ไม่นานลูเมี่ยนก็เริ่มไอ จนควันขาวพวยพุ่งออกจากจมูกทั้งสองข้าง
ทีแรกเขาตั้งใจจะสวมรอยเป็นนักผจญภัยมากประสบการณ์ ด้วยการสูบบุหรี่ไบลัมตะวันตก แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะรุนแรงเหลือหลาย จนเขาผู้แทบไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนแทบทนไม่ไหว
ในหมู่บ้านกอร์ตูมีเหล้าเบียร์ราคาถูกสารพัดชนิด แต่ไม่มีบุหรี่วางขายเลยสักมวน ลูเมี่ยนเคยเห็นเพียงไม่กี่คนสูบ อาทิ ปงส์·เบเนต์ และลูอิส·ลุนด์
หลังจากดับบุหรี่ไบลัมตะวันตกมวนดังกล่าว แล้วทิ้งลงถังขยะ ลูเมี่ยนก็เข้าสู่บาร์ เดินอย่างคล่องแคล่วเข้าหาเคาน์เตอร์บาร์ แล้วดึงเก้าอี้สูงตัวหนึ่งนั่งลง
รสชาติบุหรี่ยังคงคั่งค้างในช่องปาก เด็กหนุ่มจึงเลือกดื่มของเบาๆ ก่อน
“ไวน์น้ำตาลแก้วนึง เอาแบบธรรมดา”
“10 ริกต์” บาร์เทนเดอร์เป็นชายท้องถิ่น สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อกั๊กสีดำ พูดภาษาอินทิสชัดถ้อยชัดคำ
ลูเมี่ยนจ่ายเงินแล้วรอให้บาร์เทนเดอร์รินเหล้า ระหว่างนั้นก็กวาดสายตาไปรอบๆ อย่างเป็นธรรมชาติ พบว่าไม่มีใครจ้องมองมาทางตนเลย และใบประกาศจับบนผนังร้านเหล้าก็มีอยู่แค่สิบกว่าใบ
ด้วยท่าทีครุ่นคิด เด็กหนุ่มรับไวน์น้ำตาลสีอำพันมาถือ กดหมวกสานสีทองบนศีรษะลงเล็กน้อย แล้วยิ้มถามบาร์เทนเดอร์ว่า
“คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?”
บาร์เทนเดอร์เหลือบมองเขาครู่หนึ่ง แล้วยิ้มพลางเอ่ยปาก
“นานๆ ครั้งจะมีนักผจญภัยที่คิดว่าตัวเองดังมาถามอะไรแบบนี้กับผม แต่ต้องขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้จักคุณ”
ดูเหมือนว่า เรื่องราวการล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ ของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี จะแพร่สะพัดอยู่เพียงในทะเลหมอกเป็นหลัก ส่วนชื่อเสียงที่ตามมาในภายหลัง เป็นเพราะเราเคลื่อนไหวในเขตอิทธิพลของศาสนจักรพระแม่ธรณีเป็นหลัก อา…พอเข้าสู่ทะเลคลั่ง ชื่อของหลุยส์·แบรี ก็ไม่ได้โด่งดังอะไรแล้ว ยิ่งมาถึงไบลัมตะวันตก ก็แทบไม่มีใครรู้จักเลย…ในเมื่อเป็นแบบนี้ ‘ฮิโซกะ’ ก็คงไม่รู้เช่นกันว่าเรามาถึงเมืองท่าไพลอสแล้ว เว้นแต่ว่าเขาจะนั่งเฝ้าที่ท่าเรือทุกวัน…ลูเมี่ยนไม่ได้ถือสาคำพูดของบาร์เทนเดอร์ เพียงจิบไวน์น้ำตาลพลางครุ่นคิดถึงรายละเอียดปลีกย่อย
บาร์เทนเดอร์เห็นว่าเด็กหนุ่มเงียบไป จึงชวนคุยตามมารยาทอย่างยิ้มแย้ม
“คุณเพิ่งมาถึงทวีปใต้หรือ?”
“ถูกต้อง เพิ่งออกจากทะเลคลั่งเมื่อเช้านี้เอง” ลูเมี่ยนเข้าสู่โหมดลูกค้าประจำของร้านเหล้าคร่ำครึทันที ยิ้มแฉ่งพลางเล่าเรื่องราวสุดระทึก “ผมเจอเรือผีในทะเลคลั่งด้วย เห็นศพแห้งบนเรือด้วย ได้เต้นรำกับพวกมันใต้แสงจันทร์ด้วย ได้ขับไล่การโจมตีของมารด้วย! พระแม่แห่งสรรพสิ่งจงเจริญ! คุณคงไม่มีวันจินตนาการได้ว่า ทะเลคลั่งมหัศจรรย์และอันตรายเพียงใด…”
บาร์เทนเดอร์เช็ดด้านในของแก้วเหล้า พลางขัดจังหวะคำพูดของลูเมี่ยน
“ผมทราบ ก็นั่นเป็นสถานที่ที่ ‘เทพมรณา’ หายตัวไปนี่นา”
“เทพมรณาหายตัวไป?” ลูเมี่ยนถามกลับอย่างตกตะลึง
แม้เขาจะเคยคาดเดาว่า อันตรายของทะเลคลั่ง รวมถึงความผิดปกติของสภาพอากาศ มีต้นตอจากการร่วงหล่นของเทพ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบง่ายดายและรวดเร็วปานนี้
บาร์เทนเดอร์มองลูเมี่ยนด้วยสีหน้าราวกับว่า ‘คุณเป็นมือใหม่จริงๆ’ แล้วเอ่ยปาก
“อันดับหนึ่งก็คือ ‘กุญแจเทพมรณา’ ลือกันว่าในช่วงปลายยุคที่สี่ ระหว่างสงครามสีจาง ‘เทพมรณา’ ผู้พ่ายแพ้กำลังหนีกลับไบลัม เพื่อขัดขวางศัตรู พระองค์ได้ก่อคลื่นลมบ้าคลั่ง สร้างอุปสรรคที่ไม่อาจข้ามผ่าน ตัดขาดทวีปเหนือใต้ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่ท้ายที่สุดแล้ว พระองค์ก็มิได้หวนคืนสู่บัลลังก์ หายสาบสูญไปนับแต่นั้น มีเพียงผู้ที่ถือกุญแจพิเศษเท่านั้นที่จะสามารถพบพระองค์ พบขุมทรัพย์ที่พระองค์ทิ้งไว้ และได้รับพรจากพระองค์”
น้ำเสียงของบาร์เทนเดอร์ดูซับซ้อน
ลูเมี่ยนจมสู่ความเงียบ
เด็กหนุ่มออกทะเลเพื่อแก้แค้น ย่อมขาดความสนใจในตำนานขุมทรัพย์ จึงคิดไม่ถึงว่าตนจะพลาดข้อมูลสำคัญเช่นนี้ไป
ทันใดนั้นเอง เขาได้ยินเสียงประตูไม้หนักอึ้งของบาร์ถูกผลักเปิด
บาร์ที่แต่เดิมกำลังเอ็ดอึงคึกคัก พลันเงียบกริบทันใด เงียบประหนึ่งหนูตาย
ลูเมี่ยนหันกายตามบรรยากาศอันชวนขนลุกนี้ ทอดสายตาไปยังประตูทางเข้า
……………………………………………………..