ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 635 ‘ดอกไม้กินคน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 635 ‘ดอกไม้กินคน
ตอนที่ 635 ‘ดอกไม้กินคน’
ณ ประตูบาร์ ‘ดอกไม้กินคน’ ร่างหนึ่งก้าวเข้ามา
เป็นสตรีรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย สวมชุดกระโปรงยาวสีดำสนิทค่อนข้างมิดชิด คิ้วแต่งแต้มอย่างประณีต ผิวแต่งด้วยรองพื้นหนาจัด แก้มทาบลัชออนเด่นชัด ริมฝีปากเปล่งประกายสีสด รอบดวงตาแต่งแต้มด้วยสีสันสะดุดตา
แม้สตรีผู้นี้จะแต่งหน้าจัดเกินไป เครื่องสำอางหนาเตอะ และสไตล์โดยรวมไม่กลมกลืน แต่ทั้งดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายดั่งอัญมณี สันจมูกโด่งเพรียว เส้นริมฝีปากงดงามชวนฝัน และรูปร่างอวบอิ่มเป็นทรวดทรง ต่างก็ช่วยแผ่กระจายเสน่ห์อันน่าหลงใหล
สายตาของเหล่าบุรุษในบาร์แทบทั้งหมด ต่างจับจ้องไปยังประตูทางเข้า ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาใดไปชั่วขณะ จนกระทั่งสตรีคนดังกล่าวผงกศีรษะทักทายลูกค้าบางคนด้วยท่าทีค่อนข้างเชิดชัน เหล่าหนุ่มฉกรรจ์จึงเสมือนได้ฟื้นคืนชีพ บ้างก็พยายามทักทายเธอ บ้างส่งเสียงดังคุยกับเพื่อน ต่างแสดงตัวตน
สตรีผู้นั้นยังคงไม่หยุดก้าว เดินผ่านฝูงชนไปนั่งอีกฟากของเคาน์เตอร์บาร์
มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ…ถ้าฟรังก้าอยู่ที่นี่ด้วย คงเข้าไปทักทายแล้วแน่…ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดายแทนเพื่อนเล็กน้อย พลางถอนสายตากลับ ยิ้มขณะกล่าวกับบาร์เทนเดอร์
“มาดามท่านนั้นช่างเป็นที่นิยมเสียจริง”
บาร์เทนเดอร์เก็บสีหน้าที่มองนักผจญภัยหน้าใหม่ไว้ แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“เธอเป็นเจ้าของร้าน”
เจ้าของร้าน…ลูเมี่ยนพลันนึกถึงชื่อของบาร์แห่งนี้ จึงเอ่ยถามอย่างครุ่นคิด
“ดอกไม้กินคน?”
“ใช่ เธอนั่นแหละ” บาร์เทนเดอร์ลดเสียงลง แล้วเดินไปหาหญิงงามที่แต่งหน้าจัด ดูอายุไม่ออก รินเหล้าไฮแลนด์ไม่ทราบยี่ห้อให้แก้วหนึ่ง
เมื่อบาร์เทนเดอร์กลับมา ลูเมี่ยนจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ทำไมถึงได้ฉายา ‘ดอกไม้กินคน’ ล่ะ?”
“ตามความคิดของผม คงเพราะเธอได้รับความนิยมมาก”
บาร์เทนเดอร์เหลียวมองเถ้าแก่โดยไม่รู้ตัว เห็นว่าเธอกำลังจดจ่อกับการดื่ม พลางสอดส่ายสายตามองลูกค้ารอบข้างอย่างไร้จุดหมาย จึงกระซิบเสียงต่ำ
“ที่เมืองท่าไพลอส สตรีงามระดับเธอมักเพียงเสพสุขกับการถูกบรรดาชายตามจีบและยกย่อง โดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ใกล้ชิดอย่างแท้จริง แต่เถ้าแก่ของเราต่างออกไป หากเธอสนใจใคร ก็จะเชิญชวนอีกฝ่ายร่วมคืนอันแสนหวานด้วยกัน บางครั้งก็อยู่ในห้องชั้นบนนี้เอง พวกเราในห้องโถงถึงกับได้ยินเสียงเธอร้องคราง…”
พูดถึงตรงนี้ บาร์เทนเดอร์ก็หยุดลง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวนคะนึงระคนปรารถนา
สุขสม? ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยแทบไม่สังเกตเห็น แล้วถามยิ้มๆ
“เธอเคยสนใจคุณบ้างไหม?”
บาร์เทนเดอร์พลันเงียบงัน
ชั่วขณะหนึ่ง ลูเมี่ยนสงสัยว่าอีกฝ่ายจะฟาดแก้วในมือใส่หัวตนหรือไม่
เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แล้วไม่มีพวกผู้ชายหยาบคายป่าเถื่อนบังคับขืนใจเถ้าแก่ของคุณบ้างหรือ?”
บาร์เทนเดอร์ถอนหายใจแล้วตอบ
“ลองนึกถึงชื่อบาร์ของเราอีกครั้งสิ”
ดอกไม้กินคน…หรือจะหมายความว่า? ลูเมี่ยนพลันเข้าใจ
บาร์เทนเดอร์พูดต่อ
“ผู้ชายทุกคนที่พยายามขืนใจเถ้าแก่ของเรา หากไม่ถูกทุบจนปางตาย ก็ถูกโยนลงมาจากชั้นบน บางคนถึงกับหายตัวไปอย่างลึกลับ”
“แม้แต่พวกที่เธอสนใจ หลังจากคืนเดียวก็จะหน้าซีดเผือด ขาอ่อนแรง เดินยังเดินไม่มั่นคง”
“ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้ฉายา ‘ดอกไม้กินคน’ เธอไม่ได้รังเกียจเลยสักนิด ภายหลังยังเอามาตั้งเป็นชื่อบาร์ด้วยซ้ำ”
ดูเหมือนรูปแบบจะต่างจากเหล่า ‘นางมารสุขสม’ อยู่บ้าง…แต่ก็นั่นแหละ นางมารแต่ละคนก็มีรูปแบบเป็นของตัวเอง อย่างฟรังก้าที่เป็น ‘นางมารสุขสม’ ก็ไม่เหมือนกับ ‘นางมารสุขสม’ คนอื่นๆ สักเท่าไหร่…ลูเมี่ยนสมความอยากรู้แล้ว จึงไม่ได้ซักถามเรื่องเถ้าแก่ของบาร์อีก เพียงหยิบไพ่ป๊อกธรรมดาสำรับหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วเอ่ยถาม
“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คุณเคยเห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับคนที่ใช้ไพ่ป๊อกเป็นอาวุธบ้างไหม?”
ตามการวิเคราะห์ของอ็องโตนี·รีดเกี่ยวกับฮิโซกะ สมาชิกแกนหลักของวันเอพริลฟูลผู้นี้มีนิสัยชอบเผยตัวตน หลังจากสร้างไพ่ที่สามารถเปลี่ยนหน้าไพ่ได้ รวมถึงมีคุณสมบัติ ‘น้ำแข็ง’ กับ ‘ตัด’ สำเร็จแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะใช้มันเฉพาะในการเล่นพิเรนทร์ของวันเอพริลฟูล ในยามปกติ เมื่อต่อสู้กับผู้อื่นหรือลอบสังหารใครสักคน เขาคงมีความสุขอย่างมากหากได้ใช้สมบัติวิเศษชิ้นนี้เพื่อปลิดชีวิตเป้าหมาย
นี่คือเบาะแสที่สามารถสืบสวนต่อไปได้
การเล่นพิเรนทร์ทั้งสองครั้งที่ ‘ฮิโซกะ’ ก่อขึ้น ล้วนเกี่ยวข้องกับรัฐมาตานี และเกี่ยวพันถึงเรื่องราวที่ค่อนข้างลึกลับหรือสำคัญของท้องถิ่น หากไม่ใช่คนในพื้นที่ หรือผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในแถบนี้เป็นเวลานาน ย่อมไม่มีทางเจาะจงเลือกบริเวณนี้เป็นจุดลงมือ อีกทั้งยังมีข้อมูลสนับสนุนอย่างเพียงพอ
ลูเมี่ยนจึงเกิดข้อสงสัยอันสมเหตุสมผลว่า เดิมทีแล้ว ‘ฮิโซกะ’ คงอาศัยอยู่ในรัฐมาตานีหรือบริเวณใกล้เคียง
นี่คือเหตุผลที่ว่า เหตุใดเด็กหนุ่มถึงยังต้องมาสืบเสาะแถวรัฐมาตานี ทั้งที่ตระหนักว่า ‘ฮิโซกะ’ คงได้รับคำเตือนจาก ‘โลกิ’ และถอนตัวออกจากที่นี่ไปนานแล้ว
เข้าใจอดีตของ ‘ฮิโซกะ’ ได้ จึงจะจับทางปัจจุบันของเขาได้ และยุติอนาคตของเขาได้!
บาร์เทนเดอร์ท้องถิ่นผู้นั้นเยาะเย้ยลูเมี่ยน
“คุณคิดว่าผมจะรู้เรื่องพวกนี้หรือ?”
“เรื่องแบบนี้ คุณควรไปถามหน่วยลาดตระเวนนะ ส่วนพวกเขาจะตอบคุณหรือเปล่า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว”
หน่วยลาดตระเวนสินะ…ลูเมี่ยนไม่ได้ถือสาคำพูดนั้น เพียงพยักหน้ารับ
หน่วยลาดตระเวนคือกองกำลังผู้วิเศษที่นายพลไควลาริล ผู้ปกครองรัฐมาตานีสถาปนาขึ้น มีหน้าที่หลักในการรับมือกับคดีศาสตร์เร้นลับและการต่อสู้ระหว่างเหล่าผู้วิเศษ
ในรัฐพื้นเมืองแห่งนี้ หลังจากที่ผู้ล่าอาณานิคมอย่างอินทิสได้ถอนกำลังส่วนใหญ่ออกไป ทั้งวิหารของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสและเทพจักรกลไอน้ำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ รวมถึงวิหารของศาสนจักรพระแม่ธรณีที่เพิ่งเข้ามาสร้างใหม่ ล้วนไม่ได้รับอนุญาตให้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าทั้งสามศาสนาใหญ่จะมีหน่วยผู้วิเศษประจำการอยู่ตามวิหารในเมืองต่างๆ แต่ก็ทำได้เพียงปกป้องตัวเองและศาสนิกชนที่เข้ามาหลบภัยในวิหาร ไม่อาจเข้าไปจัดการกับคดีที่เกินความสามารถของตำรวจ หรือขจัดความผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใหญ่หลวง ดังเช่นที่เคยกระทำในดินแดนปกครองของตน
อำนาจดังกล่าวถูกนายพลไควลาริลรวบรวมกลับคืนมา แล้วมอบให้แก่หน่วยลาดตระเวนที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่
บรรดาผู้วิเศษในหน่วยลาดตระเวนนั้น บ้างก็มาจากกองทัพของนายพลไควลาริล บ้างก็เป็นกลุ่มตกค้างจากจักรวรรดิไบลัมเดิม และบางส่วนก็เป็นนักผจญภัยหรือนักล่าเงินรางวัลมาแต่เดิม
“เป็นชื่อที่เรียบง่ายจริงๆ…” ลูเมี่ยนเอียงศีรษะมองใบประกาศจับที่มีอยู่ไม่กี่ใบบนผนัง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“นายพลไควลาริลคงไม่ต้องการให้พวกนักผจญภัยมองว่า รัฐมาตานีเป็นสวนสนุกสำหรับการล่า และไม่อยากให้พวกเขาใช้ข้ออ้างในการไล่ล่าเป้าหมายบนใบประกาศจับ มาต่อสู้กันกลางถนนสินะ?”
บาร์เทนเดอร์มองลูเมี่ยนด้วยสายตาประหลาดใจเล็กๆ
“ในหมู่นักผจญภัยด้วยกัน ต้องบอกว่าสมองของคุณนับว่าใช้ได้ทีเดียว”
“ที่รัฐมาตานีน่ะ พวกเราออกประกาศจับเฉพาะคนที่ก่ออาชญากรรมในพื้นที่ของเราเท่านั้น ส่วนคุณเคยทำอะไรมาที่อื่น ไม่มีใครสนใจหรอก”
สมกับเป็นสวรรค์แห่งการผจญภัยจริงๆ…ลูเมี่ยนยกไวน์น้ำตาลขึ้น ดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
เด็กหนุ่มเตรียมจะสั่งเหล้ากลั่นไบลัมตะวันตกสักแก้ว เพื่อลิ้มลองรสชาติที่แตกต่าง แต่แล้วก็พบว่ามีคนกำลังจ้องมองตนอยู่
นั่นคือเจ้าของบาร์ ‘ดอกไม้กินคน’ สตรีผู้สวมชุดดำที่แต่งหน้าอย่างโฉบเฉี่ยว
ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะละสายตาและหันไปมองบาร์เทนเดอร์
แม้ว่า ‘ดอกไม้กินคน’ ผู้นี้จะงดงามอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจเทียบกับเสน่ห์อันลือชื่อของเหล่า ‘นางมาร’ เหนือสิ่งอื่นใด ส่วนตัวแล้วลูเมี่ยนไม่ชอบการแต่งหน้าจัดจ้านเช่นนี้
ในจังหวะนั้นเอง สตรีผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาใกล้ลูเมี่ยน ริมฝีปากสีสดเผยอขึ้นพลางกล่าวว่า
“ฉันรู้สึกได้ว่า คุณก็เหมือนกับฉัน เราต่างเป็นดั่งภูเขาไฟที่มีชีวิต เพียงแต่ยังไม่ปะทุ ยังคงอดทนอย่างยากลำบาก รอคอยด้วยความทุกข์ระทม”
“คืนนี้ คุณอยากลองสัมผัสไออุ่นของฉันไหม?”
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น ลูบใบหน้าของตัวเอง
เธอสนใจเราแล้ว?
จะว่าไป ตั้งแต่เด็กแล้ว เราก็เป็นที่ชื่นชอบของพวกผู้หญิงมาตลอด หลังจากกลายเป็น ‘นักล่า’ ก็ยิ่งมีสารพัดสาวงามวนเวียนเข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ…นี่คืออิทธิพลแฝงของเส้นทาง ‘ชายอกสามศอก’ งั้นหรือ? แต่ก็ไม่น่าใช่…ตามคำบรรยายในนิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ รวมถึงข่าวลือที่ได้ยินมาล่าสุดในทะเล เดนิส ผู้แจ้งสารของมิสเตอร์ฟูลก็อยู่ในเส้นทาง ‘นักล่า’ เช่นกัน แต่กลับรักคุดและไม่มีคู่ครองดีๆ สักที…
ลูเมี่ยนรำพันเงียบงันอยู่ในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับถามด้วยรอยยิ้ม
“ขอทราบชื่อคุณได้ไหม?”
“เบลโลเทีย” สตรีผู้นั้นเผยรอยยิ้มกว้าง ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกว่า หากเธอชะล้างเครื่องสำอางที่แต่งจัดออกไป อาจช่วยให้ดูงดงามยิ่งกว่านี้อีก
ลูเมี่ยนถอดหมวกสานสีทองบนศีรษะ กดมันแนบอก โค้งคำนับเล็กน้อยพลางกล่าวว่า
“มาดามเบลโลเทีย ขอบคุณสำหรับคำเชิญ แต่ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วครับ”
เด็กหนุ่มเอ่ยพลางเมินเฉยต่อสีหน้าที่แข็งค้างไปชั่วขณะของเบลโลเทีย ก้าวผ่าน ‘ดอกไม้กินคน’ ผู้นี้ไป เดินตรงไปยังประตูบาร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เบลโลเทียไม่ได้เรียกรั้ง เพียงมองดูเด็กหนุ่มผลักประตูไม้หนักอึ้งเปิดออกแล้วเดินจากไป เช่นเดียวกับลูกค้าหลายคนในบาร์
ท่ามกลางเสียงกรุ๊งกริ๊งของประตูไม้ที่ปิดลงเอง ลูเมี่ยนแย้มยิ้มเยาะหยัน พึมพำกับตัวเองอย่างเงียบงันว่า
“แม้แต่เสน่ห์ของ ‘นางมารสุขสม’ เรายังต้านทานได้เลย จะไปเสี่ยงหาผู้หญิงที่ไม่รู้ที่มาที่ไปและเจตนาทำไมกัน?”
“การอ้างว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว ก็นับว่าช่วยรักษาหน้าให้เธอมากพอแล้ว ถ้าแค่นี้ยังคิดจะแก้แค้นกัน ทางนี้ก็คงไม่เกรงใจเหมือนกัน…”
ลูเมี่ยนที่ออกจากบาร์ก่อนเวลา เริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนในละแวกใกล้เคียง มุ่งหาตรอกซอกซอยที่เงียบสงัด หวังว่าจะได้เจอเหตุการณ์บางอย่างหรือผู้ร้าย เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูล
หลังจากเดินผ่านไปหลายบล็อกถนน เด็กหนุ่มพลันได้ยินเสียงปังๆๆ ดังมาจากซอยมืดและเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
ลูเมี่ยนย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เคลื่อนกายลึกเข้าไปในซอย จนได้เห็นชายสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
คนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นชนพื้นเมือง อายุไม่มากนัก ราวยี่สิบกว่าปี ใบหน้าค่อนข้างซีด มือขวาถือดาบสั้นคมกริบแต่หนักอึ้ง ฝ่ามือซ้ายแบออกเล็กน้อย มีเงาวูบไหวอยู่กลางฝ่ามือ โดยรอบแผ่ไอเย็นยะเยือก
อีกคนอายุราวสามสิบตอนต้น หน้าตาธรรมดา ดูไร้อารมณ์ ผมสีดำตัดสั้นติดหนังศีรษะ ดวงตาสีเขียวเข้มล้อมรอบด้วยสีขาวมากกว่าปกติ
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำแบบที่พบเห็นทั่วไป ทั้งสองมือถืออาวุธที่ดูคล้ายมีดผ่าตัด แต่ยาวกว่าและคมกว่า
ขณะนี้ ทั้งสองกำลังดวลกันอย่างดุเดือด อาวุธปะทะกันอย่างว่องไว ส่งเสียงช้งเช้งดังกึกก้อง
เพียงได้เห็นคุณภาพการต่อสู้ ลูเมี่ยนก็รู้ทันทีว่าทั้งสองไม่ใช่คนธรรมดา ต่างมีคุณสมบัติพิเศษเหนือธรรมชาติ
……………………………………………………..