ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 637 ข้อมูลอันเหนือคาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 637 ข้อมูลอันเหนือคาด
ตอนที่ 637 ข้อมูลอันเหนือคาด
ตระกูลอันเดอราธ หนึ่งในสามตระกูลปีศาจ…ลูเมี่ยนเคยได้ยินชื่อสกุลนี้จากมาดามเมจิกเชี่ยน จึงถามต่อด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“มาทำอะไรที่เมืองท่าไพลอส?”
หากไม่ใช่เพราะตระกูลปีศาจสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยที่ทายาททุกคนมีแนวโน้มที่จะเหมาะกับเส้นทาง ‘อาชญากร’ หรือไม่ก็เส้นทาง ‘นักโทษ’ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด บราห์ม·อันเดอราธคงสงสัยแล้วว่า ชายตรงหน้าคงเป็นใครสักคนในตระกูลนอร์ธหรือบีเลียล เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนปีศาจยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก
เขายกแขนขวาขึ้นอย่างยากลำบาก ปาดเช็ดใบหน้าที่บวมช้ำและแตกระบมสองสามที เพื่อทำความสะอาดคราบเลือดอย่างลวกๆ แล้วสะบัดเลือดที่ติดมือลงพื้น
เมื่อทำเสร็จ บราห์มจึงตอบว่า
“หนึ่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับรัฐมาตานีให้ตระกูล สอง เพื่อหาโอกาสสวมบทบาทฆาตกรต่อเนื่อง คุณรู้จักการสวมบทบาทใช่ไหม?”
เขาใช้ภาษาอินทิสในการสนทนากับลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนยืนอย่างผ่อนคลายตรงหน้าบราห์มที่นอนขดตัวอยู่กับพื้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงรอยยิ้ม
“คุณสวมบทบาทได้ไม่ค่อยดีเลยนะ ผมไม่รู้สึกถึงความเป็นอาชญากรเจ้าเล่ห์เลย”
“แล้วตระกูลอันเดอราธรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรัฐมาตานีไปทำไมล่ะ?”
บราห์มไม่มีความคิดที่จะปิดบังเรื่องของตระกูล
“พวกเรากำลังร่วมมือกับโรงเรียนกุหลาบ พวกเขาต้องการข้อมูลด้านนี้”
โรงเรียนกุหลาบกำลังคิดจะลงมือกับรัฐมาตานีหรือ? ก็นะ จากที่เห็นภายนอก รัฐมาตานีไม่ได้อยู่ภายใต้ประเทศใดในทวีปเหนือ แม้จะมีความเชื่อมโยงกับราชอาณาจักรเฟเนพ็อต แต่เฟเนพ็อตก็ไม่มีอำนาจมากนักที่นี่ หากมีเพียงกำลังส่วนตัวของนายพลไควลาริล ต่อให้โรงเรียนกุหลาบกับตระกูลอันเดอราธไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก เพียงส่งยอดฝีมือมาไม่กี่คน พวกเขาก็คงต้านทานไม่ไหวแล้ว…ลูเมี่ยนพลันรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างทวีปใต้และทวีปเหนือ
ไม่ว่าจะเป็นในกรุงทรีอาร์ ราชอาณาจักรเฟเนพ็อต หรือแม้แต่อาณานิคมต่างๆ ในทะเล สิ่งที่เด็กหนุ่มเคยพบเจอมักเป็นอาชญากรรมและหายนะจากศาสตร์เร้นลับ อันเกิดจากการแสวงหาพลังอำนาจและความเชื่อ แทบไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การยึดครองดินแดนหรือหัวเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งเขามาถึงไบลัมตะวันตกเพียงวันแรก ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้เสียแล้ว
ถ้าจะให้สรุปก็คือ ความวุ่นวายในทะเลเกิดจากการบริหารได้ไม่ดีพอ แต่ความวุ่นวายในทวีปใต้กลับเกิดจากการที่แต่ละฝ่ายต่างกดดันและจ้องทำลายกันและกัน ทั้งเปิดเผยและในทางลับ
“โรงเรียนกุหลาบต้องการรวบรวมข้อมูลแบบไหนล่ะ?” ลูเมี่ยนถามต่อ พลางจ้องบาดแผลของบราห์มที่เลือดเริ่มหยุดไหล
บราห์มครุ่นคิดก่อนตอบว่า
“พวกเขาต้องการทุกอย่าง ตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งของวิหารต่างๆ ที่ตั้งค่ายทหาร องค์ประกอบของหน่วยลาดตระเวน ไปจนถึงปริมาณการขนส่งสินค้าของท่าเรือ ค่าครองชีพ และสภาพความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ต้องรวบรวมทั้งหมด”
กำลังเตรียมตัวจะปกครองที่นี่หรือยังไง? ลูเมี่ยนถามต่อด้วยความสงสัย
“คุณส่งข้อมูลที่รวบรวมได้ให้ใคร ส่งไปที่ไหน?”
“ผมเขียนเป็นเอกสาร แล้วนำไปวางไว้ในห้องหนังสือของบ้านร้างเลขที่ 17 ถนนอัลเลก ลุงของผม เดวาโฮ·อันเดอราธ จะเป็นคนไปรับ พวกเราไม่ได้ติดต่อกันในชีวิตประจำวัน ผมก็ไม่รู้ว่าเขาพักอยู่ที่ไหน หรือปลอมตัวเป็นใคร” บราห์มอธิบายอย่างละเอียด “หลังจากที่เขากลายเป็นปีศาจ ก็ได้รับพลังสำหรับลอกหนังมนุษย์ทั้งตัว นำไปผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน แล้วทำเป็นวัตถุวิเศษที่มีข้อจำกัดในการใช้งานทั้งจำนวนครั้งและเวลา ไม่ว่าใครก็ตาม เพียงแค่สวมใส่หนังมนุษย์นั่น ก็สามารถแปลงร่างเป็นคนอื่นได้ ปลอมตัวได้อย่างแนบเนียน”
ขณะที่พูด บราห์มก็เช็ดคราบเลือดที่เปื้อนร่างกายแล้วสะบัดลงพื้น ราวกับเป็นคนที่มีอาการโรคกลัวความสกปรก
เรื่องนี้เคยมีกล่าวถึงในตำราปีศาจวิทยา…ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เด็กหนุ่มคิดสักครู่แล้วเอ่ยถาม
“ในรัฐมาตานีมีร่องรอยของปีศาจตนอื่นปรากฏบ้างไหม?”
บางที คนที่ถูกโรงเรียนกุหลาบส่งมารวบรวมข้อมูลอาจไม่ได้มีแค่บราห์มกับลุงของเขา
บราห์มส่ายศีรษะ
“ช่วงนี้ไม่มี”
“แต่ตอนที่ผมรวบรวมข้อมูล ได้พบว่าเมื่อสี่ปีก่อน เคยเกิดคดีฆาตกรต่อเนื่องหลายคดีรอบๆ เมืองท่าไพลอส”
“ศพทั้งหมดถูกชำแหละ สถานที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยเลือด มีร่องรอยการต่อสู้อย่างดุเดือด และที่สำคัญ เหยื่อทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นผู้วิเศษ ระดับสูงสุดคือ 7 ต่ำสุดคือลำดับ 8 ไม่มีคนธรรมดาเลยสักคน”
ตามคำอธิบายของฟรังก้า ชื่อ ‘ฮิโซกะ’ มาจากวรรณกรรมเรื่องหนึ่งในบ้านเกิดของเหล่าผู้ข้ามโลก ลักษณะเด่นประการหนึ่งคือความกระหายในการต่อสู้ กระหายที่จะสังหารศัตรูมากฝีมือ ชื่นชอบความสุขจากการเก็บเกี่ยวชีวิต และเพลิดเพลินไปกับการละเลงเลือด หากเป้าหมายยังอ่อนแอเกินไป เขาถึงกับยินดีรอให้อีกฝ่ายเติบโตขึ้น หรือแม้กระทั่งให้ความช่วยเหลือบางอย่าง
และในเมื่อสมาชิกหลักของวันเอพริลฟูลเลือกใช้โค้ดเนม ‘ฮิโซกะ’ ก็อาจเป็นไปได้ว่า เขาเองก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับตัวละครดังกล่าวในวรรณกรรม
“ฮิโซกะเป็นผู้วิเศษในเส้นทางปีศาจ? อีกทั้ง ตั้งแต่สมัยเป็นฆาตกรต่อเนื่อง เขาก็เพ่งเล็งเฉพาะผู้วิเศษมาตลอด แตกต่างจากฆาตกรต่อเนื่องคนอื่นที่ชอบรังแกคนอ่อนแอ รังแกคนธรรมดา? ถ้าเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องตั้งแต่สี่ปีก่อน ตอนนี้อย่างน้อยต้องอยู่ในลำดับ 6 หรือน่าจะเป็นลำดับ 5 แล้ว อา…นับว่าปลอมตัวได้แนบเนียนมาก ทั่วทั้งสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกไม่มีใครรู้เลยว่าเส้นทางที่แท้จริงของเขาคืออะไร…” ลูเมี่ยนไม่ได้ขัดจังหวะการเล่าของบราห์ม พลางวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ฮิโซกะจะเป็นปีศาจ หรือแม้กระทั่งอัครสาวกแห่งตัณหาด้วยความยินดี
บราห์มที่กำลังนั่งงอตัว เงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง แล้วยันฝ่ามือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดกับพื้น พยุงตัวให้ตั้งตรงกว่าเดิมก่อนเอ่ยปาก
“ดูเหมือนจะเป็นการสวมบทบาทของ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ และเป็นพวกที่มั่นใจในพละกำลังและสติปัญญาของตัวเอง ชนิดที่กล้าเจาะจงเลือกเฉพาะผู้วิเศษเป็นเหยื่อ แต่ผมสังเกตเห็นรายละเอียดแปลกๆ บางอย่าง”
“รายละเอียดอะไรหรือ?” ลูเมี่ยนไม่ปล่อยให้ความยินดีปรากฏบนใบหน้า ยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนแบบเดิมเอาไว้
บราห์มเปลี่ยนตำแหน่งฝ่ามือที่ใช้พยุงตัว
“เหยื่อของ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ มักจะเป็นคนที่เคยมีประวัติเลวร้าย เหมือนอย่างพวกที่ผมเลือก จุดร่วมคือชอบด่าคนอื่น ใช้คำพูดทำร้ายผู้อื่นมาเป็นเวลานาน ผมถึงได้ตัดริมฝีปากพวกเขา แช่ไว้ในน้ำยารักษาสภาพ แต่ผู้วิเศษทั้งเจ็ดคนที่ถูกสังหารกลับมีสถานะ ที่มา และประวัติที่แตกต่างกันมาก ทั้งยังไม่มีพฤติกรรมเลวร้ายที่คล้ายคลึงกันด้วย”
“นั่นอาจเป็นแค่ผู้วิเศษที่มีรสนิยมชอบฆ่าคนต่อเนื่องเท่านั้น ไม่ใช่การสวมบทบาทในเส้นทางปีศาจ”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ ทำเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ว่า
“คุณเคยถูกกระทำรุนแรงทางวาจามาตั้งแต่เด็กหรือ?”
และโอสถ ‘สัตว์เลือดเย็น’ กับ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ดันไปขยายความแค้นกับแผลใจเข้าสินะ?
บราห์มเงียบไปทันที ร่างกายค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ไม่งอตัวอีกต่อไป
ลูเมี่ยนจึงดึงหัวข้อสนทนากลับมาที่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน
“คุณรู้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้วิเศษทั้งเจ็ดที่ถูกสังหารบ้างไหม?”
“ในการสืบสวนเมื่อตอนนั้น ได้มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยไว้บ้างไหม?”
บราห์มส่ายหน้าเชื่องช้า
“ผมแค่เคยเห็นรายงานปิดคดีของหน่วยลาดตระเวน ไม่ได้เปิดดูสำนวนการสืบสวนจริงๆ”
“ในหน่วยลาดตระเวนมีผู้วิเศษเจนสนามที่เคยเผชิญหน้ากับพวก ‘กลายพันธุ์’ และ ‘ปีศาจ’ มาหลายคน การวินิจฉัยของพวกเขาคงไม่มีข้อผิดพลาดหรอก”
หน่วยลาดตระเวนสินะ…ลูเมี่ยนยิ้มมองบราห์มพลางเอ่ยปาก
“มีข้อมูลสำคัญอะไรที่คุณอยากบอกผมอีกไหม?”
“ถ้าไม่มี เราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป”
“มี มีครับ” บราห์มพลันยืดหลังตรง
ในวินาทีถัดมา เขาเปล่งถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสมมในภาษาที่ลูเมี่ยนไม่เคยได้ยินมาก่อน
ภาษาปีศาจ!
พร้อมกันกับเสียงก้องกังวานของถ้อยคำในภาษาปีศาจ ทั้งเลือด รอยเลือด และรอยประทับเลือดที่บราห์มทิ้งไว้บนพื้นก่อนหน้านี้ ต่างเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน
ดูเหมือนจะมีพลังลึกลับบางอย่างเชื่อมโยงระหว่างรอยเลือดเหล่านี้ เกี่ยวร้อยกันตามตำแหน่งที่อยู่ ก่อร่างเป็นสัญลักษณ์และลวดลายอันชั่วร้ายขึ้นมาทีละน้อย
ภายในตู้อีกฟากของห้อง ขวดแก้วที่บรรจุริมฝีปากและของเหลวไร้สีราวกับเจอแผ่นดินไหว สั่นสะเทือนพร้อมกับส่งเสียงเกรียวกราวโดยไร้ลางบอกเหตุ
นี่คือพิธีกรรม พิธีอัญเชิญภาพจำลองปีศาจจากนรก!
‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องไม่ใช่เพียงเพื่อการสวมบทบาท แต่ยังเป็นการเอาใจปีศาจแห่งนรกด้วย เมื่อคดีจบลง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ก็จะสามารถประกอบพิธีกรรมสุดท้าย อัญเชิญภาพจำลองของปีศาจแห่งนรกที่สอดคล้องกัน เพื่อรับความช่วยเหลือและได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา
แม้คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของบราห์มจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังขาดเป้าหมายอีกไม่กี่คน แต่ก็ถือว่าบรรลุเงื่อนไขขั้นต่ำแล้ว ครบถ้วนตามจำนวนที่ต้องการ จึงสามารถยุติก่อนกำหนดและประกอบพิธีกรรมได้
ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่ากับขั้นตอนปกติ แต่ในสถานการณ์เร่งด่วนและอันตรายเช่นนี้ บราห์มไม่มัวสนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้นอีกต่อไป
ที่เขาให้ความร่วมมือมาตลอด ยอมตอบในทุกคำถาม ก็เพื่อให้ศัตรูมุ่งความสนใจไปยังข้อมูลที่เล่าจากปาก มองข้ามการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขา อาทิ การหยดเลือดลงพื้นตามรูปแบบที่กำหนด การประทับฝ่ามือเปื้อนเลือดในตำแหน่งเฉพาะเจาะจง เพื่อใช้ร่องรอยเหล่านี้แทนสัญลักษณ์ชั่วร้ายและลวดลายแห่งความเสื่อมทราม ซึ่งมักถูกสังเกตเห็นได้ง่ายกว่า
เมื่อเตรียมการเบื้องต้นเหล่านี้เสร็จ บราห์มก็สามารถใช้คำว่า ‘เปิด’ ในภาษาปีศาจเพื่อกระตุ้นพิธีกรรมเอาอกเอาใจปีศาจชั้นสูง วิงวอนให้อีกฝ่ายช่วยส่งภาพจำลองลงมาจัดการกับศัตรู!
ลูเมี่ยนทำเพียงเงียบมองบราห์ม·อันเดอราธ ‘ง่วน’ อยู่กับตัวเอง
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง ปกคลุมด้วยความโสมม
จนกระทั่งเขายกมือขวาขึ้น แล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ
บราห์มที่จ้องมองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น พลางรอคอยการปกป้องจากพิธีกรรม พลันได้ยินเสียงครืนๆ ดังขึ้นจากภายในร่างกายตัวเอง
เขาก้มมองร่างกายด้วยสีหน้างุนงง แลเห็นเปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากภายใน สัมผัสได้ถึงความทุกข์ระทมจากคลื่นลมอันบ้าคลั่งที่ฉีกกระชากเครื่องใน กระดูก และเนื้อหนังให้แยกออกเป็นชิ้นๆ
ความมืดมิด พร้อมด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส โถมทับจิตใจของบราห์มในพริบตา
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะหมดสติคือ
ชายหนุ่มผมดำนัยน์ตาเขียว สวมหมวกสานสีเหลืองทอง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ยังคงรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับกำลังดูตัวตลกที่สมัครใจกระโดดเข้าไปในกับดัก แล้วพยายามดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ
บึ้ม!
พิธีกรรมยังไม่ทันได้เริ่มก็จบลงเสียแล้ว บราห์มถูกการระเบิดจากภายในร่างฉีกออกเป็นเศษชิ้นส่วนศพ
‘อัดไฟ’ บวกกับ ‘ระเบิดหน่วงเวลา’!
ตอนที่ลูเมี่ยนติดเข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’ และซัดบราห์มอย่างบ้าคลั่งนั้น ไม่ใช่แค่การระบายอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในใจ แต่ยังแอบอัดเปลวเพลิงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายทีละน้อย พร้อมทั้งกำหนดให้อยู่ในสถานะระเบิดแบบหน่วงเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดจะให้อภัยบราห์มหรือต่อรองข้อตกลงใดๆ เพื่อให้อีกฝ่ายมีชีวิตรอด เมื่อเป็นเช่นนั้น การฝังระเบิดเวลาที่ควบคุมได้ รวมถึงเร่งจังหวะได้ เอาไว้ในร่างของอีกฝ่าย ย่อมไม่ทำให้จิตใจเกิดความลังเลใดๆ
บึ้ม!
ชิ้นส่วนศพกระเด็นไปทั่วห้อง บางส่วนเปรอะติดผนัง แต่ความวุ่นวายเช่นนี้ก็ไม่อาจทะลุผ่าน ‘ขวดเสกสรร’ ออกไปได้
……………………………………………………..