ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 639 สินบน
ตอนที่ 639 สินบน
เมื่อเห็นประตูลิฟต์กลไกที่เปิดกว้าง และเห็นเงาดำร่างผอมสูงที่ทอดอยู่ข้างกาย ลูเมี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วจึงบรรจงเอี้ยวศีรษะมองอย่างไม่รีบร้อน
เด็กหนุ่มพบว่าที่ด้านหลังเยื้องๆ ของตน ชายคนหนึ่งมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้
บุรุษผู้นี้รูปร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมสีดำรายละเอียดซับซ้อนจนดูเหมือนมีหลายชั้น ใบหน้าซีดขาวราวกับไม่ได้เจอแสงอาทิตย์มาเนิ่นนาน เรือนผมสีดำถูกทับด้วยหมวกขนสัตว์สีดำ ที่ขอบหมวกปักขนนกสีขาวซึ่งพลิ้วไหวแผ่วเบา
ลูเมี่ยนละสายตากลับ ก้าวเข้าไปในลิฟต์กลไก โดยมีชายร่างผอมสูงดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ก้าวตามมาอย่างเงียบงัน
ลูเมี่ยนยื่นมือขวาออกไป กุมที่จับทองเหลืองด้านใน กดมันลงจนถึงตำแหน่งเลขชั้นใต้ดิน 3 ท่ามกลางเสียงกริ๊ก
หลังจากลูเมี่ยนเลือกชั้นได้แล้ว ชายร่างผอมสูงที่สวมหมวกสีดำประดับขนนกขาวก็ทำในสิ่งเดียวกัน ใช้มือดึงที่จับทองเหลืองเพื่อระบุชั้นใต้ดิน 18
รอสักครู่ เสียงไอน้ำพวยพุ่งก็มาจากตำแหน่งห่างไกล ฟันเฟืองเริ่มขบหมุน โซ่ตึงแน่นในพริบตา ลิฟต์กลไกที่ตกแต่งภายในอย่างหรูหราค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำ
ทั้งสองคนในลิฟต์ต่างไม่มีใครเอ่ยปากพูด เงียบงันจนไม่ปกติ
ไม่นานนัก ลิฟต์กลไกก็หยุดที่ชั้นใต้ดิน 3 ลูเมี่ยนบรรจงย่างกรายออกไปอย่างไม่รีบร้อน มุ่งหน้าไปยังห้องชุดหมายเลข 7 โดยไม่เหลียวหลัง
เมื่อได้ยินเสียงโซ่โลหะดังห่างออกไปไกล เด็กหนุ่มจึงพึมพำกับตัวเองอย่างครุ่นคิด
“มิสเตอร์อิวิลิสตาคนนั้นสินะ?”
อิวิลิสตาผู้อาศัยอยู่ชั้นใต้ดิน 18 ซึ่งมีเหล่าบ่าวรับใช้เป็นคนตาย
ด้วยวิธีการปรากฏตัว กอปรกับสภาพคนรับใช้ของอิวิลิสตา ลูเมี่ยนคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทาง ‘นักโทษ’
และเส้นทาง ‘นักโทษ’ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ไม่ว่าจะเป็น ‘ฝ่ายระงับตัณหา’ หรือ ‘ฝ่ายปล่อยตัณหา’ ต่างก็หนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับองค์กรลับนี้ ‘วิญญาณอาฆาต’ ที่ไม่ได้สังกัด ‘โรงเรียนกุหลาบ’ คงมีไม่มากนัก
‘วิญญาณอาฆาต’ เถื่อนที่หาได้ยาก? หรือไม่ก็อาจเป็นทัพหน้าของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ที่กำลังหมายตาเมืองท่าไพลอส? อา…อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่เขาจะสังกัด ‘ฝ่ายระงับตัณหา’ อย่างน้อยในช่วงหนึ่งสองนาทีเมื่อครู่ เราไม่พบร่องรอยของการปล่อยตัณหาเรื้อรังในตัวอิวิลิสตาเลย…ลูเมี่ยนตัดสินใจจะเขียนการวิเคราะห์ครั้งนี้ลงในจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยนด้วย
จะดีหรือร้าย ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญตัดสินเถอะ!
เมื่อกลับมาถึงห้องชุดหมายเลข 7 ลูเมี่ยนเห็นลุดวิกกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มือถือช้อนเงินคันเล็ก ตักอาหารจากหม้อดินเผา
ด้านบนของจานอาหารเป็นชั้นชีสผสมไข่ หลายจุดถูกอบจนเกรียมเล็กน้อย ผ่านรูใหญ่ที่ลุดวิกตักไว้ ลูเมี่ยนมองเห็นด้านล่างที่เป็นส่วนผสมของเนื้อหมู เนื้อวัว ปลา กุ้ง หอย มันฝรั่ง และมะเขือเทศที่ตุ๋นรวมกัน กลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้งผสมกับกลิ่นหอมตามธรรมชาติของเนื้อสัตว์ ทำให้ทั้งห้องนั่งเล่นและห้องอาหารเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ทำให้น้ำลายสอ
ขณะที่ลุดวิกนั่งกินอย่างเงียบงัน ลูกาโนก็ลุกขึ้นยืน ถามด้วยความกระตือรือร้น
“ลองสักหน่อยไหมครับ? นี่คือ ‘อีเซา’ อาหารพื้นเมืองแปลกใหม่ พ่อครัวแม่ครัวแต่ละคนจะเลือกวัตถุดิบต่างกันไป รสชาติก็จะแตกต่างกันด้วย”
ลุดวิกเอียงศีรษะ มองลูกาโนครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ แล้วก็รับประทานต่อ เพียงแต่เร่งจังหวะให้เร็วขึ้น
ลูเมี่ยนนั่งลงข้างลุดวิก ยิ้มให้กับเด็กชายที่ปากเปื้อนชีสและน้ำซุป พลางเอ่ยปาก
“ทีแรกคืนนี้ฉันตั้งใจจะนำอาหารรอบดึกดีๆ มาฝากนาย แต่พอลองคิดดูอีกที ก็เปลี่ยนใจไม่เอาแล้ว”
“อาหารรอบดึกแบบไหนหรือครับ?” ลูกาโนถามอย่างประจบประแจงระคนสงสัย
“พนันได้เลยว่านายไม่อยากรู้หรอก” ลูเมี่ยนยิ้มราวกับปีศาจ
อาหารรอบดึกที่เขาหมายถึงคือ ศพของ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ บราห์ม
เดิมที เด็กหนุ่มคิดจะนำมาให้ลุดวิกกินสักชิ้นสองชิ้น เพื่อดูว่าเด็กชายจะได้รับ ‘สารอาหาร’ แบบใด และจะถ่ายทอดข้อมูลออกมาอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาว่า ตนได้สอบปากคำและ ‘สื่อวิญญาณ’ ไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งด้วยตำแหน่งของบราห์มในองค์กร กอปรกับความผิดปกติของตระกูลอันเดอราธ เขาคงไม่รู้อะไรมากนัก ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงตัดสินใจไม่ประมาท ไม่เสี่ยงนำอาหารกลับมาให้ลุดวิก
จากการสังเกตของเด็กหนุ่ม เมื่อลุดวิกกินไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะฟื้นพลังได้บางส่วน จนพันธนาการของตราผนึกเสื่อมลง ด้วยเหตุนี้ หากให้เด็กชายกินศพของผู้วิเศษลำดับ 7 เข้าไป ก็อาจถึงกับเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เมื่อถึงตอนนั้น ลูเมี่ยนเกรงว่าพลังของตนจะไม่เพียงพอต่อการรับมือกับเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้น จนถูกลุดวิกนำไปปรุงเป็นอาหารเลิศรส แล้วเขมือบลงท้องไป
ช้อนเงินในมือลุดวิกหยุดชะงักไปสองวินาที ก่อนจะเอ่ยปาก
“ในเมื่อไม่ได้เอามา แล้วทำไมต้องพูดด้วย?”
โฮ่? โกรธนิดๆ แล้วหรือ? ลูเมี่ยนหัวเราะในใจพลางตอบ
“เพื่อบอกให้นายรู้ว่า พวกเรามาถึงสวรรค์ของนักผจญภัยแล้ว ดินแดนแห่งความโกลาหล ต่อจากนี้นายจะมีโอกาสได้กินของดีๆ อีกมาก”
เขากำลังส่งสัญญาณให้ลุดวิกรู้ว่า ทำตัวดีๆ แล้วฉันจะไม่ลืมนำ ‘อาหารเลิศรส’ กลับมาฝาก!
ลุดวิกตักมันฝรั่งที่ตุ๋นจนนุ่มบนช้อนเข้าปาก พูดอู้อี้ตอบกลับมาว่า
“ผมไม่อยากไปโรงเรียน”
หมายความว่า ขอแค่ไม่ต้องไปโรงเรียน เรื่องอื่นก็คุยกันได้? แน่นอน ในกรณีที่มีอาหารเลิศรสคอยประเคนให้ไม่ขาด…ลูเมี่ยนลุกขึ้นด้วยความพึงพอใจ เดินกลับเข้าไปในห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนใหญ่ หมุนก๊อกน้ำ แล้วเริ่มล้างหน้าล้างตา
ซู่…น้ำอุ่นกำลังดีไหลออกมาจากก๊อกทองเหลือง
ลูเมี่ยนชุบผ้าขนหนู บิดหมาดๆ จนไอร้อนลอยกรุ่นกระทบใบหน้า ความสดชื่นแล่นซ่านไปทั่วร่าง
โรงแรมหรูออเรลาใช้เครื่องจักรไอน้ำขับเคลื่อนลิฟต์และเครื่องกลต่างๆ จึงต้องเดินหม้อต้มน้ำตลอดเวลา ดังนั้น บริการน้ำอุ่นตลอดทั้งวันจึงเป็นหนึ่งในจุดขายของที่นี่
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น ลูเมี่ยนสวมหมวกสานสีเหลืองทองปรากฏตัวบนถนนคานิยา ใกล้กับจัตุรัสฟื้นคืนชีพในเมืองท่าไพลอส
ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของชาวอาณานิคมอินทิสในรัฐมาตานี ป้ายบอกทางและชื่อร้านค้าที่จารึกด้วยอักษรอินทิสยังคงปรากฏให้เห็นทั่วไป ลูเมี่ยนเดินตามแนวต้นเมเปิลอินทิสไปอย่างสบายอารมณ์ จนมาถึงหน้าคฤหาสน์สีขาวครีมสูงสี่ชั้น ซึ่งสร้างตามสถาปัตยกรรมหรูหราแบบอินทิส
ป้ายที่ติดอยู่เขียนด้วยภาษาตูทาน ภาษาอินทิส ภาษาที่ราบสูง ภาษาโลเอ็น และภาษาฟุซัคว่า
“หน่วยลาดตระเวนเมืองท่าไพลอส”
นอกจากนั้น ด้านล่างของป้ายยังมีข้อความเดียวกันห้าบรรทัดว่า
รับเฉพาะคดีเหนือธรรมชาติเท่านั้น
“คำนึงถึงความต้องการของนักผจญภัยจากชาติต่างๆ ที่จะมาแจ้งอาชญากรรมสินะ…” ลูเมี่ยนเอ่ยติดตลก ก่อนเดินเข้าไปในคฤหาสน์สีขาวครีมหลังนี้
โถงด้านในแทบจะไร้ผู้คน มีเพียงพนักงานต้อนรับที่นั่งเอนกายอย่างเบื่อหน่ายอยู่บนเก้าอี้ พลางพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับวันนี้
อีกฝ่ายเป็นชายชาวพื้นเมืองวัยสามสิบกว่า ผิวสีน้ำตาลเข้ม ผมดำขลับ ใบหน้าผอมเรียว ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
“ผมมาแจ้งความครับ” ลูเมี่ยนเดินเข้าไปหา พูดเป็นภาษาอินทิส
ชายชาวพื้นเมืองเงยหน้ามองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ผลักแผงกั้นด้านหลังแล้วตะโกนบอกอะไรบางอย่างเข้าไปข้างใน
อีกฝ่ายกำลังพูดภาษาตูทาน ลูเมี่ยนพอจะจับใจความได้ว่า
“ขอคนที่พูดอินทิสหรือภาษาที่ราบสูงได้สักคน…”
แบบนี้ไม่ดีนะ ในเมื่อพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ ก็ควรเลิกเสียเวลาอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วหันไปตั้งใจเรียนดีกว่า…ลูเมี่ยนรำพันจิกกัดในใจ แต่ยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนเอาไว้ รอคอยเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนคนอื่นอย่างใจเย็น
เพียงไม่กี่นาที ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลฟูฟ่อง ราวกับเมื่อคืนสระผมแล้วนอนตอนผมยังไม่แห้งดี ก็เดินออกมาจากประตูในโถง
อีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีเหลืองไม่ได้กลัดกระดุม มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า เดินมาหยุดตรงหน้าลูเมี่ยน แล้วพูดภาษาอินทิสอย่างคล่องแคล่วว่า
“คุณจะแจ้งความเรื่องอะไรครับ?”
ลูเมี่ยนพินิจมองชายหนุ่มตรงหน้าสองสามวินาที เห็นได้ชัดว่าเป็นคนจากทวีปเหนือ มือถือบุหรี่มวนไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน แล้วจึงตอบด้วยรอยยิ้มสงวนท่าที
“ผมพบฆาตกรคนหนึ่งครับ”
ชายหนุ่มเจ้าของโครงหน้าคมชัด หน้าตาค่อนข้างดี ชี้ไปทางประตูด้วยความขบขัน
“ถ้าเป็นฆาตกร ไปแจ้งกับตำรวจฝั่งตรงข้ามเลยครับ”
ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับหน่วยลาดตระเวนคือ กองบัญชาการตำรวจเมืองท่าไพลอส
ลูเมี่ยนยังคงยิ้มอย่างสงวนท่าทีเหมือนเดิม
“เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องครับ”
“ฆาตกรต่อเนื่อง…” ชายหนุ่มที่มือยังคงคีบบุหรี่ เอ่ยพึมพำกับตัวเอง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ริมฝีปากถูกตัดออก?” ชายหนุ่มที่ไม่ได้กลัดกระดุมเสื้อกั๊กสีเหลือง ถามต่ออย่างเร่งร้อน “บ้านของเขาอยู่ที่ไหน?”
ลูเมี่ยนนึกทบทวนก่อนตอบว่า
“ผมสะกดชื่อถนนไม่ถูก แต่พาพวกคุณไปที่เกิดเหตุได้ครับ ผมพอจำทางได้ มันอยู่แถวๆ บาร์ดอกไม้กินคน”
ชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ให้สงบ สูบบุหรี่คำหนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“แล้วฆาตกรล่ะ? คุณเห็นหน้าตาเขาไหม?”
“เขาตายแล้ว” ลูเมี่ยนตอบตามตรง
ชายหนุ่มอึ้งไปสองวินาที
“ตายยังไง?”
มุมปากของลูเมี่ยนบรรจงยกโค้ง เผยรอยยิ้มที่ไม่หลงเหลือการสงวนท่าทีอีกต่อไป
“ผมฆ่าเขาเอง”
ชายหนุ่มผมน้ำตาลฟูฟ่องชะงักสีหน้ากะทันหัน
เขาจ้องมองลูเมี่ยนอยู่หลายวินาที แล้วจึงเอ่ยปาก
“คุณเป็นนักผจญภัย มาขอรับเงินรางวัลหรือ?”
คดีฆาตกรต่อเนื่องที่บราห์มก่อขึ้นล้วนเกิดในท้องที่นี้ จึงมีหมายจับที่ลงนามโดยนายพลไควลาริล แต่ในหมายจับไม่ปรากฏทั้งชื่อและรูปพรรณสัณฐาน มีเพียงรายละเอียดคดี เพราะยังไม่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้
ลูเมี่ยนยิ้มพลางตอบ
“คงงั้นมั้ง? แต่คุณจะรับแทนก็ได้นะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความว่า เงินรางวัลเป็นของคุณ” ลูเมี่ยนไม่ได้ปิดบังเจตนาที่จะติดสินบนอีกฝ่าย
ชายหนุ่มมองลูเมี่ยนอยู่หลายหน
“ผมต้องการสำนวนคดีและของกลางที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน” ลูเมี่ยนตอบโดยไม่อ้อมค้อม
บางทีในนั้นอาจมีของที่ลุดวิกกินได้
ชายหนุ่มจมอยู่ในความเงียบ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย
ในที่สุด เขาก็เกาผมสีน้ำตาลของตัวเองพลางเอ่ยปาก
“ให้คุณดูสำนวนคดีกับของกลางได้ แต่ห้ามเอาออกไป คัดลอกได้อย่างเดียว”
“อีกอย่าง ผมต้องไปตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อน ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นจริงหรือไม่”
“เชิญ” ลูเมี่ยนยื่นมือขวาออกไปพร้อมรอยยิ้ม “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ”
ชายหนุ่มยื่นมือมาจับตอบ
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน เรียกผมว่ากามูส์ก็ได้ แล้วทางคุณล่ะ?”
ลูเมี่ยนยิ้มอีกครั้ง
“หลุยส์·แบรี”
หลุยส์·แบรี…ทำไมถึงคุ้นชื่อนี้นักนะ? กามูส์ครุ่นคิดพลางเดินผ่านประตูเข้าไปในส่วนลึกของโถง เตรียมจะไปตามเพื่อนร่วมงานอีกสองคน
……………………………………………………..