ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 640 จุดร่วม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 640 จุดร่วม
ตอนที่ 640 จุดร่วม
บนถนนที่มีป้ายภาษาตูทานเขียนว่า ‘ซิลิคัสโก’ ลูเมี่ยนนำกามูส์กับเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ที่สร้างจากหินสีดำสนิทและไม้สีน้ำตาล
เมื่อเด็กหนุ่มผลักประตูห้องของบราห์มเปิดออก กามูส์และคณะก็ได้กลิ่นไหม้และคาวเลือดที่ลอยอวลอยู่กลางอากาศ
พวกเขาเห็นเศษชิ้นส่วนศพแหลกเหลวกระจัดกระจายเต็มพื้น ผนังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเนื้อ
รอยมือเปื้อนเลือด ร่องรอยการเผาไหม้ ปรากฏให้เห็นทั่วทุกหนแห่ง
แววตาของกามูส์หยุดนิ่ง ราวกับย้อนกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุฆาตกรต่อเนื่องอีกครั้ง
แต่คราวนี้ดูรุนแรงยิ่งกว่ามาก
กามูส์เบนศีรษะมองลูเมี่ยนสองวินาที แม้จะพอเดาคำตอบได้ แต่ก็ยังถามออกไปตามความเคยชิน
“แล้วศพของคนร้ายล่ะ?”
ลูเมี่ยนชี้ไปทางเศษชิ้นส่วนศพที่แหลกละเอียด พลางตอบด้วยรอยยิ้ม
“ทั้งหมดนี่แหละ”
กามูส์แน่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมงานสองคนที่ยืนตะลึงอยู่ข้างๆ เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ
เขาได้สัญญาว่าจะแบ่งเงินรางวัลให้ทั้งคู่ส่วนหนึ่ง เพื่อมาเป็นพยานในความสำเร็จของตน
ที่กามูส์ไม่ได้มาตามลำพัง เพราะกังวลว่านี่อาจเป็นกับดักของหลุยส์·แบรี เป็นการลอบสังหารเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนโดยองค์กรลับอย่างโรงเรียนกุหลาบ
อยู่บนทวีปใต้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือความรอบคอบ!
กามูส์เดินไปที่หน้าตู้ จ้องมองริมฝีปากที่แช่อยู่ในน้ำยาดองศพทีละชิ้น โดยมีภาพความโหดร้ายที่เหยื่อต้องเผชิญผุดขึ้นในห้วงความคิด
หลังจากความเงียบชั่วครู่ เขาได้ยินหลุยส์·แบรีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“บราห์มเป็นสมาชิกตระกูลปีศาจอันเดอราธ ได้รับคำสั่งจากโรงเรียนกุหลาบให้มาสืบข่าวที่เมืองท่าไพลอส พร้อมกับจัดฉากคดีฆาตกรต่อเนื่องไปด้วย ผู้ที่รับผิดชอบติดต่อประสานงานกับเขาคือลุงของเขา เดวาโฮ แต่พวกเขาไม่ได้พบกันโดยตรง เพียงแต่นำข้อมูลที่ได้มาวางไว้ในห้องหนังสือของบ้านร้างเลขที่ 17 ถนนอัลเลก…”
นี่มัน…กามูส์กับพรรคพวกตกตะลึงในทีแรก ก่อนที่ความสงสัยอย่างแรงกล้าจะผุดขึ้น
หลุยส์·แบรีรู้เรื่องมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
กามูส์อดไม่ได้ที่จะมองไปยังชิ้นส่วนศพที่กระจัดกระจาย คราบเลือดบนผนัง รอยมือเปื้อนเลือดบนพื้น และร่องรอยไหม้ดำต่างๆ
ในที่สุด สายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มบรรจงยกมุมปากขึ้น ตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
กามูส์สบตากับเพื่อนร่วมงานทั้งสอง ไม่มีใครเอ่ยถามว่า หลุยส์·แบรีได้ข้อมูลมาจากการสื่อวิญญาณ หรือการทุบตี หรือว่าแท้จริงแล้วเขารู้จุดประสงค์ของบราห์มมาตั้งแต่ต้น และคอยจับตาดูฆาตกรต่อเนื่องรายนี้โดยไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่ฝ่ายหลังก่อ
“ข้อมูลนี้สำคัญมาก” กามูส์พยักหน้ารับ พลางชี้ไปยังปืนกลหกลำกล้องที่เสียหายอย่างหนักภายในห้อง “ทางเราต้องนำอาวุธของบราห์มกลับไปด้วย”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่ยี่หระ
ในฐานะนักวางเพลิง เด็กหนุ่มไม่ได้ต้องการอาวุธร้อนมากนัก ลูกไฟที่ยิงติดต่อกันมีพลังทำลายล้างสูงกว่าการกราดยิงของปืนกลหกลำกล้องเสียอีก เพียงแต่ความเร็วจะช้ากว่าเท่านั้นเอง
…………
บนถนนคานยา ข้างจัตุรัสคืนชีพ ชั้น 2 ของตึกสี่ชั้น ซึ่งเป็นที่ทำการหน่วยลาดตระเวน
กามูส์วางแฟ้มเอกสารและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบรรจุอยู่ในซองกระดาษสีน้ำตาลหลายซอง ลงบนโต๊ะตรงหน้าลูเมี่ยน พลางกำชับย้ำว่า
“ดูและจดบันทึกได้ แต่ห้ามนำออกไป ห้ามทำให้เสียหาย”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ หยิบซองเอกสารขึ้นมาหนึ่งซอง ดึงเชือกที่พันอยู่หลายรอบออก แล้วเปิดมันออก
เด็กหนุ่มไม่ได้รีบร้อนดูว่า ด้านในมีสิ่งของใดบ้าง แต่ดึงแฟ้มเอกสารออกมาอ่านอย่างตั้งใจ
แฟ้มที่หนาเตอะนี้ บันทึกรายละเอียดของเหยื่อทั้งเจ็ดราย ทั้งตัวตน ที่มา เส้นทาง และลำดับที่เป็นไปได้ สถานที่เสียชีวิต สภาพที่เกิดเหตุ รวมถึงบทวิเคราะห์และการสืบสวนของหน่วยลาดตระเวน
เห็นได้ชัดว่าในช่วงที่ยังมีเหยื่อปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยลาดตระเวนสืบสวนอย่างจริงจัง มีการลงพื้นที่ทุกวัน แต่พอถึงช่วงหลัง เมื่อดูเหมือนคดีฆาตกรต่อเนื่องจะจบลงและไม่มีเบาะแสใหม่ พวกเขาเริ่มย่อหย่อน ไม่ได้วิเคราะห์คดีบ่อยเหมือนเดิม เลิกออกไปสอบปากคำ จนผ่านไปครึ่งปี การติดตามสืบสวนก็หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง แฟ้มคดีจบลงแค่นั้น
ในรายงานฉบับสุดท้าย รองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนที่รับผิดชอบคดีกล่าวสรุปว่า
“ชัดเจนว่านี่คือคดีฆาตกรต่อเนื่องที่เกิดจากเส้นทาง ‘ปีศาจ’ แม้ว่าโดยปกติแล้วฆาตกรต่อเนื่องจะไม่ค่อยฆ่าเพียงแค่เจ็ดคน เพราะยิ่งมีเหยื่อมากเพียงใด ก็ยิ่งเอาอกเอาใจปีศาจได้ดีเท่านั้น สามารถตอบสนองเงื่อนไขของพิธีกรรมได้ดีกว่า แต่ในคดีนี้เหยื่อทั้งหมดเป็นผู้วิเศษ หลายคนอยู่ในลำดับกลาง แม้จะตายเพียงเจ็ดคน ก็ยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่าปีศาจมากกว่าการฆ่าคนธรรมดาสิบสี่คน หรือยี่สิบเอ็ดคนเสียอีก เพราะสามารถเอาอกเอาใจพวกมันได้มากกว่า”
“ปัญหาใหญ่ที่สุดของคดีเหนือธรรมชาติครั้งนี้คือ นอกจากการเป็นผู้วิเศษแล้ว เหยื่อทั้งเจ็ดรายไม่มีจุดร่วมอย่างชัดเจนเลย ซึ่งแตกต่างจากคดีฆาตกรต่อเนื่องที่ผ่านๆ มาพอสมควร”
“การคาดเดาของพวกเราคือ เหยื่อทั้งเจ็ดรายเป็นผู้วิเศษ และมีโลดแล่นอยู่ในไบลัมตะวันตก ในอดีตคงเคยฆ่าคนมามากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งก็ถือเป็นความเสื่อมทรามรูปแบบหนึ่ง…”
ลูเมี่ยนอ่านจนจบอย่างละเอียด และเห็นด้วยกับการคาดการณ์ที่ว่าในพิธีกรรมเอาอกเอาใจปีศาจนั้น ผู้วิเศษเจ็ดคนมีค่ามากกว่าคนธรรมดาสิบสี่คน
นี่เป็นเรื่องที่เด็กหนุ่มรู้มานานแล้ว เพราะในท้ายที่สุด คนธรรมดาเป็นเพียงเครื่องบูชาอันดับสาม ส่วนสิ่งมีชีวิตที่มีตะกอนพลังเป็นอันดับสอง
สถานการณ์ในทำนองเดียวกันยังเกิดกับการสวมบทบาทบางประเภทด้วย โดยเฉพาะการสวมบทบาทที่ต้องการผลสะท้อนจากอีกฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น การเปิดโปงแผนการของเทวทูต ย่อมช่วยให้ลูเมี่ยนย่อยโอสถได้ดีกว่าการเปิดโปงแผนการของคนธรรมดาหลายเท่า
หลังจากเข้าใจภาพรวมของคดีฆาตกรต่อเนื่องแล้ว ลูเมี่ยนก็หันมาไล่เรียงข้อมูลของผู้วิเศษทั้งเจ็ดราย โดยนำบทวิเคราะห์ของอ็องโตนี ซึ่งช่วยออกแบบลักษณะทางจิตวิทยาของฮิโซกะ รวมถึงการสรุป ‘ตัวละครต้นแบบ’ และการคาดเดาแนวทางการสวมบทบาทโดยฟรังก้า มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาจุดร่วมที่อาจซ่อนอยู่
ผู้วิเศษทั้งเจ็ดรายนี้ มีทั้งชายและหญิงคละกันไป บางคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพลไควลาริล บางคนก็เป็นศาสนิกของ ‘เทพมรณา’ ที่ปลีกวิเวกอยู่ในเมืองท่าไพลอส บางคนเป็นนักผจญภัยต่างถิ่น บางคนเป็นสายลับจากสาธารณรัฐอินทิสที่แฝงตัวอยู่ในมาตานี บางคนเป็นสมาชิกวงนอกของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ และบางคนเป็นนักบวชท้องถิ่นของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ
หากพิจารณาจากชาติกำเนิดและภูมิหลัง พวกเขาแทบไม่มีจุดร่วมใดเลย
ทว่าสำหรับลูเมี่ยนผู้อ่านด้วยสมมติฐานที่มีอยู่ในใจ รายละเอียดบางประการกลับเผยให้เห็นแง่มุมที่กว้างกว่านั้น
เหยื่อทั้งเจ็ดรายล้วนอยู่ในวัยหนุ่มสาว แม้แต่รายที่อายุมากที่สุดก็เพิ่งจะสามสิบตอนต้นเท่านั้น ซึ่งทุกคนล้วนถูกผู้คนรอบข้างยกย่องในพรสวรรค์ด้านการต่อสู้และสติปัญญา อนาคตต้องก้าวขึ้นเป็นนักผจญภัยผู้มีชื่อเสียงได้แน่นอน
“เป้าหมายคือผู้วิเศษที่ยังหนุ่มสาว มีศักยภาพ และเติบโตถึงระดับหนึ่งแล้วสินะ? แม้แต่สองรายที่อายุไม่น้อยแล้ว ก็ยังมีชื่อเสียงไม่ธรรมดา พละกำลังเหนือชั้น และมีป้ายกำกับว่าอนาคตไร้ขีดจำกัด…” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเอง โดยเริ่มจะเข้าใจเกณฑ์การคัดเลือกเป้าหมายของ ‘ฮิโซกะ’ แล้ว
หากฟรังก้าอยู่ที่นี่ด้วย เธอคงจะบอกว่า ‘ยังกับตัวละครต้นแบบไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ตัวจริง!’
อย่างไรก็ตาม ลูเมี่ยนเชื่อว่า ‘ฮิโซกะ’ จะลอกเลียนแบบตัวละครต้นแบบก็ต่อเมื่อสบโอกาสเท่านั้น ไม่มีทางยอมให้การลอกเลียนแบบตัวละคร มากระทบกับจุดประสงค์แท้จริงของตนได้ หรือในบางครั้ง เขายังจะใช้การลอกเลียนแบบตัวละครเพื่อชักจูงผู้อื่นด้วยซ้ำ ลูเมี่ยนคิดเช่นนี้ก็เพราะ ‘นังบ้า’ เคยวิจารณ์ว่า ‘ฮิโซกะ’ ยังไม่บริสุทธิ์พอ
“ดูจากเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว หลุยส์·แบรีเข้าเงื่อนไขการลงมือของ ‘ฮิโซกะ’ เต็มๆ เลยไม่ใช่หรือ?” ลูเมี่ยนเดาะลิ้นในลำคอ ก่อนจะหยิบวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีออกจากแฟ้มเอกสารอีกหลายแฟ้ม
วัตถุส่วนใหญ่เป็นสิ่งของจากเหยื่อ ประเภทเดียวที่ไม่ใช่ของผู้ตายคือ กระดาษดีบุกบางๆ จำนวนเจ็ดแผ่นที่เปื้อนคราบสีน้ำตาลดำ
ตามคำบรรยายในสำนวนคดี สิ่งเหล่านี้คือห่อช็อกโกแลตที่ผลิตในท้องถิ่น พบในที่เกิดเหตุทุกแห่ง สันนิษฐานว่าฆาตกรจะแกะกระดาษดีบุกเพื่อกินช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นหลังจากลงมือสำเร็จ ก่อนที่จะเริ่มชำแหละศพ
เนื่องจากฆาตกรต่อเนื่องผู้นั้นสวมถุงมือขณะหยิบช็อกโกแลตเข้าปาก จึงไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนกระดาษดีบุก อีกทั้งช็อกโกแลตบรรจุภัณฑ์เรียบง่ายเช่นนี้ ก็เป็นสินค้าที่พบได้ทั่วไปในรัฐมาตานี ซึ่งมีไร่โกโก้อยู่นับไม่ถ้วน มีจำหน่ายตามร้านค้าหลายแห่ง จึงไม่สามารถใช้เพื่อสืบหาเป้าหมายได้
ลูเมี่ยนเพ่งพินิจกระดาษดีบุกเหล่านี้อยู่สักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้กามูส์ผู้คอยควบคุมดูแลตน
“ผมขอเอาไปสักสองสามแผ่นได้ไหม?”
กามูส์เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลฟูฟ่อง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หากคุณจะ ‘ทำนาย’ หรือใช้วิธีเหนือธรรมชาติอื่นใด ก็จงทำที่นี่เลย”
“ขอแค่สองแผ่น ไม่กระทบการสืบสวนของพวกคุณในภายหลังหรอก” ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงชวนหลงใหล “ถ้าคุณยอมช่วย ผมจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้ด้วย เช่น คาถาอัญเชิญสัตว์โลกวิญญาณที่มีประโยชน์สุดๆ สักตัว”
กามูส์นิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตอบว่า
“ตกลง”
…………
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง กามูส์ผู้พาลูเมี่ยนออกมาซื้อช็อกโกแลตที่คล้ายคลึงกัน ทำได้เพียงจ้องมองด้วยใบหน้าว่างเปล่า ขณะที่สัตว์โลกวิญญาณรูปร่างคล้ายกระต่ายกำลังถือปากกาหมึกซึม คอยคัดลอกสำนวนคดีเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
เกือบหนึ่งนาทีผ่านไป กามูส์หันไปมองลูเมี่ยนที่นั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ด้านข้าง พลางแกะกระดาษดีบุกแล้วยัดช็อกโกแลตสีน้ำตาลดำเข้าปาก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“นี่น่ะหรือ สัตว์โลกวิญญาณที่มีประโยชน์สุดๆ ที่คุณว่า?”
“ใช่ มันเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ ‘กระต่ายพิทยา’ ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากงานคัดลอกอันแสนหนักหน่วงได้” ลูเมี่ยนตอบพลางเคี้ยวช็อกโกแลตหอมกรุ่นด้วยรอยยิ้ม
ฉันจะเอาเครื่องมือคัดลอกพรรค์นี้ไปทำอะไร? กามูส์คำรามอยู่ในใจ แต่เมื่อนึกถึงเงินรางวัลจากคดีฆาตกรต่อเนื่อง รวมถึงสภาพอันนองเลือดในที่เกิดเหตุที่บราห์มตาย เขาก็ระงับอารมณ์ไว้ได้
ลูเมี่ยนยิ้มพลางเสริม
“เมื่อใดที่คุณไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวหนังสือบนกระดาษเป็นลายมือของคุณ ก็อัญเชิญ ‘กระต่ายพิทยา’ มาช่วยได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นสัตว์โลกวิญญาณที่สามารถเติบโตได้ คุณให้ความรู้แบบใด มันก็จะพัฒนาไปในทิศทางนั้น แต่แน่นอน คุณควรหาวิธีทำพันธสัญญากับสัตว์โลกวิญญาณให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้น แต่ละครั้งที่อัญเชิญ ‘กระต่ายพิทยา’ ออกมา ส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช่ตัวเดิม ไม่สามารถปลุกปั้นได้”
“มีการเติบโต…” กามูส์ทวนคำพูดด้วยสีหน้าอ่อนลง
…………
เมื่อกลับมาถึงโรงแรมหรูออเรลา ลูเมี่ยนล้วงกระดาษดีบุกเก่าๆ สองแผ่นออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นให้ลุดวิกหนึ่งแผ่น
“ลองกินดูหน่อย” เด็กหนุ่มเอ่ยพลางยิ้ม
……………………………………………………..